Technology

ผลสำรวจพบเว็บไซต์รัฐบาลกลางสหรัฐฯยังคงขาดความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐาน

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 18:02

ผลสำรวจจาก ITIF หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเกี่ยวกับนโยบายสาธรณะเพื่อผลักดันด้านวัตกรรมและเทคโนโลยี ได้สำรวจเว็บไซต์รัฐบาลกลางหลายร้อยเว็บพบว่ายังขาดความมั่นคงปลอดภัย

ผลสำรวจกล่าวว่า 91% ของเว็บไซต์ทั้งหมด 469 เว็บสอบตกในการวัดประสิทธิภาพและ 1 ใน 3 สอบตกในด้านความปลอดภัยที่สำคัญอย่างน้อยหนึ่งข้อ มีความเห็นจาก Daniel Castro ประธาน ITIF ว่าเว็บไซต์ของรัฐบาลกลางยังไม่ผ่านมาตรฐานที่ควรจะมีและมาตรฐานด้านอุตสาหรรมด้วย อีกทั้งการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทันสมัยมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา ผู้ดูแลระบบที่ดีควรจะแก้ปัญหานี้ให้รวดเร็วเพื่อให้ชาวอเมริกันได้รับความมั่นคงปลอดภัยและสะดวกสบายในการใช้งานข้อมูลและบริการออนไลน์จากรัฐบาล

ผลสำรวจได้ใช้ 4 ปัจจัยในการวัดผลคือ 1. ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ 2. ความเข้ากันได้กับการใช้งานผ่านมือถือ 3. ความมั่นคงปลอดภัย 4. การเข้าถึง  โดยในด้านความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ต้องมีคือ การใช้งาน SSL Certificates, การติดตั้ง DNSSEC, การใช้งาน HTTPS ระหว่าง Browser และเซิร์ฟเวอร์

สถิติของปี 2017 มีดังนี้
  • 64% ของเว็บไซต์ผ่านการทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยทั้งสององค์ประกอบคือ SSL และ DNSSEC เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน
  • 71% ผ่านการทดสอบด้าน SSL
  • 10% สอบตกด้าน DNSSEC เช่นเว็บของ House.gov, spreaker.gov และ fs.fed.us
  • มีการใช้งาน HTTPS เพิ่มขึ้นเพียง 8 % เท่านั้นจากปี 2016
  • หน่วยงานที่ทำผลงานพัฒนาได้ดีที่สุดโดยการปรับปรุงเว็บให้อัปเดตและสนับสนุนกับการใช้งานผ่านมือถือมากขึ้นคือ dni.gov, irs.gov, rrb.gov เป็นต้น

Galia Nurko ผู้ร่วมจัดทำผลสำรวจนี้กล่าวว่า “เว็บไซต์หน่วยงานรัฐบาลมีผู้เยี่ยมชมกว่าล้านคนต่อวัน ยิ่งมีคนใช้งานบริการออนไลน์มากขึ้นภัยคุกคามก็ยิ่งพัฒนาขึ้น ดังนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญที่เว็บเหล่านี้ควรจะพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายและมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.infosecurity-magazine.com/news/federal-websites-still-lack-basic/

The post ผลสำรวจพบเว็บไซต์รัฐบาลกลางสหรัฐฯยังคงขาดความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐาน appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Whiteboard แอพสำหรับแบ่งปันไอเดียโดย Microsoft เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว

Blog None - Wed, 12/06/2017 - 17:54

Microsoft เปิดตัว Whiteboard แอพใหม่สำหรับ Windows 10 มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยเป็นแอพที่เน้นการแบ่งปันไอเดียกัน เหมาะกับทั้งงานสร้างสรรค์, ธุรกิจ และการศึกษา หลังจากที่แอพนี้ได้ปล่อยทดสอบในรูปแบบเบต้าปิดมาสักพัก ตอนนี้แอพดังกล่าวก็พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว แต่ยังอยู่ในสถานะ public beta

แอพ Whiteboard นี้ จะรองรับการเขียนด้วยปากกาและนิ้วมือพร้อม ๆ กัน มีความสามารถในการแปลงวัตถุเป็นรูปร่างต่าง ๆ เพื่อสร้างตาราง, flowchart ฯลฯ และยังสามารถบันทึกงานขึ้นคลาวด์ได้โดยอัตโนมัติ และยังมีระบบทำงานร่วมกันบนอุปกรณ์หลาย ๆ เครื่อง (ต้องมีใครสักคนที่มี Office 365 จึงจะใช้ฟีเจอร์นี้ได้)

Whiteboard สามารถติดตั้งได้บนอุปกรณ์ Windows 10 โดยตอนนี้ยังคงเป็น public beta ซึ่ง Microsoft จะรอคอยผลตอบรับรวมถึงข้อแนะนำฟีเจอร์ใหม่ ๆ สำหรับผู้ใช้ที่ได้ทดสอบด้วย ดาวน์โหลดแอพนี้ได้แล้วทาง Microsoft Store

ที่มา - TechCrunch

Topics: MicrosoftWindows 10App
Categories: Technology

เตือนช่องโหว่ใหม่บน TeamViewer เสี่ยงถูกผู้ใช้ไฮแจ็คคอมพิวเตอร์ที่รีโมตเข้ามาได้ทันที

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 17:37

ผู้ใช้บน GitHub ชื่อ Gellin ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่ความรุนแรงระดับสูงบน TeamViewer ซอฟต์แวร์สำหรับทำ Remote Support ยอดนิยม ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ที่แชร์เซสชันไปยังอีกฝ่ายสามารถเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์ที่รีโมตเข้ามาได้ทันที โดยไม่ต้องมีการร้องขอ Permission ใดๆ

Credit: TeamViewer

TeamViewer เป็นซอฟต์แวร์ยอดนิยมสำหรับใช้ทำ Remote Support โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ Client (Presenter) และ Server (Viewer) ซึ่งทั้ง 2 ฝั่งจะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ทั้งคู่ โดยฝั่ง Client จะบอกรหัสผ่านสำหรับพิสูจน์ตัวตนเพื่อให้ฝั่ง Server รีโมตเข้ามาควบคุมได้ ช่องโหว่ที่ Gellin ค้นพบนี้ กลับทำให้ฝั่ง Client สามารถย้อนกลับไปควบคุมฝั่ง Server ได้ทันที

Gellin ได้เผยแพร่โค้ดสำหรับ PoC ซึ่งเป็น Injectable C++ DLL โดยใช้ประโยชน์จากการทำ Naked Inline Hooking และ Direct Memory Modification เพื่อปรับเปลี่ยน Permission ของ TeamViewer โค้ดดังกล่าวสามารถใช้ได้ทั้งฝั่ง Client และ Server โดยให้ผลลัพธ์ ดังนี้

  • Server เป็นผู้โจมตี – การโจมตีจะช่วยให้ฝั่ง Server เปิดใช้งานฟีเจอร์ “Switch Sides” ได้ทันที
  • Client เป็นผู้โจมตี – การโจมตีจะช่วยให้ฝั่ง Client สามารถเข้าควบคุมเมาส์และคีย์บอร์ดของฝั่ง Server โดยไม่สนใจการตั้งค่าควบคุมหรือ Permission ใดๆ ของฝั่ง Server

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ TeamViewer ทั้งเวอร์ชันบน Windows, macOS และ Linux ซึ่งทางทีมความมั่นคงปลอดภัยของ TeamViewer รับทราบถึงช่องโหว่ดังกล่าว และเตรียมที่จะออกแพตช์เพื่ออุดช่องโหว่เร็วๆ นี้

รายละเอียดเชิงเทคนิค: https://github.com/gellin/TeamViewer_Permissions_Hook_V1

ที่มา: https://thehackernews.com/2017/12/teamviewer-hacking-tool.html

The post เตือนช่องโหว่ใหม่บน TeamViewer เสี่ยงถูกผู้ใช้ไฮแจ็คคอมพิวเตอร์ที่รีโมตเข้ามาได้ทันที appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

กำเนิด GM Marketplace สั่งซื้อสินค้าได้จาก dashboard หน้ารถ

Thumbs Up - Wed, 12/06/2017 - 17:00

ต้องเรียกว่าเป็น on-board marketplace สำหรับ GM Marketplace ที่เปิดตัวให้ลูกค้าผู้ใช้รถ GM รุ่นใหม่สามารถซื้อสินค้าและจองบริการได้ขณะเดินทาง ลดเวลาการรอต่อคิว สะดวกและง่ายด้วยการช็อปปิ้งผ่านหน้า dashboard ของรถ

แทนที่จะต้องรอให้เดินทางไปถึงแล้วรอต่อคิวยาว GM ปิ๊งไอเดียช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากรถ โดยผู้โดยสารสามารถซื้อกาแฟ, ก๊าซ, จองร้านอาหาร และห้องพักโรงแรมได้โดยไม่ต้องออกจากรถ

การเปิดตัว GM Marketplace ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในยุคซึ่งรถยนต์รุ่นอื่น ๆ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi และ LTE หลายแบรนด์พยายามค้นหาวิธีสร้างรายได้จากการเชื่อมต่อออนไลน์เหล่านี้ เช่นแบรนด์ Jaguar และ Shell ที่ร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนาระบบ in-car fuel payment ที่ผู้ขับขี่สามารถชำระเงินค่าน้ำมันจากบนรถ ขณะที่ BMW และ Ford เลือกใช้ Alexa ระบบผู้ช่วยส่วนตัวของ Amazon ให้ dashboard รถมีความอัจฉริยะมากขึ้น

สำหรับ GM รายงานระบุว่า GM Marketplace จะถูกติดตั้งในรถ GM มากกว่า 1.9 ล้านคันทันที โดยเป็นรถยนต์รุ่นปี 2017 เป็นต้นไป คาดว่าจะขยายเป็น 4 ล้านคันในกลุ่มแบรนด์ Chevrolet, Buick, GMC และ Cadillac ช่วงปลายปีหน้า (2018)

เบื้องต้น GM ไม่เปิดเผยสัดส่วนรายได้จากผู้ขายบน GM Marketplace ท่ามกลางพันธมิตรรุ่นใหญ่อย่าง Starbucks, TGI Fridays, ExxonMobil, Parkopedia และ Priceline.com

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ GM ที่มองว่าคนทั่วไปจะเลือกใช้ dashboard รถมากกว่าสมาร์ทโฟนของตัวเองเมื่อต้องการทำธุรกรรมบนท้องถนน ทั้งหมดนี้ GM ยืนยันว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยในการขับขี่ สายตาของผู้ใช้จะยังคงเห็นท้องถนน ให้ความคุ้นเคยไม่ต่างจากการเปิดระบบ Infotainment ในรถยนต์ปกติ

บทสรุปที่เราได้รับจากข่าวนี้คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในรถยนต์แสดงให้เห็นถึงตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำไรมหาศาล ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงว่าผู้ผลิตรายอื่นจะพยายามสร้างตลาดออนไลน์ในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าผลตอบรับจากตลาดจะเป็นอย่างไร

ที่มา: Gizmodo

 Source: thumbsup

The post กำเนิด GM Marketplace สั่งซื้อสินค้าได้จาก dashboard หน้ารถ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Google Go แอพค้นหาด้วย Google สำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ ปล่อยให้ดาวน์โหลดแล้ว

Blog None - Wed, 12/06/2017 - 16:58

Google ได้ปล่อยแอพ Google Go หรือในชื่อเดิมคือ Search Lite แอพค้นหาโดย Google ที่ใช้ปริมาณข้อมูลน้อย ออกแบบมาให้เหมาะกับการเชื่อมต่อความเร็วต่ำ ตอนนี้เริ่มปล่อยให้ผู้ใช้ได้ใช้งานจริงแล้วในอุปกรณ์ Android บางรุ่น หลังจากที่ทดสอบมาแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม

ตัวแอพ Google Go นั้นมีขนาดเพียงแค่ 5MB จุดเด่นคือมีระบบซัพพอร์ตออฟไลน์ และมีข้อมูลแสดงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตที่มา ๆ ดับ ๆ ซึ่งสองปัจจัยนี้จะเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ใช้ในอินเดีย รวมถึงตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายของแอพนี้ ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ก็มีอย่างเช่นค้นหาภาพ, GIF, ค้นหาโดยใช้เสียง และอื่น ๆ

สำหรับแอพ Google Go ดาวน์โหลดแล้วได้ทาง Play Store

ที่มา - TechCrunch

Topics: Google SearchGoogleMobile App
Categories: Technology

Microsoft Webinar: SQL Server 2017 New Features ภาษาไทย พร้อมแจก E-Book ฟรี!

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 16:56

Microsoft จัดงาน Webinar ในหัวข้อ SQL Server 2017 New Features ให้ทุกท่านได้รู้จักกับความสามารถใหม่ๆ ของ Microsoft SQL Server 2017 ในวันที่ 13 ธันวาคม 2017 นี้ โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนดังต่อไปนี้

 

SQL Server 2017 New Features

วันที่: 13 ธันวาคม 2017
เวลา: 15.30 – 16.30
วิทยากร: คุณจุลเดช อร่ามศรี MCDBA
ลงทะเบียนฟรี: https://info.microsoft.com/AP-NOGEP-IPVNT-FY18-11Nov-03-SQLServer-MCW0002471_02OnDemandRegistration.html

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญท่านพบกับรูปแบบงานสัมนาแบบใหม่ด้วย webinar ในหัวข้อ “SQL Server 2017 New Feature Webinar โดยท่าน สามารถเข้าร่วมสัมนาจากที่ใดก็ได้ผ่าน internet ด้วยกันจากผลิตภัณฑ์ SQL Server 2017 ในเวลา 30 นาที บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ และสามารถถามตอบข้อสงสัยได้ในทันใด นอกจากนี้หลังจากจบการบรรยาย และฟังครบทุกหัวข้อแล้ว ท่านยังสามารถดาวน์โหลด eBook คู่มือได้ฟรี

ห้ามพลาด!!! งานสัมมนาที่ครบถ้วนไปด้วยสาระ ประหยัดเวลา เดินทาง
เสมือนท่านได้นั่งในห้องบรรยาย กับ Microsoft Webinar

The post Microsoft Webinar: SQL Server 2017 New Features ภาษาไทย พร้อมแจก E-Book ฟรี! appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Microsoft Webinar: แนะนำ Azure Hybrid Cloud ภาษาไทย พร้อมแจก E-Book ฟรี!

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 16:38

Microsoft จัดงาน Webinar ในหัวข้อ Azure Hybrid Cloud ให้ทุกท่านได้รับฟังและอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการสร้าง Hybrid Cloud ด้วยเทคโนโลยีจาก Microsoft Azure ในวันที่ 13 ธันวาคม 2017 นี้ โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนดังต่อไปนี้

 

Azure Hybrid Cloud Webinar

วันที่: 13 ธันวาคม 2017
เวลา: 14.00 – 15.00
วิทยากร: คุณธัญพล สะนะนครินทร์ MVP, MCSE, MCSA, MCSD
ลงทะเบียนฟรี: https://info.microsoft.com/AP-AZUREPLAT-WBNR-FY18-11Nov-23-AzureHybridCloudWebinar-MCW0002095_02OnDemandRegistration-ForminBody.html

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญท่านพบกับรูปแบบงานสัมนาออนไลน์แบบใหม่ด้วย webinar ในหัวข้อ “Azure Hybrid CloudWebinar โดยท่าน สามารถเข้าร่วมสัมนาจากที่ใดก็ได้ผ่าน internet ด้วยกันจากโซลูชัน Hybrid Cloud ในเวลา 30 นาที บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ และสามารถถาม และตอบข้อสงสัยได้ในทันใด นอกจากนี้หลังจากจบการบรรยาย และฟังครบทุกหัวข้อ แล้ว ท่านยังสามารถดาวน์โหลด eBook คู่มือได้ฟรี

ห้ามพลาด!!! งานสัมมนาที่ครบถ้วนไปด้วยสาระ ประหยัดเวลาเดินทาง เสมือนท่านได้นั่งในห้องบรรยาย กับ Microsoft Webinar

The post Microsoft Webinar: แนะนำ Azure Hybrid Cloud ภาษาไทย พร้อมแจก E-Book ฟรี! appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เตือนอีเมลลวงจาก PayPal หลอกปฏิบัติขั้นตอนตามเพจปลอม

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 16:22

PayPal เป็นอีกหนึ่งการซื้อขายออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามซึ่งในช่วงปลายปีก็มีสินค้ามาดึงดูดบุคคลทั่วไปมากเช่นกัน วันนี้เราจึงได้สรุปเนื้อหาที่เกิดขึ้นกับกรณีของ PayPal ที่มีผู้ไม่หวังดีการส่งอีเมลมาหลอกให้ผู้ใช้งานเข้าหน้าเพจปลอมและใส่รหัสผ่านลงไปซึ่งทำให้คนร้ายได้รหัสผ่านไปอย่างง่ายดาย 

อีเมลที่ได้รับจากคนร้ายมีหน้าตาดังรูปบน โดยชื่ออีเมลฉบับแรกกล่าวถึงการไม่สามารถพิสูจน์การใช้งานล่าสุดได้หรือการทำธุรกรรมไม่สมบูรณ์ และเนื้อภายในอีเมล์จะเกริ่นนำว่ามีการเปลี่ยนรหัสผ่าน หากผู้ใช้ตัวจริงไม่ได้เปลี่ยนรหัสกรุณาตรวจสอบเพิ่มเติม ทาง PayPay ต้องการแจ้งเตือนเพื่อป้องกันการเข้าถึงบัญชีอย่างไม่มีสิทธิ์ถูกต้อง เราได้สังเกตเห็นกิจกรรมการค้าขายที่แปลกๆ และต้องการข้อมูลเพิ่มจากผู้ใช้งาน พร้อมกับมีปุ่มที่ทำทีเป็นช่วยเหลือซึ่งอันที่จริงแล้วจะหากผู้ใช้กดไปจะนำไปสู่เพจปลอม

โดยเพจปลอมนี้จะทำทีเหมือนช่วยแก้ปัญหาและใช้ URL ชื่อ ‘myaccounts-webapps-verify-updated-informations(dot)epauypal(dot)com/myaccount/e6abe’ จะแจ้งเตือนว่าให้ช่วยตรวจสอบด้านความปลอดภัยของบัญชีเนื่องจากตรวจพบกิจกรรมแปลกๆ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2017 ขอจำกัดการใช้งานบัญชีก่อนจนกว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมและทิ้งปุ่มให้การช่วยเหลือเอาไว้ หากผู้ใช้หลงกลกดเข้าไปก็จะนำไปสู้หน้าการใส่ข้อมูลที่จะร้องขอ เช่น ชื่อ ที่อยู่ นามสุกลของมารดาก่อนแต่งงาน วันเกิด และรายละเอียดบัตรเครดิต

สรุปคือการหลอกล่อผ่านทางอีเมลครั้งนี้ทำผู้ใช้งานตกใจและหลงเชื่อกลายเป็นเหยื่อที่จะเข้าไปให้ข้อมูลของตนเองด้วยขั้นตอนง่ายๆ คือกดลิ้งและทำตาม ดังนั้นวิธีการป้องกันคือลองใช้เวลาสักเล็กน้อยเข้าไปสำรวจเว็บไซต์ที่มีปัญหาและลองล็อกอินตรงๆ หากว่ามีปัญหาการทำธุรกรรมจริงจะได้แก้ไขได้ นอกจากนี้หากผู้ใช้พบการหลอกลวงจาก PayPal สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่นี่ หรือถ้าไม่แน่ใจลบอีเมลซะ

ที่มาและเครดิตรูปภาพ : https://blog.malwarebytes.com/cybercrime/2017/12/paypal-phish-asks-to-verify-transactions-dont-do-it/

The post เตือนอีเมลลวงจาก PayPal หลอกปฏิบัติขั้นตอนตามเพจปลอม appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

ฐานข้อมูลผู้พัฒนา Android/iPhone Keyboard รั่ว! เผยแอบเก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานกว่า 31 ล้านคน!

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 15:38

ถือเป็นอีกหนึ่งกรณี Data Breach ที่ทั้่งน่ากลัวและน่าสนใจมาก เมื่อทีมนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Kromtech Security Center ได้ค้นพบว่าฐานข้อมูล MongoDB ของ AI.type ผู้พัฒนา Virtual Keyboard สำหรับทั้ง Android และ iPhone นั้นสามารถเข้าถึงได้บน Internet เนื่องจากไม่มีการตั้งรหัสผ่านเอาไว้ แต่เรื่องราวนั้นน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อข้อมูลภายใน MongoDB นั้นคือผลการดักข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานกว่า 31 ล้านคนของ AI.type

Credit: ShutterStock.com

 

AI.type นี้เป็นธุรกิจ Startup จาก Tel Aviv ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งพัฒนาระบบ Virtual Keyboard App สำหรับ Android ที่มีลูกค้าทั้งหมดด้วยกันถึง 40 ล้านรายทั่วโลก โดยผู้ใช้งานสามารถทำการปรับแต่ง Keyboard เหล่านี้ให้สวยงามและตอบโจทย์การใช้งานได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับคำที่ใช้บ่อย หรือการจัดการ Emoji ช่วยให้ผู้ใช้งานทำการพิมพ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับความนิยมสูงจากเหล่าผู้ใช้งานทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยที่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล MongoDB ของ AI.type ได้นี้ก็ต้องตกตะลึงไม่น้อย เพราะอันที่จริงแล้วการทำงานของ AI.type นั้นไม่ได้ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลใดๆ ของผู้ใช้งานเลยก็สามารถทำงานได้ อีกทั้งเมื่อทำการทดสอบ Application ของ AI.type แล้วก็พบว่าเป็น Virtual Keyboard ที่มีการร้องขอสิทธิ์ระดับ Full Access ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่บนอุปกรณ์นอกเหนือจากภายใน Application เองได้ โดยมีการค้นพบว่า AI.type แอบทำการรวบรวมข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ชื่อ นามสกุล, เบอร์โทรศัพท์, Email
  • ชื่ออุปกรณ์, ความละเอียดหน้าจอ, รุ่น
  • รุ่นของ Android, IMSI, IMEI
  • เครือข่ายที่เชื่อมต่อ, ประเทศที่ใช้งาน, ภาษาที่เปิดใช้งาน
  • IP Address, GPS Location
  • ลิงค์และข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยัง Social Media รวมถึงวันเกิด, Email และรูปภาพที่ใช้
  • ข้อมูล Contact ภายในโทรศัพท์

ซึ่งการรวบรวมข้อมูล Contact ภายในโทรศัพท์ไปด้วยนี้ก็ทำให้ AI.type มีฐานข้อมูล Contact ทั้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์มากถึง 373 ล้านรายการเลยทีเดียว

ตอนนี้ยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ จากฝั่งผู้พัฒนา AI.type แต่อย่างใด

 

ที่มา: https://thehackernews.com/2017/12/keyboard-data-breach.html

The post ฐานข้อมูลผู้พัฒนา Android/iPhone Keyboard รั่ว! เผยแอบเก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานกว่า 31 ล้านคน! appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เชิญร่วมสัมมนาฟรี OSEDA 2017 อัปเดตเทคโนโลยี Blockchain, Deep Learning, Cloud, DevOps, Kubernetes

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 14:59

สมาคมศึกษาและพัฒนาโอเพ่นซอร์ส (OSEDA) ขอเชิญร่วมงาน OSEDA 2017 Seminar ในหัวข้อ Driving Digital Economy with Open Source ในวันที่ 15-16 ธันวาคม 2560 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตบางเขน) โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาฟรีดังนี้

 

OSEDA 2017 Seminar: Driving Digital Economy with Open Source

วันที่: 16 ธันวาคม 2017
เวลา: 09.00 – 17.00
สถานที่: ห้องประชุมใหญ่ (306) สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)

 

กำหนดการ (เนื้อหาทั้งหมดเป็นภาษาไทย)

09.00-09.30 Registration
09.30-09.40 Welcome Speech and OSEDA Update, Kittirak Moungmingsuk (OSEDA Chairman)
09:40-10:20 Blockchain and Distributed Ledger Technology (DLT) Update, Dr.Rom Hiranpruk
10:20-10:40 BREAK AM
10:40-11:20 The Digital Architecture, Why you need to know now, Danairat Thanabodithammachari, Enterprise Architecture Specialist
11.20-12.00 Open Source Ecosystem for Deep Learning, Dr.Wasit Limprasert, Department of Computer Science, Thammasat University
12.00-12.10 A New Era In The Datacenter (sponsor session), Chattarin Amornpitak, Field Application Engineer – AMD
12:10-13:00 Lunch
13:00-13:40 “Mass Open Cloud : How a research public cloud was successfully created using only open source software?”, Piyanai Saowarattitada, Director of Engineering & Infrastructure – Mass Open Cloud (MOC), Boston University, USA
13.40-14.20 DevOps Transformation in Technical, Jirayut Nimsaeng — OPSTA
14:20-15:00 INET – Successful Experience on OpenStack for Public Cloud, Teeravee Kokheng and Nattanon Piamwilaikul – OpenLandscape
15:00-15:20 BREAK PM
15:20-16:00 How Kubernetes make OpenStack & Ceph better, Charnsilp Chinprasert, Cloud Solution Architect – Nipa Cloud
16.00-16.40 OpenStack Summit Sydney 2017 Recap, Charnsilp Chinprasert, Khomkrit viangvises (Nipa Cloud) and Jirayut Nimsaeng (OPSTA)
16.40-16.50 Q & A | Raffle | Pictures

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาได้ฟรีๆ ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถทำการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://www.zipeventapp.com/e/OSEDA-2017-Seminar-Driving-Digital-Economy-with-Open-Source โดยกดปุ่ม Register และกรอกรายละเอียดของท่านให้ครบถ้วน

The post เชิญร่วมสัมมนาฟรี OSEDA 2017 อัปเดตเทคโนโลยี Blockchain, Deep Learning, Cloud, DevOps, Kubernetes appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

G-ABLE เผย 5 เทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจที่ควรจับตามองในไทยปี 2018

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 14:33

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษจากคุณสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ และคุณปาจารีย์ แสงคำ ประธานบริหารกลุ่มงานโซลูชันและเทคโนโลยี กลุ่มบริษัท จีเอเบิล จำกัด ซึ่งได้สรุปเทคโนโลยีสำหรับพลิกโฉมธุรกิจในไทย 5 รายการที่ควรจับตามองในปี 2018 พร้อมแนะทุกอุตสาหกรรมควรเริ่มศึกษาและเตรียมพร้อมนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การให้บริการอันแสนยอดเยี่ยมแก่ผู้บริโภค และคงความเป็นผู้นำในตลาด

5 เทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจที่น่าจับตามองในปี 2018

5 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองนี้ ทาง G-ABLE ระบุว่า ได้พิจารณาถึงปัจจัย สำคัญ 2 ประการ คือ

  • การเข้าถึง – จำนวนผู้บริโภคที่จะได้ใช้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าว
  • ผลกระทบ/มูลค่า – เทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคและสร้างมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด

ซึ่งทั้ง 5 เทคโนโลยีนี้ ประกอบด้วย

1. Voice & Visual Search

การค้นหาด้วยภาพและเสียงจะเริ่มเข้ามาแทนที่การพิมพ์ข้อความค้นหา เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยี Voice Personal Assistant (VPA) เช่น Alexa, Google Assistant, Bixby, Cortana และ Siri เริ่มกลายเป็นที่นิยม ผู้คนสามารถสั่งการอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยเสียงเพื่อให้ช่วยค้นหาข้อมูลตามความต้องการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชันเพื่อพิมพ์ข้อความอีกต่อไป

สำหรับการค้นหาด้วยภาพนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นในเว็บ e-Commerce เช่น ASOS จากสหราชอาณาจักร ผู้บริโภคสามารถอัปโหลดรูปภาพสินค้าที่ตัวเองต้องการลงไป แล้วระบบของ ASOS จะช่วยค้นหาสินค้านั้นๆ หรือสินค้าที่ใกล้เคียงพร้อมเปรียบเทียบราคาได้ทันที ช่วยให้การค้นหามาความถูกต้อง แม่นยำ และสะดวกรวดเร็วกว่าการค้นหาด้วยข้อความ

2. Conversational Platform

Conversational Platform เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้โต้ตอบสนทนากับมนุษย์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Chatbot ซึ่งในปี 2018 นี้คาดว่าจะเห็นผู้ให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ e-Commerce นำ Chatbot เข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของ Call Center ลงอีกด้วย นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า การสนทนาผ่านทาง Chat จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจ ผู้ให้บริการสามารถเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้มากกว่าการสนทนาผ่านช่องทางอื่นๆ ซึ่งนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดด้านการประมวลผลภาษาไทย ทำให้ Chatbot จะเริ่มให้บริการในรูปของ Virtual Customer Assistant (VCA) ที่รองรับการสนทนาทั่วๆ ไประหว่างผู้ให้บริการและผู้บริโภคภายใต้กรอบที่กำหนด เช่น ข้อมูลสินค้า การส่งของ หรือบริการหลังการขาย เป็นต้น แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ที่จะเข้ามาแทนที่คนในอนาคต

3. Cryptocurrency

Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัลมีแนวโน้มว่าจะถูกนำมาใช้ทำธุรกรรมมากขึ้นในขณะที่อัตราการใช้เงินสดจะลดลง ซึ่งหลายรัฐบาลทั่วโลกเริ่มให้การสนับสนุนการใช้เงินดิจิทัลเนื่องจากช่วยลดค่าดูแล ขนส่ง และตรวจสอบเงินสดลงได้อย่างมาก ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการประกาศเรื่องการรวมตัวของกลุ่มธนาคารเพื่อสร้างเงินดิจิทัล J-Coin ผูกกับเงินเยน เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้จับจ่ายซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆ แทนเงินสดได้ทันที

นอกจากนี้ เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งอยู่เบื้องหลังเงินดิจิทัลยังเป็นที่สนใจของกลุ่ม Fintech ในการนำไปใช้พัฒนาบริการใหม่ๆ ทางด้านการเงินอย่างหลากหลาย ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องวางกรอบและกฎระเบียบให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้งาน

4. Counterfeit Reality

Gartner ได้ให้คำนิยามของ Counterfeit Reality หรือ “ความจริงเสมือน” ว่า เป็นการสร้าง Content แบบสมจริงขึ้นมาโดยการลอกเลียนแบบมาจากเหตุการณ์จริง สถานที่จริง และสิ่งมีชีวิต ผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Augmented Reality, Virtual Reality หรือ Digital Twin เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่มีความสมจริงให้แก่ผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น การใช้ VR สร้างบ้านจำลองเพื่อให้ลูกค้าเข้าไปดูภายในก่อนก่อสร้างจริง หรือการใช้ AI ในการสร้างรูปปากและสังเคราะห์เสียงของบุคคลที่ต้องการแล้วใส่บทพูดใหม่ลงไปเพื่อช่วยให้ CG ที่สร้างตามบุคคลนั้นๆ มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้เริ่มถูกนำไปใช้ในวงการสื่อและภาพยนตร์แล้ว

อย่างไรก็ตาม Counterfeit Reality ก็มีประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างข้อมูลเท็จ หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงขององค์กรได้ ผู้ใช้บริการ Social Network ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, YouTube และ Google ยังได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินมหาศาลเพื่อจัดการกับ Content ปลอมเหล่านี้

5. Internet of Things

Gartner ระบุว่า ภายในปี 2020 ร้อยละ 95 ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่จะถูกฝังด้วยเทคโนโลยี Internet of Things ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อหากัน รับรู้ถึงสถานะรอบตัว และนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกันเพื่อตอบสนองหรือตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์และอัตโนมัติ เช่น การผสานการทำงานของ VPA เช่น Alexa หรือ Google Home กับอุปกรณ์ Home Automation ต่างๆ เช่น ระบบ Security & Access Control เป็นต้น

สถิติจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ยังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี IoT ในประเทศไทยยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตปัจจุบันมีมากถึง 10.7 ล้านครัวเรือน ในขณะที่ภาคการเกษตรมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท และจำนวนโรงงานทั่วประเทศมีมากถึงเกือบ 140,000 โรงงาน เหล่านี้ พร้อมที่นำเทคโนโลยี IoT เข้าไปใช้เพื่อก้าวไปสู่ความเป็น Smart Home, Smart Farm และ Smart Factory ในอนาคต

“ในปี 2017 เราได้เห็นหลายๆ เทคโนโลยีเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่มีการพึ่งพาระบบ IT เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมสื่อ/ภาพยนตร์ เทคโนโลยี โทรคมนาคม หรือสถาบันการเงิน บริษัทภายใต้อุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวด่วน ให้กลายเป็นบริษัทที่พร้อมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสความเป็นผู้นำ หรือคงความเป็นผู้นำต่อไปได้” — คุณปาจารีย์กล่าว

ผลกระทบจากเทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ

แน่นอนว่าการมาถึงของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในแง่ดีและไม่ดี ซึ่งทาง G-ABLE แนะนำให้ทุกองค์กรควรศึกษาและประเมินเทคโนโลยีใหม่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมหาวิธีนำมาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดที่ตนเองมีอยู่ได้ ซึ่งผลกระทบของเทคโนโลยีทั้ง 5 ต่ออุตสาหกรรมหลัก มีดังนี้

  • ค้าปลีก – การมาถึงของ Voice & Visual Search จะเข้ามาพลิกโฉมแอปพลิเคชันสำหรับซื้อของออนไลน์ การค้นหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกที่จะมาใช้บริการมากขึ้น ธุรกิจมีการขยายตัวตาม
  • หน่วยงานกำกับดูแล – เงินดิจิทัลและเทคโนโลยี Fintech จะเป็นตัวกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเข้ามาศึกษาและวางกรอบเพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นให้มีความมั่นคงปลอดภัย และรัฐบาลไม่เสียผลประโยชน์ ในขณะเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นที่ยอมรับ ย่อมก่อให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อในธุรกิจมากยิ่งขึ้น
  • สื่อและภาพยนตร์ – เป็นอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจาก Counterfeit Reality อย่างชัดเจนที่สุด การนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้จะช่วยเพิ่มความเสมือนจริงของสิ่งที่นำเสนอและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม Counterfeit Reality อาจนำไปสู้การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงขององค์กรได้
  • ธุรกิจบริการ – ธุรกิจประกันหรือบัตรเครดิตที่มีการให้บริการหรือแนะนำสินค้าผ่าน Call Center จะเริ่มถูกแทนที่ด้วย Chatbot และอาจยกระดับไปสู่การทำ Virtual Customer Assistant มากขึ้น เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองและลดภาระค่าใช้จ่ายของการใช้ Call Center
  • อุตสาหกรรมการผลิตและอสังหาริมทรัพย์ – เป็นภาคธุรกิจหลักที่ IoT จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากสามารถนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความสะดวกสบายและลดต้นทุนในการทำงาน เช่น ระบบ Home Automation หรือ Smart Factory นอกจากนี้ การผสาน IoT เข้าด้วยกันกับระบบ AI จะช่วยเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจและทำให้ระบบทุกอย่างเป็นแบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น

“ตอนนี้ไม่ใช่ว่า เราจำเป็นต้องปรับตัวไหม ทุกคนต้องปรับตัวอยู่แล้ว แต่จะปรับยังไงให้ถูกทางและยังคงแข่งขันในยุค Digital Transformation ได้ ผมแนะนำว่า เราควรเริ่มจากการประเมินตนเองก่อนว่า เราอยู่ตรงจุดไหน แล้วเราจะไปจุดไหน พร้อมประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ รวมไปถึงทำการศึกษาและพิจารณาว่า จะทำเอาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ได้อย่างไร ที่สำคัญคือ ต้องดูความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของตลาดด้วย ไม่ใช่ว่าพอเริ่มจะทำแล้ว ปรากฎว่าตลาดเปลี่ยน ทุกอย่างเป็นอันจบกันพอดี” — คุณสุเทพแนะนำถึงการปรับตัวขององค์กร

G-ABLE เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์กรในการพลิกโฉมธุรกิจได้อย่างไร

G-ABLE ในฐานะที่เป็น Digital Transformation Agent และมีประสบการณ์ในการผลักดันให้หลายองค์กรนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเอง ได้แบ่งบทบาทการให้บริการออกเป็น 3 ระดับ คือ

  • Accelerator – สำหรับองค์กรที่มีความพร้อมและมีทรัพยากรอยู่แล้ว G-ABLE พร้อมเข้าไปผลักดันและสนับสนุนกระบวนการต่างๆ เพื่อให้นำเทคโนโลยีมาผลิกโฉมธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้น เช่น การจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การแบ่งเบาภาระทางด้าน IT ได้แก่ การทำ IT Outsourcing และ IT Operation Services เพื่อให้องค์กรสามารถโฟกัสกับธุรกิจของตนได้ดียิ่งขึ้น
  • Digital Builder – สำหรับองค์กรที่พร้อมแต่ยังขาดทรัพยากร G-ABLE จะช่วยเข้าไปสร้างแพลตฟอร์มพื้นฐานที่สำคัญ เช่น Cloud Platform, Security Platform, Big Data Platform, IoT Platform เพื่อให้องค์กรสามารถมุ่งเน้นที่การพัฒนาสินค้าและบริการตามที่ตนถนัด แทนที่จะถูกถ่วงด้วยการบริหารจัดการเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน
  • Digital Partnership – การร่วมลงทุนหรือสร้างธุรกิจใหม่ไปด้วยกันกับ G-ABLE เพื่อให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ หรือช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตีตลาด หรืออยากลงทุนบางส่วน เป็นต้น

“เราพร้อมสนับสนุนลูกค้าทั้งทางด้าน People, Process และ Technology รวมไปถึง Partner Ecosystem ซึ่งช่วยให้การพลิกโฉมธุรกิจขององค์กรมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเรามีประสบการณ์กับทุกอุตสาหกรรม ทำให้เราเข้าใจความต้องการเชิงธุรกิจของลูกค้าประเภทต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่า การทำ Digital Transformation จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” — คุณสุเทพกล่าวปิดท้าย

User adoption trend & industry impact in Thailand from G ABLE เกี่ยวกับ G-ABLE

G-ABLE เป็นผู้นำด้าน Digital Transformation Agent ชื่อดัง ซึ่งนอกจากนี้จะให้บริการโซลูชัน IT ระดับ Enterprise-class แบบครบวงจรตั้งแต่ IT Infrastructure, Big Data Analytics และ Cloud Computing มายาวนานกว่า 28 ปีแล้ว G-ABLE ยังให้คำปรึกษาและแนะนำองค์กรให้สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม พร้อมทั้งสร้างมูลค่าและผลกำไรจากการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ตามนโยบาย Thailand 4.0

The post G-ABLE เผย 5 เทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจที่ควรจับตามองในไทยปี 2018 appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 Unified Storage พร้อม Cache ขนาด 1TB

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 14:07

Infortrend ผู้ผลิตระบบ Enterprise Storage ชื่อดังระดับโลก ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุด Infortrend EonStor GS 5000 ซึ่งเป็น Unified Storage ประสิทธิภาพสูงที่รองรับทั้งการทำหน้าที่เป็น SAN และ NAS ได้พร้อมกันในตัว โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

Credit: Infortrend

 

  • ประสิทธิภาพสูงด้วย CPU Intel E5 จำนวน 4 ชุดบน Dual Controller พร้อม Cache รวมสูงสุดขนาด 1TB
  • รองรับการติดตั้ง SSD และ HDD ได้สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุดในระดับ Petabyte
  • มี Read Throughput สำหรับ SAN อยู่ที่ 23GB/s และสำหรับ NAS อยู่ที่ 17GB/s
  • มี Interface รวมกันสูงสุด 64 ช่อง ให้บริการทั้ง SAN/NAS/DAS ได้พร้อมกันในระบบเดียว
  • รองรับ RAID 0, 1, 0+1, 3, 5, 6, 10, 30, 50, 60 พร้อมทำ Online Expansion และ RAID Migration ได้ในตัว
  • สามารถทำ Thin Provisioning และรองรับ SED ได้
  • สามารถเสริมการทำ SSD Cache, Automated Storage Tiering, Remote Replication และ Local Replication ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่านหน้าเว็บ
  • รองรับการทำงานร่วมกับ Windows Server 2008/ 2008 R2/ 2012/ 2012 R2 (including Hyper-V), RedHat Enterprise Linux, SUSE Linux Enterprise, Sun Solaris, Mac OS X, HP-UX, IBM AIX, VMware และ Citrix XenServer ได้

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/global/products/families/GS/5000 ทันที

Credit: Infortrend

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/Event/2017/GS5000

The post เปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 Unified Storage พร้อม Cache ขนาด 1TB appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Google มุ่งจัดการไฟล์ในมือถือ เปิดตัว”Files go” ลง Android Oreo Go ปีหน้า

Thumbs Up - Wed, 12/06/2017 - 11:00

จากเดิมที่เราเคยต้องล้างไฟล์ลบไฟล์กันบนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป มาในวันนี้ ผู้บริโภคยุค Mobile-First อาจต้องการตัวช่วยในการลบไฟล์ขยะ หรือไฟล์ที่ไม่ต้องการแล้วบนสมาร์ทโฟนแทนแล้วก็เป็นได้ ทาง Google จึงส่งแอปพลิเคชันใหม่ในชื่อ Files Go สำหรับช่วยล้างข้อมูล ค้นหา และแชร์ไฟล์ในสมาร์ทโฟนได้รวดเร็วขึ้น โดยแอปพลิเคชันตัวนี้ถูกวางไว้เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ Google จะติดตั้งลงในระบบปฏิบัติการ Android Oreo เวอร์ชัน Go ที่จะเปิดตัวในปี 2561 ด้วย

โดย Google เผยว่าสาเหตุหนึ่งของการใส่แอปพลิเคชันดังกล่าวลงใน Android Oreo คือการพบว่าปัญหาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไม่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัญหาอันดับต้น ๆ ของการใช้งานสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ ซึ่งหลายครั้งผู้ใช้งานได้จัดเก็บรูปภาพ วิดีโอ แอปพลิเคชัน และเอกสารต่าง ๆ ลงในสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่ไม่ได้ลบออก ส่งผลให้เนื้อที่ไม่เพียงพอและต้องเลือกว่าจะลบหรือเก็บอะไรบ้างนั่นเอง

ในจุดนี้ Google บอกว่า Files Go จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับไฟล์ที่ควรลบ เช่น แอปพลิเคชันที่ไม่ได้ใช้งาน ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ ไฟล์ที่ซ้ำกัน หรือไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดต่ำ (ใช้เทคโนโลยี Mobile Vision ของ Google) รวมถึงช่วยในการเสิร์ชหาไฟล์ในโฟลเดอร์ต่าง ๆ ให้แทน

นอกจากนั้น ใครที่ต้องการเก็บไฟล์ไว้ตลอดไป ก็สามารถสำรองไฟล์ไว้ในคลาวด์ อย่าง Google Drive ได้ หรือในกรณีที่ต้องการแชร์ไฟล์แบบออฟไลน์ ผู้ใช้สามารถส่งไฟล์ได้โดยตรงจากโทรศัพท์ไปยังโทรศัพท์ของเพื่อนที่อยู่ใกล้เคียงกันได้ผ่านทาง Files Go โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ไฟล์ที่ถูกส่งจะได้รับการเข้ารหัสในการส่งเพื่อความปลอดภัยด้วย

โดย Google อ้างว่าจากการทดสอบการใช้งาน Files Go พบว่าใน 1 เดือน ผู้ใช้สามารถประหยัดพื้นที่ได้โดยเฉลี่ย 1 GB

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ filesgo.google.com

 Source: thumbsup

The post Google มุ่งจัดการไฟล์ในมือถือ เปิดตัว”Files go” ลง Android Oreo Go ปีหน้า appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Mozilla Firefox ออก Patch อุดช่องโหว่ความเสี่ยงระดับสูง

TechTalkThai - Wed, 12/06/2017 - 09:58

Mozilla Firefox ได้อัปเดตแพตซ์ของช่องโหว่ความเสี่ยงสูง 2 จุดในแพตซ์เวอร์ชัน 57.0.1 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลกระทบคือ Web Worker ในโหมด Private Browsing สามารถเขียนข้อมูลใน IndexDB และอีกช่องโหว่คือทำให้สามารถเข้าไปดูประวัติเพจของผู้ใช้งานได้ แนะนำผู้ใช้งานควรอัปเดต

 

ช่องโหว่ 1 เลขอ้างอิง CVE-2017-7843

ช่องโหว่นี้ทำให้ Web Woker (สคิร์ปที่รันอยู่เบื้องหลังโดยไม่ข้ดขวางการทำงานส่วนอื่น) ที่รันอยู่ในโหมด Private Browsing (โหมดที่ไม่เก็บประวัติการใช้งานผู้ใช้) ของ Firefox สามารถเข้าไปเขียนข้อมูลลงใน IndexedDB ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ควรเกิดขึ้นได้บนโหมด Private Browsing

ช่องโหว่ 2 เลขอ้างอิง CVE-2017-7844

ช่วงโหว่นี้ใช้การผสมผสานระหว่าง SVG image (tag หนึ่งใน HTML <svg> ที่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขได้) จากภายนอกและการแสดงสีของลิ้งภายในรูปภาพ นั่นทำให้สามารถค้นหาประวัติเพจที่ผู้ใช้เคยเข้าไปได้ โดยอาจะเปิดโอกาสให้เว็บไซต์อันตรายเข้าไปเรียกดูข้อมูลของผู้ใช้งานได้ อย่างไรก็ตามช่องโหว่นี้เกิดขึ้นเฉพาะ Firefox เวอร์ชัน 57 เท่านั้นเวอร์ชันก่อนหน้าไม่ได้รับผลกระทบ

สามารถติดตามรายละเอียดเวอร์ชันเต็มได้ที่นี่ 

ที่มา : https://www.scmagazine.com/mozilla-urges-users-to-update-to-firefox-5701/article/712027/

The post Mozilla Firefox ออก Patch อุดช่องโหว่ความเสี่ยงระดับสูง appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

นักการตลาด 39% เล็งเพิ่มงบประมาณ influencer marketing อีกปีหน้า

Thumbs Up - Wed, 12/06/2017 - 08:21

การสำรวจล่าสุดตอกย้ำว่าตลาด influencer marketing หรือการตลาดด้วยการใช้ผู้มีอิทธิพลจะยังแรงดีไม่มีตกในปีหน้า โดยนักการตลาดหลายรายขานรับว่าจะอัดฉีดงบประมาณเต็มที่ เพื่อขยายผลจากประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่เห็นได้ชัดเจนตลอดปีนี้

การสำรวจชื่อ “State of Influencer Marketing 2018” ซึ่งทำการสำรวจตลาดนักการตลาด 181 ราย ระบุว่า 86% ของนักการตลาดกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าใช้การตลาดแบบ influencer marketing ในปีนี้ (2017) และ 92% ยกให้ influencer marketing เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพแท้จริง

ผลงานยอดเยี่ยมของ influencer marketing จึงทำให้นักการตลาดมีแผนเพิ่มงบประมาณ เพื่อทำ influencer marketing อย่างเข้มข้นต่อเนื่องในปีหน้า โดยการสำรวจที่ถูกเปิดเผยล่าสุด พบว่านักการตลาดเกิน 1 ใน 3 หรือ 39% ของนักการตลาดมีแผนเพิ่มงบประมาณทำการตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลในหลากหลายรูปแบบ

67068368 – influencer marketing. chart with keywords and icons

การสำรวจนี้ดำเนินการโดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม content marketing หรือการตลาดด้วยเนื้อหาชื่อ Linqia ผลการสำรวจย้ำว่าส่วนใหญ่ในกลุ่ม 39% ของนักการตลาดที่จะเพิ่มงบ influencer marketing ปีหน้านั้นจะใช้จ่ายระหว่าง 25,000 ถึง 50,000 เหรียญสหรัฐ ราว 800,000-1,600,000 บาท ทั้งหมดวางแผนเพิ่มความเข้มข้นให้กลยุทธ์ influencer ของบริษัทมีประสิทธิผลยิ่งกว่าเดิม

เมื่อถามถึงความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำ influencer marketing ปีหน้า นักการตลาดส่วนใหญ่ยกให้การวัดผลความสำเร็จของแคมเปญ influencer marketing โดยราว 76% มองเรื่องการกำหนด ROI เป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง และ 42% ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริธึมเครือข่ายสังคมเป็นความท้าทายอันดับสอง

ที่มา: Dive

 Source: thumbsup

The post นักการตลาด 39% เล็งเพิ่มงบประมาณ influencer marketing อีกปีหน้า appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

“สังคมไร้เงินสด” เอกชน-รัฐ-ผู้บริโภค ใครได้ประโยชน์สูงสุด

Thumbs Up - Tue, 12/05/2017 - 22:40
มีผลการวิจัยจาก Roubini ThoughtLab ร่วมกับ Visa ชิ้นหนึ่งชื่อว่า Cashless Cities: Realizing the Benefits of Digital Payments 2017 ที่ภายในเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาผลประโยชน์สุทธิที่เมืองต่างๆ จะได้รับหากก้าวไปสู่ “เมืองไร้เงินสดในระดับที่เป็นไปได้” พร้อมจำแนกสิทธิประโยชน์ที่แต่ละภาคส่วนจะได้รับทั้งภาคเอกชน รัฐบาล และผู้บริโภค ซึ่งในฐานะที่กรุงเทพมหานครถูกสำรวจด้วยและมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน เราจึงขอนำข้อมูลต่าง ๆ จากงานวิจัยชิ้นนี้มาฝากกันค่ะ

การศึกษาชิ้นนี้พบว่า มหานครอย่างกรุงเทพได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดไปแล้ว 41% โดยสิ่งที่พบก็คือ ภาคธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากสังคมดิจิทัลนี้คิดเป็นมูลค่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยมีเหตุผลหลักจากการนำเอกสารภาษีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาปรับใช้ ทำให้ลดเวลาในการบริหารจัดการ รวมถึงการทำงานด้านเอกสารลงได้อย่างมาก ขณะที่ภาครัฐเองนั้น ก็จะสามารถดึงธุรกิจสีเทาให้ขึ้นมาตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ได้สะดวกมากขึ้น และเมื่อสามารถติดตามยอดขายได้แล้ว ก็ย่อมหมายความถึงภาษีที่จะเก็บได้มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ การใช้เงินสดน้อยลง ยังมีผลต่อสภาพสังคมโดยรวม ที่งานวิจัยเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมน้อยลงด้วยนั่นเอง จึงมีการประเมินออกมาเป็นตัวเลขว่าสังคมไร้เงินสดจะทำประโยชน์ให้ภาครัฐคิดเป็นมูลค่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในฟากของผู้บริโภค พบว่าแม้จะมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้างในการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอยู่บ้าง (ตัวเลขประมาณการจากผลการศึกษาดังกล่าวคือ 42 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่ผลดีที่จะเกิดกับผู้บริโภคก็คือ ลดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่อาจถูกโจรผู้ร้ายจ้องเล่นงานลงได้ ในอีกทางหนึ่งพบว่า การที่สามารถจ่ายเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้น จะช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมในการชำระเงินล่าช้าได้ด้วย ในแง่ของความประหยัดเวลานั้นพบว่า ผู้บริโภคในเขตเมืองของกรุงเทพมหานครใช้เวลาไปกับการเข้าธนาคารถึง 32 ชั่วโมงต่อปี แต่หากเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว จะสามารถประหยัดเวลาได้เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อปีเลยทีเดียว นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว การวิจัยดังกล่าวยังได้ศึกษาตัวเลขของเมืองต่าง ๆ อีก 99 แห่งจากทุกทวีปทั่วโลกด้วย ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น เราขอนำสถิติของประเทศเพื่อนบ้านในการก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดมาฝากกันดังนี้ สิงคโปร์ 44%
กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย 35%
กรุงพนมเปญ กัมพูชา 31%
กรุงฮานอย เวียดนาม 31%
กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย 31%
กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ 31% โดยในส่วนของกัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น รายงานฉบับนี้ระบุว่าเป็นเมืองที่ยังใช้เงินสดเป็นหลัก ส่วนเมืองที่เป็นผู้นำนั้น ได้แก่  เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย (78%) กรุงไทเป ไต้หวัน (70%) โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (68%) และกรุงโซล เกาหลีใต้ (58%) อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในภาพรวมของ 100 เมืองทั่วโลก พบว่า
  • ผู้บริโภคใน 100 เมืองหลักสามารถได้รับผลประโยชน์สุทธิ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการช่วยประหยัดเวลา 3,200 ล้านชั่วโมงในการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร ห้างค้าปลีก และการขนส่ง รวมถึงการลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดอีกด้วย
  • ธุรกิจในหัวเมืองทั้ง 100 แห่งสามารถได้รับผลประโยชน์โดยตรงมากกว่า 3.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการประหยัดเวลาในการประมวลผลการชำระเงินเข้าออกร่วมถึง 3,100 ล้านชั่วโมง และรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายฐานลูกค้าออนไลน์และในร้านค้า
  • การวิจัยยังพบอีกว่าการยอมรับเงินสดและเช็ค เพิ่มค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจถึง 7.1 เซ็นต์ของทุกเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับ เมื่อเทียบกับการเก็บเงินจากระบบดิจิทัลซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจเพียงแค่ 5 เซ็นต์ของทุกเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับ
รัฐบาลในทั้ง 100 เมืองหลักสามารถได้รับผลประโยชน์โดยตรงประมาณ 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ผลกระทบนี้จะมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น การประหยัดต้นทุนจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการบริหาร และค่าใช้จ่ายด้านคดีอาญาลดลงเนื่องจากการลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดนั่นเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Cashless Cities  Source: thumbsup

The post “สังคมไร้เงินสด” เอกชน-รัฐ-ผู้บริโภค ใครได้ประโยชน์สูงสุด appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ทำเว็บ “แค่นี้” ทำไมถึงแพง… ep 2 ทำเว็บทำไมเปิดเพจสิ

OxygenYoYo - Tue, 12/05/2017 - 18:41

หลังจากเขียนเกี่ยวกับเรื่องการทำเว็บและการจ้างคนทำเว็บ บทความนี้จะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากบทความก่อน ใครยังไม่ได้อ่านแนะนำให้ไปอ่านก่อนนะครับ ทางนี้เลย //www.oxygenyoyo.com/2017/03/26/just-web-why-so-expensive-ep-one/ หลังจากนั้นก็จะมีเรื่องที่หลายๆคนคิดว่าทำไมต้องจ้างทำเว็บล่ะ ? เดี๋ยวนี้มันยุคอะไรแล้ว เปิด page ใน facebook สิ “ฟรี” ด้วยไปจ้างทำเว็บทำไมแพง !!! มาๆวันนี้มาดูกันว่า ฟรีที่เราเปิดนั้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

คำว่า ฟรี ต้องมีใครจ่ายซักคน

โลกนี้ไม่มีของฟรี มีแต่ใครซักคนต้องจ่ายแทนอีกคน อาจจะไม่ใช่ตัวเงินแต่ก็บางสิ่งอยู่ดี

คุณอาจจะคิดว่าการเปิด page ใน facebook มันฟรี และเราไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าจ้างทำเว็บไซต์แพงๆ แต่การที่คุณเปิดฟรีๆ นั้นมันไม่ใช่การทำเว็บระยะยาวเหตุผลเพราะอะไรน่ะหรอ ? ความจริงมันไม่ฟรีนะครับ แค่คุณมองไม่เห็นค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เสียไปเท่านั้นเอง แน่นอนเมื่อคุณเปิดเพจ ขายของหรือทำเนื้อหาให้ความรู้ คุณต้องการคนที่เสพสิ่งนั้นๆที่คุณทำแล้วคุณจะหา ลูกค้าคุณได้อย่างไร ? สำหรับบางคนเริ่มด้วยการชวนคนรอบตัวก่อน ซึ่งการชวนคนรอบตัวคุณไม่รู้ว่าเพื่อนของคุณ พี่น้องของคุณ หรือคนที่ทำงานคุณชอบสิ่งที่เพจคุณนำเสนอหรือไม่ สิ่งแรกที่คุณต้องจ่ายคือ ค่าโฆษณา แต่ทาง facebook เตรียมให้คุณแบบถูกๆ แรกเริ่มคุณจ่ายน้อยมากๆ โดยทาง facebook ก็จะเดาสิ่งที่ page คุณนำเสนอและนำโพสของคุณไปแสดงแก่ผู้คนในระบบที่ facebook คิดว่าน่าจะเป็นลูกค้าที่จะมา like page ของคุณครับ

แต่ก่อนอื่นเลย รบกวนกด Like page ผมหน่อยเพื่อให้มีเรื่องราวใหม่ๆจะสามารถแจ้งผ่าน FB ได้เลยครับ และแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับด้านเขียนโปรแกรมที่น่าสนใจครับ

Tong.oxygenyoyo

(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_GB/sdk.js#xfbml=1&version=v2.10&appId=1530312363929427"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));

 

ในวันที่เพจของคุณมี like น้อยๆอยู่มันยังจ่ายไม่เยอะอาจจะ 100 – 500 บาท และคุณอย่าลืมว่าคุณต้องทำภาพสำหรับโพสให้น่าสนใจด้วย ถ้าคุณไม่มีทีมงานก็ต้องทำเอง และถ้าคุณทำเองคุณต้องเสียเวลาเรียนรู้อีกว่าลูกค้าของคุณชอบภาพแบบไหน แล้วเครื่องมือสำหรับทำภาพให้น่าสนใจอีก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องจ่ายไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเวลา

และเมื่อคุณเริ่มมี like มากขึ้นค่าโฆษณาจะขึ้นเป็นเงาตามตัวเลยทีเดียว แม้แต่คุณยังคงต้องจ่ายเงินรักษาระดับคนมาเสพสิ่งที่เพจของคุณนำเสนอทำให้คุณต้องจ่ายเงินให้ facebook เรื่อยๆ

เราไม่มีทางปิด Page ของคุณหรอก แต่เราจำกัดคนมาเห็น page คุณ

Facebook ไม่มีทางปิด page ของคุณเพียงแต่จะลดให้ลูกค้าเห็นโพสของ page คุณเปรียบเทียบว่าถ้าคุณเปิด page เหมือนเปิดร้านในตลาด Facebook จะจำกัดทางเดินเข้าร้านของคุณเพราะฉะนั้นคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้เส้นทางนั้นกว้างเพื่อให้คุณเข้ามาร้านของคุณนั่นเอง

ตัวเลขจากภาพด้านบนคือตัวเลขสมมตินะครับ แต่เหตุการณ์คือของจริง ทำให้คุณต้องจ่ายค่าโฆษณาเพื่อให้คนเห็น page ของคุณ และยิ่งนานวันเข้ามีคน like เยอะมากขึ้นเท่าไรและ key word ของร้านคุณเริ่มมีคู่แข่งเยอะก็ต้องยิ่งจ่ายเงินแข่งกันโดยคนกลางอย่าง Facebook จะเป็นเก็บเงินของทุกคน เพราะถ้าคุณไม่จ่ายก็ไม่มีใครเข้ามาร้านของคุณอ้างอิงข้อมูลจาก

ผลสำรวจชี้ ปีนี้ Reach ใน Facebook ลดลง 20% ต่อโพสต์

ทำไม Facebook organic reach ลดลง

จุดจบแฟนเพจ? ขายของบน ‘Social’ ต้องทำอย่างไร เมื่อ Facebook หั่น Reach เหลือ 0%

สิ่งสำคัญถ้าคุณยังคงใช้ Facebook page ก็ปรับตัวตามบทความที่ผมอ้างอิงครับ

มอง Facebook page เป็นช่องทางไม่ใช่ฐานทัพ

บทความนี้ไม่ได้จะโจมตีเรื่อง facebook page แต่ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับถ้าคุณเปิด facebook page ก็อยากให้มองเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการเข้าถึงลูกค้าและมองว่าเว็บไซต์เป็นฐานทัพของคุณต่างหากเพราะว่า การที่คุณมีเว็บไซต์คุณสามารถดึงลูกค้าของคุณจากช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะ fan page หรือ youtube หรือ social อื่นๆ เข้ามาที่เว็บและพยายามให้คนที่มาเว็บของคุณจดจำและกลับมาที่เว็บของคุณเรื่อยๆ ไม่ว่าจะให้กรอกอะไรซักอย่างหรือ subscribe email เพื่อรับข่าวสารเมื่อมีการ update ต่างๆจากเว็บ

การมีเว็บทำให้คุณสามารถควบคุณได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเรื่องการ โฆษณาในเว็บของคุณหรือการเก็บค่าต่างๆจากลูกค้าของคุณซึ่งคุณไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้บน facebook fan page คุณสามารถขายของได้หรือการทำการตลาดส่งเสริมการขายแบบอื่นๆได้

Social อื่นๆอาจจะเกิดมาอีกก็ได้

ในอดีตใครจะรู้ว่า Hi5 ที่เคยมี account กันทุกคนจะเลิกเล่นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน เอาจริงๆแล้ววัยรุ่นยุคปัจจุบันก็เริ่มไม่อยากเล่น Facebook แหละผมไม่ได้บอกว่า Facebook จะหายไปแต่อาจจะมีอัตราการเล่นที่คงที่หรือไม่ก็ลดลง และการจะเกิด social เฉพาะทางขึ้นมาใหม่อีกก็ได้ อาจจะไม่ได้ล้ม Facebook แต่ก็อาจจะมีกลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ที่นั่นก็ได้ ถ้าหากคุณไปสร้างฐานทัพเป็น Facebook fan page คุณก็อาจจะลำบากในการต้องลากคนจาก social อื่นๆมาที่ Facebook page ของคุณ

แต่การที่คุณมีเว็บคนจะมาใช้งานที่เดียว และคุณสามารถต่อยอดเองได้หมดวันนี้คุณอาจจะไม่ได้ขายของ แต่ใครจะรู้ว่าอนาคตคุณอาจจะขายอย่างอื่นก็ได้ ถ้าคุณไปยึดติดกับ facebook fan page ทั้งหมดก็อาจจะต้องคิดแผนการให้รอบคอบมากกว่าเดิม

สรุป

ไม่มีผิดหรือถูกหากคุณจะใช้งาน Facebook fan page ต่อไปโดยไม่ทำเว็บไซต์ แต่ในบทความนี้ผมได้ชี้แจ้งแล้วว่าประโยชน์ของการมีเว็บมันดีกว่าอย่างไร และต่อไปในอนาคตไม่แน่ว่าคุณอาจจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อให้คนเห็น page ของคุณซึ่งถ้าหากเพจคุณมีกลุ่มผู้ใช้หรือลูกค้าที่ภักดีต่อคุณก็ดีแต่กว่าจะทำได้ขนาดนั้นก็ต้องทำเป็นหลักปี ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ขอแค่กดแชร์บทความนี้ออกไปครับ

The post ทำเว็บ “แค่นี้” ทำไมถึงแพง… ep 2 ทำเว็บทำไมเปิดเพจสิ appeared first on oxygenyoyo.

Categories: Technology

รถเปิดประทุนสีแดงคันโปรดของ “อีลอน มัสก์ ” คือวัตถุแรกจาก SpaceX ที่จะไปโคจรรอบดาวอังคาร

Jimmy Blog - Tue, 12/05/2017 - 15:46

“อีลอน มัสก์ ” ทวิตบอกว่า วัตถุแรกที่จรวดยักษ์ “ฟอลคอนเฮฟวี่” จะพาไปสู่อวกาศ คือ รถเปิดประทุนของเขาเอง และจะส่งไปไกลถึงดาวอังคาร

“ฟอลคอนเฮฟวี่” คือจรวดส่งยานที่ทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน ทางผู้ผลิตคือบริษัท SpaceX เคลมว่าจะสามารถส่งน้ำหนักบรรทุกมากกว่าจรวดลำอื่นไปสู่อวกาศห่วงลึก (แชมป์สมัยก่อนคือจรวดแซทเทิร์นไฟว์) และเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา บนทวิตเตอร์ส่วนตัวของ “อีลอน มัสก์ ” มหาเศรษฐีไอรอนแมนตัวจริงผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX และรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ก็ได้พูดถึงสิ่งแรกที่จะประเดิมเป็นน้ำหนักบรรทุก (payload) ในการปล่อยจรวดยักษ์ “ฟอลคอนเฮฟวี่” เป็นครั้งแรกต้นปีหน้า (มกราคม 2561 ลื่อนมาจากปลายปีนี้ ตามแผนเดิม) ว่าไม่ใช่อะไรอื่น แต่คือเจ้า midnight cherry Tesla Roadster รถสปอร์ตพลังไฟฟ้าเปิดประทุนส่วนตัวของเขาเอง และไม่ได้ส่งไปแค่วงโคจรโลก แต่เขามีแผนจะส่งรถสีแดงคันนี้ไปถึงวงโคจรดาวอังคาร!

ทวิตแบบนี้ก็สร้างความตื่นเต้นไปทั่ว แบบเดียวกับที่ ปธน. ทรัมป์ชอบทำ แต่แม้รัฐบาลทรัมป์จะพยายามเบี่ยงทิศทางไปดาวอังคารของ NASA ให้ไปดวงจันทร์ก่อนไม่ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ทาง NASA ต้องชะงักสิ่งที่เตรียมการไว้ก็ตาม สำหรับบริษัท SpaceX ซึ่งเป็นเอกชนนั้นนโยบายรัฐบาลย่อมไม่มีผลอะไร “อีลอน มัสก์ ” ยังคงตั้งหน้าตั้งตาจะเดินทางไปดาวอังคารต่อไป และหนุ่มผู้คิดเร็วทำเร็วผู้นี้ก็ทวิตสิ่งที่อยู่ในสมองออกมา แถมยังตอบโต้กับฟอลโลเออร์ว่า วันหนึ่งในอนาคต อาจมีมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาพบรถยนต์ของเขาคันนี้ก็ได้

และเพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์สำหรับจรวดพลังขับดันสูงสุดในยุค  “อีลอน มัสก์  มีแผนจะปล่อย”ฟอลคอนเฮฟวี่” จากฐานปล่อยเดียวกับ จรวดแซทเทิร์นไฟว์ในภารกิจอะพอลโล 11 ด้วย

แรกๆก็นึกว่า “อีลอน มัสก์ ” จะแค่พูดเล่นๆ แต่เจ้าตัวก็ยืนยันกับ  The Verge ว่าเอาจริง งานนี้คงต้องรอดูกันว่าจะเป็นไปตามนั้นไหม หลังปีใหม่นี้ถ้าไม่ติดโรคเลื่อนอีกก็คงได้เห็นกัน

เรียบเรียงโดย @MrVop

 

Categories: Technology

Bluetooth จะครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของตลาดเครื่องเสียงไร้สายทั่วโลกปี 2023

Thumbs Up - Tue, 12/05/2017 - 10:30

จับชีพจรตลาดเครื่องเสียงไร้สาย การสำรวจล่าสุดพบว่าอีก 6 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2023 เทคโนโลยี Bluetooth จะครองเค้กชิ้นใหญ่ที่สุดในตลาดโลก

การสำรวจจากบริษัทวิจัยตลาด Reportlinker พบว่าผลจากความต้องการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น เทคโนโลยี Bluetooth จึงได้รับความนิยมสูงจนมีแนวโน้มเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มเครื่องเสียงระบบไร้สาย จุดนี้การสำรวจพบว่าตลาดระบบเสียงไร้สายจะเติบโตราว 10.06% ต่อปี (ตัวเลข CAGR หรืออัตราการเติบโตต่อปี)

หากคำนวณตามอัตราเติบโต 10% นี้ถือว่าตลาดเครื่องเสียงไร้สายนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 16,130 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว (2016) มาเป็น 31,800 ล้านเหรียญในปีนี้ ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดา

การสำรวจนี้ชี้ว่า เทคโนโลยีไร้สายที่เชื่อมต่อด้วยไว-ไฟ (Wi-Fi) และเทคโนโลยี UWB หรือ ultra-wideband รวมถึงความสามารถในการโต้ตอบกับอุปกรณ์อื่นโดยไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อด้วยสาย ทำให้การเติบโตของตลาดระบบเสียง Bluetooth เติบโตขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งให้การเพิ่มขึ้นของตลาดสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์พกพาอื่น ผลักดันให้ตลาดระบบเสียงแบบไร้สายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เติบโตขึ้นในอัตราก้าวกระโดดระหว่างปี 2017-2023

การสำรวจตีความได้ว่า ตลาดสมาร์ทโฟนและตลาดเครื่องเสียงไร้สายนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ดังนั้น การที่แบรนด์สมาร์ทโฟนจีนมีสัดส่วน 24% ของตลาดทั่วโลก ในขณะที่อินเดียเริ่มแซงหน้าตลาดสหรัฐ ขึ้นเป็นตลาดสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก นั้นย่อมมีผลถึงตลาดเครื่องเสียงไร้สายในอนาคตด้วยเช่นกัน

ที่มา: TheDrum

 Source: thumbsup

The post Bluetooth จะครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของตลาดเครื่องเสียงไร้สายทั่วโลกปี 2023 appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Facebook ปล่อยไม้ตาย ดึงเด็กเข้า Ecosystem ด้วย “Messenger Kids”

Thumbs Up - Mon, 12/04/2017 - 20:37

 

มีรายงานว่า เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,200 ล้านคนอย่าง Facebook Messenger ได้เปิดเวอร์ชัน Kids สำหรับเด็ก ๆ แล้ว โดยเวอร์ชันนี้เปิดมาเพื่อรองรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยเฉพาะ และมาพร้อมระบบซีเคียวริตี้เพื่อช่วยปกป้องเด็ก ๆ จากผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจเข้ามาหลอกลวงเด็ก ๆ ด้วย

โดยชื่อของแอปพลิเคชันที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการคือ “Messenger Kids” ซึ่งผู้ปกครองสามารถดาวน์โหลดและสร้างโปรไฟล์ให้เด็ก ๆ ได้ ข้อดีของแอปพลิเคชันคือ คนที่จะคุยกับเด็ก ๆ ได้นั้นต้องเป็นคนที่ผู้ปกครองอนุญาตก่อนด้วย

แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ กลยุทธ์ของ Facebook ที่มองว่า เมื่อมี Messenger Kids ก็หมายความว่าสมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็สามารถอยู่ด้วยกันในกรุ๊ปแชท และสามารถสื่อสารถึงกันได้ อีกทั้ง เด็ก ๆ วัยพรีทีนเหล่านี้ยังไม่สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานของ Facebook ได้ แต่หากจะรอให้เด็ก ๆ โต ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันว่าอาจจะหนีไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเช่น Snapchat เสียก่อน ดังนั้น การมี Messenger Kids จึงเป็นการดึงผู้ใช้งานกลุ่มนี้เข้าสู่ Ecosystem ของ Facebook ได้ และสามารถใช้ Messenger Kids เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับเพื่อนฝูงได้ด้วย 

นอกจากนี้ในแอปพลิเคชัน Messenger Kids ยังมีฟิลเตอร์ที่ป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ แชร์ภาพนู้ด หรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความรุนแรงติดตั้งเอาไว้ และมีการออกแบบ GIF, หน้ากากต่าง ๆ สำหรับเด็ก ๆ ให้ได้ใช้งานกันด้วย

ทั้งหมดนี้ หากพิจารณาคุณสมบัติของ Messenger Kids ให้ดี ๆ แล้ว มองได้ว่า Messenger Kids น่าจะเป็นอาวุธลับที่ Facebook ส่งออกมาเพื่อจัดการกับ Snapchat ให้เด็ดขาดนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ TechCrunch

 Source: thumbsup

The post Facebook ปล่อยไม้ตาย ดึงเด็กเข้า Ecosystem ด้วย “Messenger Kids” appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Pages