Technology

Xiaomi เปิดตัวสมาร์ททีวี LED 55 นิ้ว บาง 4.9 มม. วางขายในอินเดีย

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 14:48

Xiaomi เปิดตัว Mi LED Smart TV 4 สมาร์ททีวีที่บางที่สุดในโลกที่ 4.9 มิลลิเมตร แพแนล LED ขนาด 55 นิ้ว ไร้ขอบ ความละเอียด 4K HDR (3840 x 2160) รีเฟรชเรทที่ 60Hz มุมมองกว้าง 178 องศา กรอบเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์

Mi LED Smart TV 4 มาพร้อมระบบเสียง Dolby Audio และ DTS-HD มีให้ทั้งพอร์ท AV, HDMI, USB 3.0 และ 2.0 รวมถึง RJ45 พร้อมรองรับ Wi-Fi แบบ Dual Band และ Bluetooth 4.0 LE ซีพียูเป็น Amlogic Cortex A53 จีพียู Mali-T830 แรม 2GB DDR หน่วยความจำ eMMC 8GB

เริ่มวางจำหน่ายในอินเดียวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ที่ราคา 39,990 รูปี หรือราว 19,500 บาท

ที่มา - Xiaomi

Topics: XiaomiTelevision
Categories: Technology

ลูกค้า Whole Food ที่จ่ายเงินบัตรวีซ่า Amazon Prime Reward จะได้เงินคืน 5%

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 14:26

Amazon เริ่มเดินหน้าผลักดันการซื้อสินค้าผ่านทางออฟไลน์ด้วย Whole Foods Market อีกครั้งด้วยโปรโมชัน ถ้าใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่า Amazon Prime Reward จะได้รับเงินคืน 5% แต่หากเป็นบัตร Amazon Reward ธรรมดาจะได้เงินคืน 3%

ผู้ใช้ที่ต้องการเงินคืน สามารถเลือกได้ว่าจะรับเป็น cashback ในสเตทเมนท์บัตรเครดิตหรือเป็นเครดิตบน Amazon แทนก็ได้ โดยก่อนหน้านี้ Amazon ได้เริ่มบริการเดลิเวอรี่สินค้าจาก Whole Food ส่งถึงบ้านภายใน 2 ชั่วโมงด้วย น่าสนใจว่ายุทธศาสตร์รุกตลาดค้าปลีกออฟไลน์ของ Amazon จะไปได้ไกลแค่ไหน

ที่มา - Recode

ภาพจาก ภาพ Flickr: Payton Chung

Topics: Whole Foods MarketAmazonAmazon Prime
Categories: Technology

Fujifilm ประเทศไทย เปิดตัวกล้อง X-A5 มาพร้อมออโต้โฟกัสความเร็วสูง มี BNK48 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 14:02

บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวกล้อง mirrorless ระดับ entry level รุ่นล่าสุด X-A5 ซึ่งเป็นกล้องรุ่นราคาประหยัดต่อจาก X-A3 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ APS-C CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล, มีโหมด Portrait Enhancer และระบบออโต้โฟกัสความเร็วสูง พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K มีจอสัมผัส LCD พับได้ 180 องศา

ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 21,990 บาท สำหรับสีทั่วไป (ดำ, น้ำตาล, ชมพู) และหากซื้อพร้อมเครื่องพิมพ์ Instax Share SP-3 ราคาอยู่ที่ 24,990 บาท นอกจากนี้ยังมีสีพิเศษ Camel Brown (21,990 บาท) และ Dark Silver (22,990 บาท) จำหน่ายเฉพาะที่ร้าน Big Camera เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ฟูจิฟิล์ม ยังเปิดตัวสมาชิก BNK48 จำนวน 6 คน คือ เฌอปราง, ปัญ, โมบาย, มิวสิค, เนย และเจนนิษฐ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของกล้อง X-A5 ร่วมถ่ายทอด Wonder-Side พร้อมสโลแกน "ไม่ต้องเสี่ยงทายถ่ายรูปไหนก็วันเดอร์"

ที่มา: เอกสารประชาสัมพันธ์

Topics: FujifilmCameraMirrorlessBNK48
Categories: Technology

Amazon ร่วมกับสตูดิโอฝรั่งเศส ทำหนังรัก จากเรื่องจริงของ Marie Curie นักเคมีรางวัลโนเบล

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 12:52

ดีลใหม่ระหว่าง Amazon กับค่ายหนังรอบนี้อาจดึงดูดใจแฟนๆ สาวกเนื้อหาแนววิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคราวนี้มีตัวละครหลักเป็นผู้หญิงด้วย โดย Amazon ร่วมกับ Studiocanal สตูดิโอทำหนังในฝรั่งเศสทำ "Radioactive" หนังชีวประวัติสร้างจากเรื่องจริงของของ Marie Curie หญิงสาวนักเคมีเจ้าของรางวัลโนเบล โดยใน Radioactive จะนำเสนอมุมความรักโรแมนติกระหว่าง Marie และสามีของเธอ Pierre


Marie & Pierre Curie
ภาพจาก Wikipedia

Marie Curie เป็นนักเคมีผู้ค้นพบรังสีเรเดียมที่ใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1903 และโนเบลสาขาเคมีในปี 1911 ตัวหนังสร้างจากหนังสือเรื่อง Radioactive: Marie & Pierre Curie: A Tale of Love and Fallout และนักแสดงที่จะมารับบทบาท Marie Curie คือ Rosamund Pike จาก Gone Girl นั่นเอง

ส่วนหนึ่งของข้อตกลงคือ Amazon เป็นผู้ร่วมทุนกับ Studiocanal ดำเนินการด้านสิทธิระหว่างประเทศนอกเหนือจากประเทศที่ Studiocanal ได้ดำเนินการจัดจำหน่ายโดยตรงคือ ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์และสหราชอาณาจักร และเนื่องจากเพิ่มเริ่มถ่ายทำ จึงยังไม่มีกำหนดวันฉาย


Rosamund Pike
ภาพจาก Shutterstock โดย Lucky Team Studio

ที่มา - Variety

Topics: Amazon Prime VideoMovieFranceRadioactivityChemistry
Categories: Technology

LINE ปรับแพ็คเกจ LINE@ ใหม่ เพิ่มแพ็คเกจ Starter สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 12:51

LINE ประกาศเพิ่มแพ็คเกจ LINE@ ใหม่มาอีกแพ็คเกจในชื่อ Starter ในราคา 198 บาทต่อเดือน

โดยแพ็คเกจใหม่นี้สามารถส่งข้อความแบบหาทุกคนได้ทั้งในรูปแบบข้อความธรรมดา, Rich Message หรือวิดีโอถึงผู้ติดตามได้ไม่จำกัด และสามารถส่งข้อความไปยังกลุ่มเป้าหมายแบบระบุคุณสมบัติจากเพศและอายุ (Target Reach) ได้ไม่เกิน 200 คน และสามารถเข้าถึงข้อมูลสถิติของบัญชีได้

สำหรับแพ็คเกจอื่นๆมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

  • แพ็คเกจ Basic สามารถส่งข้อความถึงผู้ติดตามได้ไม่จำกัด และส่งข้อความไปยังผู้ติดตามแบบระบุคุณสมบัติได้ไม่เกิน 25,000 คน
  • แพ็คเกจ Basic และ Pro สามารถใช้การส่งข้อความในรูปแบบวิดีโอได้แล้ว
  • โปรโมชั่นของแพ็คเกจ Pro หมดในเดือนมกราคม 2561 ที่ผ่านมา

สามารถกดสั่งซื้อแพ็คเกจได้แล้วผ่าน Business Store

ที่มา - หน้าควบคุมบัญชี LINE@

ภาพจากหน้าแสดงราคาของแต่ละแพ็คเกจของ LINE@

Topics: LINE
Categories: Technology

สัมภาษณ์ Jason McGee ผู้บริหารฝ่าย IBM Cloud กับการใช้งาน container บนคลาวด์

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 12:17

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา IBM มีงานสัมมนาระดับภูมิภาคเกี่ยวกับ IBM Cloud ในประเทศไทยสำหรับคู่ค้าทางธุรกิจ งานดังกล่าวมีผู้บริหารจาก IBM ระดับสูงจำนวนหนึ่งเข้าร่วมด้วย

ผมได้รับคำชวนจากทาง IBM ประเทศไทยให้สัมภาษณ์ Jason McGee รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ IBM Cloud เป็นระยะเวลาสั้นๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kubernetes และเทคโนโลยีอื่นๆ ต้องขอบคุณทาง IBM ประเทศไทยสำหรับคำชวนดังกล่าวนี้ด้วย

Jason McGee, VP และ CTO, IBM Cloud Platform

ผมเริ่มถามว่า ตั้งแต่งาน InterConnect 2017 เป็นต้นมา ที่มีการแถลงเทคโนโลยีใหม่จำนวนมาก เสียงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง Jason ระบุว่านอกจากเรื่องของการเปลี่ยนชื่อจาก Bluemix ไปเป็น IBM Cloud (ข่าวเก่า) เทคโนโลยี container อย่าง Kubernetes ได้รับความนิยมเร็วมากกว่าเดิม ซึ่งระบบของ IBM Cloud ออกแบบมาในตอนแรกอีกอย่าง ทำให้เขาต้องเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบจำนวนมาก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรม นอกจากนั้นแล้วลูกค้าเองยังเป็นส่วนที่ทำให้ IBM ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน

การปรับตัวดังกล่าวนี้ IBM ทำในสองระดับ คือการย้ายบริการทั้งหมดที่อยู่บน IBM Cloud เปลี่ยนไปใช้ระบบ container ของ Kubernetes (รวมถึง IBM Watson ด้วย) ในแง่นี้คือการเปลี่ยนโครงสร้างภายในของบริษัทเอง และพัฒนาคุณสมบัติใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เพื่อรองรับ Kubernetes ไปในเวลาเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงค่อนข้างสำคัญ และเป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐานที่แต่เดิม IBM อ้างอิงกับ Cloud Foundry (ได้มาจากการเข้าซื้อ SoftLayer อีกทีหนึ่ง)

ลูกค้าอย่าง American Airlines ที่ถือเป็นกรณีตัวอย่างของ IBM ก็ใช้ container ในการเข้ามาจัดการย้ายระบบจากแบบเดิมไปสู่ container ภายในเวลา 30 วันเท่านั้น และยังมีบริษัทอีกหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในการย้ายงานขึ้นไปบน container

ส่วนกรณีของ IBM เองคือการย้ายงานของ IBM Watson ไปอยู่บนระบบ container ทำให้สามารถขยายการรองรับไปสู่ภูมิภาคใหม่ๆ และสามารถใช้งานได้หลายอย่างมาก เบื้องหลังของระบบของ IBM Watson มีความซับซ้อนมากกว่าปกติเพราะ container ไม่ได้ออกแบบมาแต่แรกสำหรับงานที่ใช้ข้อมูลมาก รวมถึงการสนับสนุน GPU บน Kubernetes ยังไม่เต็มที่ แต่ทีมงานของ IBM และวิศวกรสามารถช่วยย้ายขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ รวมถึงต้องทำงานเพื่อให้ Watson ขึ้นไปและยังคงใช้ประสิทธิภาพของ GPU ได้อย่างเต็มที่

ผมถามต่อว่าบริษัทหลายแห่งกำลังพิจารณาเรื่องของการใช้ container เพื่อสร้างระบบ Hybrid Cloud แต่มีเทคโนโลยีจำนวนมาก IBM มองอย่างไรบ้าง ซึ่ง Jason ตอบว่าความสำคัญคือระบบ container มีความสำคัญอย่างมาก แต่ที่ IBM เลือก Kubernetes เป็นหลักเพราะความเปิดของแพลตฟอร์มเป็นหลัก และรันอยู่บน Docker เป็นหลัก นอกจากนั้นแล้วบริษัทยังมีความร่วมมือกับ Docker, Inc. เพื่อให้ลูกค้าได้มีทางเลือก

เขามองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าไม่กล้าย้ายระบบสู่ container ส่วนมากมาจากวัฒนธรรมและทีมพัฒนาระบบ แม้ว่าในหลายกรณีอาจมีข้อจำกัดทางเทคนิค แต่ส่วนมากแล้วมาจากวัฒนธรรมและทัศนคติของบริษัทและทีมพัฒนามากกว่า การย้ายขึ้น container ไม่ใช่เรื่องง่าย และก็มีเทคโนโลยีจำนวนมากที่ให้เล่น สิ่งที่ IBM ทำคือช่วยลูกค้าเปลี่ยนระบบมาเร็วขึ้น

ผมถามต่อว่าในกรณีของ Spectre/Meltdown ซึ่งมีผลกับโครงสร้างของอุตสาหกรรมคลาวด์โดยรวม IBM Cloud ได้รับผลกระทบมากแค่ไหน ซึ่งเขาตอบว่า Spectre เป็นเรื่องที่ยาก และจะต้องเป็นกรณีในระยะยาว แต่ในกรณีของ Meltdown ก็มีการแก้ไขหมดแล้ว โดยเฉพาะในฝั่งของ container ที่ลูกค้าทุกคนได้รับแพตช์กันหมดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือปัญหาเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของคลาวด์จากเดิมที่เป็นลักษณะของการแบ่งเช่า (share tenent) ไปสู่การให้ลูกค้าเป็นเครื่อง (bare metal isolation) ซึ่ง IBM รองรับมานานแล้ว และเขาคิดว่าภายในอีก 6 เดือนจากนี้ แนวโน้มของหลายบริษัทจะไปสู่เส้นทางแบบ bare metal isolation มากขึ้นกว่าเดิม

เขายอมรับว่าลูกค้าอาจจะเจอปัญหาเรื่องประสิทธิภาพอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่กับคลาวด์เท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นกับทุกคนและอุปกรณ์ทุกชิ้นด้วย

เขาชี้ให้เห็นว่าในอนาคตอย่างน้อยที่สุดในปีนี้ สำหรับ Kubernetes ที่มีความยืดหยุ่นมากอยู่แล้ว ความร่วมมือระหว่าง IBM และ Google อย่างโครงการ Istio ที่จะทำให้ microservices สามารถเชื่อมต่อด้วยกัน ทำทดสอบได้ดีขึ้น และติดต่อกันอย่างปลอดภัย เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ขึ้นกับภาษา (language neutral) ซึ่งเทียบแล้วคือเป็นระบบ smart router สำหรับ microservices ต่างๆ ที่รันอยู่บนเครือข่าย และตอนนี้เริ่มต้นมีการใช้แล้ว โดยในระยะเวลาที่เท่ากัน Istio มีคนใช้ (adoption rate) มากกว่า Kubernetes ไปแล้ว

Jason ระบุว่าบริการทั้งหมดของ IBM จะย้ายขึ้นไปสู่ container อย่าง Kubernetes ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเชื่อว่าแพลตฟอร์มอย่าง Kubernetes จะเป็นอนาคตและทำงานได้ง่ายขึ้น โดยเขาทิ้งท้ายว่าสำหรับนักพัฒนาแล้วเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การทำให้แอพของตัวเองขึ้นไปรันบน container เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการออกแบบและวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่จะต้องทำให้รองรับตั้งแต่แรก เพื่อที่จะได้เปลี่ยนและโอนย้ายไปสู่ระบบในอนาคตได้ดีขึ้นกว่าเดิม

Topics: IBMInterviewEnterpriseContainerKubernetes
Categories: Technology

12 นิสัยที่สุดยอดนักเขียนบล็อกมีเหมือนกัน

Thumbs Up - Tue, 02/20/2018 - 12:00

ไม่ใช่แค่นักเขียนบล็อก แต่นักเขียนชั้นนำที่สร้าง “อิมแพค” จากงานเขียนได้มาก ล้วนมี 12 นิสัยที่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือการรู้แน่ชัด ว่าตัวเองถนัดอะไร

การนั่งรอให้ฟ้าประทานไอเดียบรรเจิดนั้นไม่ปรากฏในรายการ 12 นิสัยของนักเขียนชั้นนำ โดยทั้ง 12 นิสัยนี้ถูกระบุใน Infographic ที่บริษัท The Wiley Network รวบรวมขึ้นจากนิสัยของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมุ่งเน้นศึกษาว่านักเขียนสามารถปั้นคำออกได้มากกว่าหรือดีกว่าได้อย่างไร

ปรากฏว่า สุดยอดนักเขียนมักไม่ “overtalk” หรือมัวแต่คุยฟุ้งถึงหลายโครงการที่ทำอยู่ เพราะนักเขียนที่ดีไม่ใช่ “นักพูด” แต่เป็น “นักเขียน” ที่คิดและทำมากกว่าพูด

ขณะเดียวกัน นักเขียนหลายคนรู้ตัวว่า ไอเดียหรือเรื่องราวที่น่าเล่าสู่กันฟังนั้นมักเกิดขึ้นในเวลานอกการ “ทำงาน” ดังนั้นจงโปรดจำไว้ว่าบางครั้ง ไอเดียการเขียนอาจจะบรรเจิดในขณะที่กำลังเดินเล่นกับสุนัขตัวโปรด

ที่สำคัญคือ นักเขียนหลายคนพยายามเรียนรู้วิธี “จบบทความ” ซึ่งบางครั้งอาจจำเป็นต้องสรุปเป็นรูปแบบ เพื่อวนกลับมาใช้รูปแบบเดิมในงานเขียนชิ้นใหม่

นอกจากนี้ สุดยอดนักเขียนหลายคนยังทำงานมากกว่า 1 โครงการในเวลาเดียวกัน เพราะการเขียนงาน 1 ชิ้น อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้สร้างสรรค์งานอื่นต่อได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยประจำวัน ที่นักเขียนหลายคนค้นพบว่าเป็นนิสัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะคิดไม่ออก และสามารถทำเสริมไปได้จากการฝึกฝนทุกวัน ซึ่งเป็นบันไดสำหรับการเขียนที่ดี

ที่มา: PRDaily

 Source: thumbsup

The post 12 นิสัยที่สุดยอดนักเขียนบล็อกมีเหมือนกัน appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Mattel ทำตุ๊กตา Barbie เวอร์ชั่น Tomb Raider ยึดแบบจากนักแสดงหนังรีเมค

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 11:14

Mattel ผู้ผลิตตุ๊กตา Barbie ที่ครองใจเด็กและวัยรุ่นทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1959 ระยะหลังมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ตุ๊กตา Barbie ที่เราเคยรู้จักกันไปมาก เช่นทำตุ๊กตาในรูปร่างและความสูงต่างๆ ตอกย้ำให้เห็นความสวยงามของความหลากหลาย ก่อนหน้านี้ยังมี Barbie เวอร์ชั่นหญิงสาวนักพัฒนาเกมด้วย

ล่าสุด Barbie ได้ก้าวไปอีกขั้นคือทำเป็นตุ๊กตา Barbie ฉบับฮีโร่หญิง Lara Croft จากหนังเรื่อง Tomb Raider โดยยึดตัวแบบจากนักแสดง Alicia Vikander ในหนังรีเมค Tomb Raider ที่จะเข้าฉายมีนาคมนี้

Barbie ฉบับ Tomb Raider เปิดให้สั่งสินค้าล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ในราคา 29.99 ดอลลาร์


ภาพจาก Barbie

ที่มา - Digital Trends

Topics: MattelBarbieToysTomb Raider
Categories: Technology

Google เริ่มทดสอบความสามารถ Split screen บน Chrome OS รุ่นทดสอบ

Blog None - Tue, 02/20/2018 - 11:08

หลังจากเริ่มผนวกรวมความสามารถในการรันแอพ Android เข้ามาบน Chrome OS (ปัจจุบันยังใช้ได้บางรุ่น ไม่ครอบคุลมทั้งหมด) ตั้งแต่ปี 2016 และเพิ่มความสามารถในการรันอยู่เบื้องหลังเมื่อสิ้นปีที่แล้ว ล่าสุด Google ปล่อย Chrome OS รุ่นทดสอบล่าสุด (Canary test) ที่มีความสามารถ split screen แล้ว

เว็บไซต์ Chrome Unboxed ที่ได้ทดสอบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ระบุว่าผู้ใช้สามารถใช้แอพ Android ทำงานคู่กันไปได้แบบเดียวกับที่ Android ได้ความสามารถนี้มาก่อนแล้วตั้งแต่รุ่น 7.0 ส่วนที่เพิ่มมาใน Chrome OS คือการใช้งานควบคู่กับเบราว์เซอร์ Chrome ด้วย

คนที่สนใจอยากใช้ในเวลานี้ ต้องรับอัพเดตจาก Canary test channel ที่มีขั้นตอนยุ่งยากกว่าปกติสักเล็กน้อย ส่วนอัพเดตจริงคาดว่าคงจะอีกหลายเดือนกว่าจะปล่อยสู่ Stable channel ครับ

ที่มา - Chrome Unboxed ผ่าน Engadget

Topics: Chrome OSGoogleChromeAndroid
Categories: Technology

เปิดแคมเปญธุรกิจประกันภัย ดึงข้อมูล “Cyber Attack” ขึ้นบิลบอร์ดเรียลไทม์

Thumbs Up - Tue, 02/20/2018 - 09:50

ในขณะที่การใช้ชีวิตประจำวันที่เรามักได้รับการบอกกล่าวจากบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ – ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ หรือผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือว่า อุปกรณ์ของเราได้รับการปกป้องดูแลอย่างดี และปลอดภัยจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์นั้น อีกหนึ่งธุรกิจก็ต้องพยายามสร้างความตระหนักว่า แท้จริงแล้ว การโจมตีทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และคนที่ไม่ได้ป้องกันตัวเอาไว้ก่อน ก็ย่อมเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

นั่นเป็นที่มาของแคมเปญของบริษัทประกันภัย Hiscox ในสหราชอาณาจักร และ AMV BBDO ที่นำบิลบอร์ดขนาดใหญ่มาเล่นใหม่ จากที่เคยใช้บิลบอร์ดแสดงผลสภาพอากาศ ข้อมูลการเดินทาง ไปสู่การแสดงผลข้อมูลการโจมตีทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์

โดยตัวป้ายบิลบอร์ดจะปรากฏคำว่า “CYBER ATTACK” แต่จะเห็นได้ว่ามีปุ่มระเบิดเกิดขึ้นตลอดเวลาจนคำว่า CYBER ATTACK เว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งระเบิดที่ปรากฏนั้นคือตัวเลขการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว โดยอิงกับทางเซิร์ฟเวอร์ Honeypot ที่ทางทีมงานเซ็ทขึ้นให้มันไม่มีทั้งไฟร์วอลล์ และโปรแกรมป้องกันไวรัส ทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างความตระหนักว่า ถ้าไม่มีการป้องกันแล้ว ข้อมูลของเราจะเป็นเช่นไร

กลุ่มเป้าหมายของแคมเปญนี้คือธุรกิจขนาดเล็กที่ผลการสำรวจของ YouGov เมื่อเดือนธันวาคม 2017 พบว่า มีถึงหนึ่งในสามที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรไซเบอร์

แคมเปญนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ และพบว่ายอดเฉลี่ยการโจมตีต่อวันนั้นอยู่ที่ 23,000 ครั้ง และช่วงที่พีคที่สุดนั้นพุ่งขึ้นไปสูงถึง 60,000 ครั้ง ซึ่งการเลือกบิลบอร์ดในจุดที่คนพลุกพล่านเช่น ย่านธุรกิจ หรอเส้นทางรถไฟ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการสร้าง Awareness

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ MarTechToday

 Source: thumbsup

The post เปิดแคมเปญธุรกิจประกันภัย ดึงข้อมูล “Cyber Attack” ขึ้นบิลบอร์ดเรียลไทม์ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ไม่ใช่แค่แคชเชียร์ ผู้จัดการร้านก็อาจถูกแย่งงานได้ในเร็ววันด้วย AI จาก Baidu

Thumbs Up - Mon, 02/19/2018 - 23:55

นอกจากแคชเชียร์ที่อาจถูกหุ่นยนต์แย่งงานแล้ว ไม่แน่ว่าผู้จัดการร้าน หรือผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ต หรือใครก็ตามที่มีหน้าที่ต้องคอยดูแล สต็อกสินค้า ฯลฯ อาจเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่จะถูกปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ได้แล้วเช่นกัน

เป็นการคาดการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว กับตำแหน่งงานที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งล่าสุดเป็นตำแหน่งผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจาก Baidu บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ประกาศว่าสามารถพัฒนาโมเดลการทำนายยอดขายในร้านซูเปอร์มาร์เก็ตของวันพรุ่งนี้ได้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ระบบสามารถประมวลผลได้เองว่าจะต้องสั่งซื้อสินค้าเข้ามาขายเป็นจำนวนเท่าไรจึงจะหมดพอดี ไม่มีเหลือทิ้งจนเป็นตัวการทำให้ขาดทุน

ข้อมูลที่ Baidu นำมาใช้ในการประมวลผลนั้นมีทั้งยอดซื้อและขายสินค้า สภาพอากาศ งานเทศกาลต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้น ซึ่งถ้าหากระบบนี้ทำงานร่วมกับผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตได้ดี ก็จะทำให้ผู้จัดการเสมือนมีผู้ช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในเรื่องของการสั่งอาหารสดเข้ามาเพิ่ม รวมถึงกล่องใส่อาหารและกล่องใส่แซนวิช ที่จะมีให้บริการเพียงพอ และไม่ก่อขยะเพิ่มอย่างที่ควรจะเป็น

โดยทาง Baidu มองว่าประโยชน์ของการนำ AI มาช่วยคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้านั้นจะช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตลดต้นทุนลงได้อีกมาก เนื่องจากสินค้าส่วนหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตคือผักผลไม้ และของสดต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากบริหารจัดการไม่ดีก็อาจจะขายไม่ออกและเน่าเสียได้อย่างรวดเร็ว

โดย Baidu ได้นำระบบไปทดสอบกับร้านสะดวกซื้อจำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ และพบว่า สามารถเพิ่มกำไรให้กับร้านเหล่านั้นได้ประมาณ 20% และลดขยะลงได้ถึง 30% เป้าหมายของบริษัทคือการติดตั้งระบบนี้ให้กับห้างร้านต่าง ๆ ในเมือง Wuhan ประมาณ 200 แห่ง ซึ่งหากเวลานั้นมาถึงและระบบสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น AI จาก Baidu ก็จะสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ความสามารถของ AI ที่ Baidu พัฒนาขึ้นนั้น เน้นไปที่การทำอย่างไรให้สามารถขายอาหารสดออกไปให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารไม่เน่าเสียจนต้องคัดออก และการลดขยะที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่านั้น ซึ่งทำให้ระบบไม่ได้โฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์เชิงบวกแก่ผู้มาใช้บริการมากเท่าไรนัก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ SCMP

 Source: thumbsup

The post ไม่ใช่แค่แคชเชียร์ ผู้จัดการร้านก็อาจถูกแย่งงานได้ในเร็ววันด้วย AI จาก Baidu appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

กล้องฮับเบิลพบว่าพายุสีดำบนดาวเนปจูน กำลังหายไป

Jimmy Blog - Mon, 02/19/2018 - 18:28

ดาวเนปจูนเหมือนและไม่เหมือนกับดาวพฤหัสตรงที่ทั้งคู่ต่างก็มีพายุลูกใหญ่มองเห็นแต่ไกลเป็นสัญลักษณ์ โดยดาวพฤหัสมีจุดแดงใหญ่ หรือ The Great Red Spot ย่อว่า GRS ซึ่งมีอายุยาวนานมากว่า 188 ปี (สังเกตพบผ่านกล้องดูดาวมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1830) ส่วนดาวเนปจูนก็มีพายุสีดำลูกใหญ่ที่พบและถ่ายรูปมาโดยยานวอยเอเจอร์ 2 ในปี ค.ศ. 1980 ทั้งคู่ต่างก็เป็นพายุแอนติไซโคลนขนาดยักษ์ แต่ความต่างก็คืออายุของพายุยักษ์นี้ โดย GRS ของดาวพฤหัสทำท่าจะมีอายุยืนนาน ขณะที่พายุสีดำของดาวเนปจูนทำท่าจะ “จม” หายลงไปในชั้นเมฆของดาวสีน้ำเงินในปีนี้เสียแล้ว

ภาพด้านบนคือผลจากการสังเกตของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจากช่วงวันที่ 18 ก.ย.2015 ถึง 6 ต.ค.2017 สังเกตภาพในช่องขาวดำ จะเห็นพายุสีดำที่ลกขนาดลงจากความกว้าง 4,990 กิโลเมตร ลงเหลือ 3,701 กิโลเมตร และมีลักษณะเลือนหายเหมือนกำลังจมลึกลงไปในชั้นเมฆสีน้ำเงินของดาว (เครดิตภาพ  NASA / ESA / M.H. Wong & A.I. Hsu, University of California, Berkeley)

ดาวเนปจูน เป็นดาวเคราะห์ลำดับสุดท้ายในระบบสุริยะ ห่างดวงอาทิตย์ที่สุด เป็นดาวเคราะห์แก้สที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจากดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส มองเห็นเป็นสีน้ำเงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวนอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220℃

ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นยานอวกาศเพียงลำเดียวเท่านั้น ที่เดินทางผ่านและได้ถ่ายภาพดาวเนปจูนส่งมาให้ชมกันในช่วงทศวรรษ 80

การค้นพบครั้งนี้  ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร  Astronomical Journal.

เรียบเรียงโดย @MrVop

 

 

Categories: Technology

VMware เข้าซื้อกิจการ CloudCoreo บริษัท Startup ด้าน Cloud Security

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 17:49

VMware ประกาศเข้าซื้อกิจการของ CloudCoreo เสริมทัพด้าน Cloud Security ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มองค์กร

 

Credit: CloudCoreo

 

เทคโนโลยีของ CloudCoreo นี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของระบบ Cloud Infrastructure ทั้งหมด ครอบคลุมทั้ง Cloud Service, Host และการตั้งค่าของ Application เพื่อตรวจสอบหาการกำหนดค่าของระบบที่ผิดพลาดหรือเกิดความเสี่ยงต่อระบบได้ ช่วยให้ทีม Security และทีม DevOps สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงที่จะเกิดช่องโหว่หรือการละเมิดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของบริการ

หลังการเข้าซื้อกิจการแล้วเสร็จ ทาง VMware จะนำบริการของ CloudCoreo มานำเสนอเป็นบริการแยกต่างหาก และสามารถทำการ Integrate เข้ากับบริการต่างๆ ของ เพิ่มเติมได้

CloudCoreo นี้เพิ่งก่อตั้งกิจการมาได้เป็นเวลาเพียง 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2016 และหลังจากนี้ทางทีมงานของ CloudCoreo ก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน VMware และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน Cloud Security เพื่อร่วมตอบโจทย์ Multi-Cloud ของทาง VMware และเสริมภาพผลิตภัณฑ์ด้าน Cloud Security ของ VMware ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังไม่เปิดเผยมูลค่า โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.cloudcoreo.com/

 

ช่องทางการเข้าร่วม VMUG Thailand

สำหรับช่องทางการเข้าร่วมชุมชน VMUG Thailand หรือติดตามข่าวสาร มีดังนี้นะครับ

ทั้งนี้อนาคตอาจมีการเปิดช่องทางใหม่ๆ เพิ่มอีก ก็จะมีการอัปเดตให้ทราบกันเป็นระยะครับ

 

จะช่วยสร้างชุมชน VMUG Thailand ด้วยกันอย่างไรบ้าง?

สำหรับผู้ใช้งาน VMware ที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือชุมชน VMUG Thailand นั้น มีช่องทางด้วยกันหลายทาง ดังนี้

  • ร่วมแบ่งปันความรู้กับสมาชิกในชุมชน VMUG Thailand โดยติดต่อกับทางทีมงาน VMUG Thailand เพื่อเป็นอาสาสมัครได้ทันทีที่ Wuttikorn Limpitak <wuttikorn@unixdev.co.th>
  • ร่วมพูดคุยสอบถามและตอบปัญหาต่างๆ ได้ที่ Facebook Group https://www.facebook.com/groups/1502318113117280/
  • ติดตามเข้าร่วมงาน Meetup และงาน Webinar
  • สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการผลักดันชุมชนได้ที่ Wuttikorn Limpitak <wuttikorn@unixdev.co.th>

 

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/vmware-buys-cloud-security-startup-cloudcoreo/2018/02/

The post VMware เข้าซื้อกิจการ CloudCoreo บริษัท Startup ด้าน Cloud Security appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

MIT พัฒนาชิปประมวผล Neural Networks ใหม่ หันกลับสู่โลก Analog ใช้พลังงานน้อยลง 95% แต่เร็วขึ้น 3-7 เท่า

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 17:25

นักวิจัยจาก MIT ได้ทำการพัฒนาชิปสำหรับการประมวลผลด้าน Neural Networks โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่าชิปรุ่นก่อน 3-7 เท่า แต่ใช้พลังงานน้อยลง 94-95% ทำให้ในอนาคตนั้นการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้บนอุปกรณ์ที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเช่น Smartphone และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน

 

MIT researchers have developed a special-purpose chip that increases the speed of neural-network computations by three to seven times over its predecessors, while reducing power consumption 93 to 96 percent. That could make it practical to run neural networks locally on smartphones or even to embed them in household appliances.
Credits
Image: Chelsea Turner/MIT

 

Avishek Biswas นักวิจัยแห่ง MIT ได้ออกมาเล่าว่าระบบประมวลผลแบบเดิมๆ นั้นหลักการคือการย้ายข้อมูลกลับไปกลับมาระหว่างหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำ ทำให้ต้องกินพลังงานมากสำหรับการทำ Machine Learning ซึ่งอัลกอริธึมสำหรับทำ Machine Learning เหล่านี้สามารถถูกแปลงให้อยู่ในรูป Dot Product ได้ ทำให้ทางทีมวิจัยทำการวิจัยเพื่อนำความสามารถในการทำ Dot Product เข้าไปอยู่ในหน่วยความจำโดยตรงเลย ทำให้ไม่ต้องทำการย้ายข้อมูลกลับไปกลับมาอีก ช่วยเพิ่มทั้งความเร็วในการประมวลผล และประหยัดพลังงานลงอย่างมหาศาล

แนวคิดของชิปประมวลผลใหม่นี้ถูกเผยแพร่ในงาน International Solid State Circuits Conference โดยการนำแนวคิดการประมวลผลแบบ Analog กลับมาใช้ เนื่องจากระบบ Neural Networks นั้นมักเป็นการประมวลผลที่เกิดขึ้นแบบแบ่งเป็น Layer หรือแบ่งชั้นๆ โดยแต่ละ Node นั้นจะรับข้อมูลจาก Node จำนวนมากใน Layer ก่อนหน้ามาประมวลผล และส่งต่อไปยัง Node จำนวนมากใน Layer ชั้นถัดไป โดยการเชื่อมต่อระหว่าง Node นั้นก็จะมีการถ่วงน้ำหนักในระดับที่แตกต่างกัน โดย Operation หลักๆ ที่เกิดขึ้นนั้นก็คือการบวกและการคูณ หรือเรียกง่ายๆ ก็คือการทำ Dot Product นั่นเอง

ในชิปนี้ได้ทำการเปลี่ยนค่าของ Input ต่างๆ ให้อยู่ในรูปของ Voltage แล้วใช้ค่า Voltage นี้ในการคูณหรือการบวกโดยตรง ก่อนจะแปลงผลลัพธ์กลับมาเป็น Digital ในตอนท้ายเพื่อจัดเก็บผลลัพธ์เอาไว้ โดยชิปรุ่นทดสอบนี้สามารถประมวลผลข้อมูลได้ทีละ 16 Node พร้อมๆ กันในขั้นตอนเดียว ทำให้ลดปริมาณการย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำลงไปได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของชิปนี้ก็คือการที่สามารถกำหนดค่าถ่วงน้ำหนักสำหรับแต่ละ Node ได้เพียงแค่การใช้ค่า 1 หรือ -1 เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดเป็นผลดีด้วยว่าส่งผลให้การ Implement ระบบนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดายและไม่ซับซ้อน โดยทางทีมงานได้ชี้ว่าจากทฤษฎีที่มีการค้นพบนั้น ระบบ Neural Network ที่ทำการ Train ด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเพียงแค่ 2 แบบนี้จะสูญเสียความแม่นยำลงไปน้อยมาก อยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น

Dario Gil ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President ด้าน AI แห่ง IBM ได้ให้ความเห็นว่าเทคโนโลยีนี้อาจทำให้เกิด SRAM-based In-memory Analog Computing สำหรับการทำ Deep Learning โดยเฉพาะได้ในอนาคต และถือเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจมากที่นำการประมวลผลเข้าไปใส่ในหน่วยความจำโดยตรงทำให้การใช้พลังงานนั้นมีความคุ้มค่าสูงยิ่งขึ้น และอาจทำให้การประมวลผลรูปภาพและวิดีโอภายในระบบ IoT แบบซับซ้อนนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต

 

ที่มา: http://news.mit.edu/2018/chip-neural-networks-battery-powered-devices-0214

The post MIT พัฒนาชิปประมวผล Neural Networks ใหม่ หันกลับสู่โลก Analog ใช้พลังงานน้อยลง 95% แต่เร็วขึ้น 3-7 เท่า appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Oracle เปิด Open Source ให้ DTrace ใต้สิทธิ์แบบ GPL ผลักดันให้ Linux นำไปใช้ได้เต็มตัวแล้ว

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 16:58

Oracle ได้เริ่มเปิด Open Source ให้กับ DTrace ภายใต้สิทธิ์แบบ GPL แล้ว พร้อมเปิด Mailing List สำหรับให้พูดคุยเกี่ยวกับการ Port โค้ดของ DTrace ไปใช้กับ Linux ด้วย

 

Credit: Oracle

 

DTrace นี้เป็นเครื่องมือที่ Sun Microsystems ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ติดตามการทำงานของ Solaris ภายใต้ชื่อเต็มว่า Solaris Dynamic Trace Framework ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประโยชน์มากทีเดียวสำหรับเหล่าผู้ดูแลระบบ ซึ่งที่ผ่านมา Oracle ได้ประกาศเปลี่ยนลิขสิทธิ์ของ DTrace มาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดนี้ก็ได้ประกาศใช้ลิขสิทธิ์แบบ GPL พร้อมเปิดให้นำไปใช้กันบน Linux แล้ว

ระบบของ DTrace นี้จะมีทั้งในส่วนของ Kernel และส่วนที่อยู่ใน Userspace โดยส่วนของ Kernel นี้ถูกพัฒนาอยู่ใน UEK Kernel ให้สามารถเข้าถึงโค้ดได้ที่ https://oss.oracle.com/git/gitweb.cgi?p=linux-uek.git;a=summary และส่วนของ Userspace นั้นจะอยู่ใน OTN และเปิดให้เข้าถึงได้ที่ https://oss.oracle.com/git/gitweb.cgi?p=dtrace-utils.git;a=summary

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DTrace สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ https://oss.oracle.com/projects/DTrace/ ครับ ส่วนคู่มือการใช้งานจะอยู่ที่ https://docs.oracle.com/cd/E37670_01/E38608/html/index.html ครับ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2018/02/19/oracle_open_sources_dtrace_changes_licence_to_gpl/

The post Oracle เปิด Open Source ให้ DTrace ใต้สิทธิ์แบบ GPL ผลักดันให้ Linux นำไปใช้ได้เต็มตัวแล้ว appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Google ประกาศเปิดตัว Data Center แห่งใหม่ที่ Tennessee สหรัฐอเมริกา

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 16:33

Google ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Data Center แห่งใหม่ ณ Clarksville/Montgomery County ใน Tennessee สหรัฐอเมริกา โดยเป็นหนึ่งในแผนการประกาศขยาย Data Center ที่ Google ได้ทุ่มลงทุนไปถึง 2,500 ล้านเหรียญหรือราวๆ 87,500 ล้านบาท พร้อมเผยแผนการขยาย Data Center อีก 5 แห่ง และออฟฟิศอีก 9 แห่งในสหรัฐอเมริกา

 

Credit: Google

 

ในภาพรวมนั้น Google มีแผนที่จะเปิด Data Center แห่งใหม่ที่ Alabama, Oregon, Tennessee, Virginia และ Oklahoma เพื่อตอบรับต่อความต้องการของภาคธุรกิจทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกให้ได้ดียิ่งขึ้น โดยภายใน Tennessee แห่งเดียวนั้นก็ผู้ใช้งานระบบ Seach Engine หลายล้านครั้งต่อวัน และมีธุรกิจที่ใช้บริการของ Google มากกว่า 18,000 แห่งแล้ว

การประกาศลงทุน Data Center ใหม่ๆ เหล่านี้นอกจากจะเป็นการทำให้ Google สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ดีขึ้นในแต่ละพื้นที่แล้ว ในทางกลับกันก็ยังเป็นการสร้างงานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานในส่วนของการก่อสร้าง Data Center, การจ้างพนักงานเข้ามาดูแล Data Center และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้ง Google ยังได้เป็นส่วนสำคัญในการริเริ่มใช้พลังงานทดแทนภายใน Data Center แต่ละท้องที่ ซึ่งในภาพรวมนั้น Google ก็ได้ลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพลังงานทดแทนไปแล้วถึง 3,500 ล้านเหรียญทั่วโลก หรือราวๆ 122,500 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจาก Data Center 5 แห่งที่กล่าวไปแล้ว Google เองก็ยังจะเปิดออฟฟิศใหม่และขยายออฟฟิศเดิมอีกถึง 9 แห่งที่ California, Colorado, Illinois, Massachusetts, Michigan, New York, Pennsylvania, Texas และ Washington ซึ่ง Google ก็เชื่อว่าจะสามารถสร้างตำแหน่งงานได้อีกหลายพันตำแหน่ง

 

ที่มา: https://www.blog.google/topics/inside-google/new-and-expanding-locations-across-america/

The post Google ประกาศเปิดตัว Data Center แห่งใหม่ที่ Tennessee สหรัฐอเมริกา appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Google ยอมรับ ระบบ Automation ใน Cloud มีปัญหา ทำ Google Compute Engine ล่มไป 93 นาที

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 16:23

Google ได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่บริการ Google Cloud Platform (GCP) ในส่วนของ Google Compute Engine ที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปล่มไป 93 นาทีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2018 ที่ผ่านมา ว่าเกิดจากการที่ระบบ Automation บน Cloud นั้นมีปัญหา

 

Credit: Google

 

ระบบ Automation ที่เป็นต้นตอในการทำให้ Cloud ล่มในครั้งนี้อยู่ในส่วนของ Network Programming ที่ส่งผลให้ระบบ Autoscaler ไม่สามารถทำงานได้ตามที่กำหนดไว้ ส่งผลต่อเนื่องให้ระบบ VM ใหม่หรือ VM ที่เพิ่งย้ายมานั้นไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ VM ใน Zone อื่นๆ ได้

โดยปกติแล้วเวลาที่มีการสร้าง VM ใหม่หรือย้าย VM ใหม่เข้ามา ระบบของ Google จะต้องจัดการสร้าง Configuration ในส่วนของ VM, Network, Firewall, Scaling ให้เรียบร้อย และทำการอัปเดตไปยังระบบอื่นๆ ภายใน Zone เดียวกันเพื่อให้ VM ใหม่นี้สามารถเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ได้ แต่ในช่วงที่ GCP มีปัญหานั้นระบบไม่ได้มีการส่งข้อมูล Configuration ในส่วนนี้ ทำให้การสื่อสารระหว่าง Zone ของระบบนั้นไม่สามารถทำงานได้ดังปกติ และเกิดเหตุบริการล่มขึ้นมานั่นเอง

นอกจากนี้ ระบบ Failover นั้นก็ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากไม่สามารถบังคับหยุดการทำงานของ Process ที่เกี่ยวข้องได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ทีมงาน GCP ต้องเข้าไปทำการแก้ไขปัญหาแบบ Manual ด้วยตนเอง

Google ได้ออกมาเผยวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในอนาคตว่าจะปิดการทำ VM Migration ถ้าระบบจัดการ Configuration ไม่สามารถทำงานได้ปกติ และแก้ไขระบบ Failover ให้สามารถทำงานได้แม้จะประสบสถานการณ์ดังกล่าวก็ตาม

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2018/02/19/google_compute_engine_outage/

The post Google ยอมรับ ระบบ Automation ใน Cloud มีปัญหา ทำ Google Compute Engine ล่มไป 93 นาที appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Intel ถูกรุมฟ้อง 32 ข้อหา จากประเด็นช่องโหว่ Spectre และ Meltdown

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 16:12

บรรดาผู้ถือหุ้นและลูกค้าของ Intel ได้รวมตัวกันฟ้อง Intel ทั้งสิ้น 32 ข้อหา เป็นผลสืบเนื่องมาจากช่องโหว่ Spectre และ Meltdown ที่ถูกเปิดเผยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

Credit: Intel

 

กรณีนี้ถือว่าน่าติดตามไม่น้อยและอาจกลายเป็นบรรทัดฐานในการออกมาเปิดเผยหรือแก้ไขช่องโหว่ในระบบ IT ต่างๆ ในอนาคตได้เลย เมื่อเหล่าผู้พื้นหุ้นและลูกค้าของ Intel ได้รวมตัวกันฟ้อง Intel ในครั้งนี้จากประเด็นปัญหาช่องโหว่ Spectre และ Meltdown โดย 30 ข้อหาที่ฟ้องในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการที่เหล่าลูกค้าได้รับความเสียหายจากการที่ Intel ทำให้ระบบมีช่องโหว่จนผู้ใช้งานอาจถูกขโมยข้อมูลได้ และ Patch ที่ออกมาก็ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ รวมถึงยังมีบางข้อหาที่ฟ้องเนื่องจากการที่เหล่าผู้บริหารของ Intel บกพร่องในหน้าที่และมีความเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นโดยการใช้ข้อมูลภายใน

อย่างไรก็ดี Intel ไม่ใช่ผู้ผลิตรายเดียวที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ทั้งสองในผลิตภัณฑ์ CPU ของตน เพราะทั้ง AMD, ARM และ IBM ที่เป็นคู่แข่งทางด้านเทคโนโลยี CPU นั้นต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น แต่เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดของ Intel นั้นกว้างมาก จึงอาจเป็นเหตุทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างและถูกฟ้องร้องในครั้งนี้

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร เพราะในมุมของผู้พัฒนาเทคโนโลยีนั้นการให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน Security ของผลิตภัณฑ์ก็เป็นสิ่งที่ควรต้องกระทำอยู่แล้ว แต่เมื่อการอุดช่องโหว่กลับส่งผลให้ผู้ผลิตต้องถูกฟ้อง เรื่องราวในครั้งนี้จึงถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

 

ที่มา: https://www.arnnet.com.au/article/633538/intel-slapped-32-lawsuits-following-security-flaws/

The post Intel ถูกรุมฟ้อง 32 ข้อหา จากประเด็นช่องโหว่ Spectre และ Meltdown appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

ย้อนมองตรุษจีน ชวนดูแคมเปญยอดฮิตที่พี่น้องค้างคาวดึงใจคนจีนได้อยู่หมัด

Thumbs Up - Mon, 02/19/2018 - 14:53

อาจกล่าวว่าบทความนี้เป็นเรื่องราวควันหลงของเทศกาลตรุษจีนในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ว่าได้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงเทศกาล จะมีคนจีนออกเดินทางกลับบ้าน เดินทางไปเที่ยว ฯลฯ กันมากมายหลายร้อยล้านคน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายมีการเรียกช่วงเทศกาลดังกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการอพยพย้ายถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก

แต่ไม่ใช่เฉพาะระบบคมนาคมขนส่งที่ได้รับการจับตามอง ในเวลาสำคัญเช่น ช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ ก็ยังมีอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ นั่นก็คือ “ตลาดแอปพลิเคชัน” ซึ่งจีนก็ครองสถิติเป็นตลาดแอปพลิเคชันที่ใหญ่ที่สุดด้วย นอกจากเรื่องของการมีประชากรอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลก และการใช้งานสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก (อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ App Annie)

โดยเม็ดเงินที่หมุนเวียนบน App Store, โฆษณาออนไลน์ และ Mobile Commerce นั้น ทุก ๆ 4 เหรียญสหรัฐจะเป็นเงินที่มาจากจีน 1 เหรียญสหรัฐเสมอ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 25% เลยทีเดียว

เฉพาะในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ผู้ใช้งานแอปพลิเคชันของจีนใช้เวลามากกว่า 200,000 ล้านชั่วโมงในแอปพลิเคชัน ซึ่งมากกว่าในตลาดอินเดียถึง 4.5 เท่า ส่วนบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรายใหญ่ก็ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็น Alibaba Group, Tencent Holding และ Baidu นั่นเอง

โดยเราพบว่า เทคนิคที่บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนนำมาใช้ดึงดูดผู้บริโภคในช่วงเทศกาลนั้นมีหลายด้านที่น่าสนใจและมีความเกี่ยวข้องกับคนจีนอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น

แจกแต๊ะเอียดิจิทัล

ซองแต๊ะเอียทั่วไปไม่อาจสร้างความว้าวได้แล้วกับผู้บริโภคชาวจีนยุคนี้ จึงจำเป็นที่บริษัทที่อยากได้การมีส่วนร่วมต้องลงมาสร้างแคมเปญแต๊ะเอียดิจิทัล และทั้ง Alibaba และTencent ก็อยู่ในปรากฎการณ์นี้ที่เปิดแจกแต๊ะเอียดิจิทัลเป็นเงินรวมมากกว่า 5.2 พันล้านหยวน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเกาะติดอยู่กับแพลตฟอร์มได้ยาวนานมากขึ้น

ขอบคุณภาพจาก South China Morning Post

ฟิลเตอร์ AR สำหรับการถ่ายเซลฟี่

ผู้พัฒนาฟิลเตอร์นี้คือ Tencent ที่ส่งแอปพลิเคชันตกแต่งภาพชื่อ Tian Tian Pi Tu ออกมา กลุ่มเป้าหมายของแอปพลิเคชันคือเด็กสาววัยรุ่น หรือผู้หญิงวัยเริ่มต้นทำงานกับการมีของเล่นมาให้แต่งหน้ากันในแบบเวอร์ชวล แต่เมื่อตรุษจีนปีนี้มาถึง ทางแอปพลิเคชันได้เพิ่มที่ติดผม หรือสัญลักษณ์แห่งความโชคดีต่าง ๆ ลงไปในระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้นำมาตกแต่งประดับศีรษะให้สวยกันไปอีกแบบ

ขอบคุณภาพจาก South China Morning Post

ใช้ AI ช่วยในการเขียนป้ายอวยพร

เวลาดูหนังจีน เรามักจะเห็นป้ายคำที่มีความหมายดี ๆ เช่น คำเกี่ยวกับความสุข ฯลฯ ติดอยู่หน้าบ้านของคนจีนกัน ซึ่ง Tencent และ Baidu ก็เลือกที่จะใช้ AI เข้ามาช่วยในการเลือกคำที่มีความหมายดี ๆ ให้กับผู้ใช้งาน โดยระบบจะให้ผู้ใช้งานป้อนคำที่ต้องการลงไป จากนั้น ระบบจะหาคำที่มีบริบทใกล้เคียงกันและสร้างออกมาเป็นป้ายอวยพรแบบเฉพาะบุคคลให้ด้วย

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีวัฒนธรรมการแสดงออกของตนเองที่เป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่นั้น นอกจากเอกลักษณ์ด้านความเป็นจีนแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในระยะหลัง เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้าไปผูกพันกับวัฒนธรรมชาวจีนแล้วอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นแคมเปญที่น่าสนใจดังที่ปรากฏอยู่นี้ และคงต้องติดตามกันต่อว่า ตรุษจีนปีหน้าของจีนนั้นจะมีของเล่นอะไรมาอวดชาวโลกกันอีก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ SCMP

 Source: thumbsup

The post ย้อนมองตรุษจีน ชวนดูแคมเปญยอดฮิตที่พี่น้องค้างคาวดึงใจคนจีนได้อยู่หมัด appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

10 หนังสือฟรี! น่าอ่านสำหรับสาย Data Science และ AI

TechTalkThai - Mon, 02/19/2018 - 14:35

ขอแนะนำหนังสือสำหรับสาย Data Science และ AI ที่ไม่ควรพลาด 10 เล่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลัก 3 กลุ่มคือ สถิติ, พื้นฐาน Machine Learning และ สถิติ, Advance Machine Learning

รายชื่อหนังสือมีดังนี้

กลุ่มสถิติ

1. Think Stats – Probability and Statistics for Programmer ผู้แต่ง  Allan B. Downey

นำเสนอเกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นพร้อมทั้งการใช้งานใน Python Library เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและทำตามได้ง่ายๆ อีกทั้งมีการหยิกยกกรณีศึกษาจาก National Institutes of Health รวมถึงนำเสนอพื้นฐานของ Bayesian ที่จำเป็นต่อ Data Scientist อีกด้วย

2. Beyesian Reasoning and Machine Learning ผู้แต่ง David Barber

หนังสือนี้กล่าวถึงทฤษฎีเชิงสถิติ Beyesian ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าสู่สาย Machine Learning

กลุ่มพื้นฐาน Machine Learning และ สถิติ

1. An Introduction to Statistical Learning ผู้แต่ง Gareth James, Daniela Witten, Trevor Hastie และ Robert Tibshirani

เนื้อหาเกี่ยวกับแนะนำ Data Science ด้วยการเรียนรู้แบบ Machine Learning สำหรับมือใหม่ พร้อมทั้งมีตัวอย่างประกอบที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงว่าอัลกอริทึมนั้นทำงานอย่างไร ในหนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างเป็นภาษา R

2. Understanding Machine Learning ผุู้แต่ง Shai Shalev-Shwartz และ Shai Ben-David

นำเสนอเนื้อหาพื้นฐานเกี่ยวกับ Machine Learning ในทฤษฏีบทที่จำเป็นรวมถึงการใช้งานด้านคณิตศาสตร์เพื่อแปลงคอนเซปต์เหล่านี้

3. A Programmer’s Guide to Data Mining ผู้แต่ง Ron Zacharski

นำเสนอถึงการใช้ Machine Learning เพื่อสร้างวิธีการคัดกรอง เช่น item-based filtering และ Social filtering นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึง Naive Bayes และ Clustering สำหรับใครที่สนใจเกี่ยว Natural Language Processing เล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่พลาดไม่ได้อีกเล่มหนึ่ง

4. Mining of Massive Datasets ผู้แต่ง Anand Rajaraman และ Jeffrey David Ullman

ว่าด้วยเรื่องของอัลกอริทึมที่ใช้แก้ปัญหาสำคัญของการทำเหมืองข้อมูลที่สามารถใช้งานได้กับข้อมูลขนาดใหญ่

Machine Learning ขั้นสูง

1.A Brief Introduction to Neural Networks ผู้แต่ง David Kriesel

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของ Neural Networks และค่อยๆ พาผู้อ่านไปยังด้านคณิตศาสตร์และอธิบายถึงความแตกต่างของ NNs แต่ละประเภท โดยผู้เขียนคาดหวังว่าผู้อ่านต้องมีความรู้เรื่อง Linear Algebra และ Calculus พื้นฐานมาแล้ว

2. Deep Learning ผู้แต่ง Ian Goodfellow, Yoshua Bengio และ Aaron Courville

เนื้อหาเกี่ยวกับ Monte Carlo Method, Recurrent และ Recursive Nets, Autoencoder และ Deep Generative Model

3. Natural Language Processing with Python ผู้แต่ง Steven Bird, Ewan Klein, และ Edward Loper

สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาด้าน NLP หนังสือเล่มนี้พลาดไม่ได้จริงๆ มีการแสดงโค้ดเป็น Python นอกจากนี้ยังมีการแจก Dataset เพื่อนำไปใช้ทดลองได้อีกด้วย

4.Machine Learning Yearning ผู้แต่ง Andrew Ng

หนังสือเล่มนี้ช่วยผู้อ่านเข้าสู่การสร้างระบบ AI และสอนถึงวิธีการตัดสินใจที่หลากหลายกับโปรเจ็คด้าน Machine Learning นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังมีการอัปเดตเรื่อยๆ ดังนั้นผู้อ่านสามารถลงชื่อเพื่อรับการอัปเดตเนื้อหาได้

ที่มา : https://www.analyticsvidhya.com/blog/2018/02/10-free-must-read-machine-learning-e-books/

The post 10 หนังสือฟรี! น่าอ่านสำหรับสาย Data Science และ AI appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Pages