Technology

Gartner ชี้ปี 2018 งบลงทุนด้าน Security อาจพุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านบาท

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 21:12

Gartner, Inc บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกคำพยากรณ์แนวโน้มด้านความมั่นคงปลอดภัยในปี 2018 ชี้งบลงทุนอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง $96,300 ล้าน (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) มากกว่าปี 2017 ถึง 8% ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากกฎระเบียบที่ออกมาบังคับใช้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงแนวคิดการลงทุน รวมไปถึงความตระหนักด้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการเปลี่ยนไปของกลยุทธ์เชิงธุรกิจดิจิทัล

“โดยรวมแล้ว การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยส่วนใหญ่จะถูกขับเคลื่อนด้วยปฏิกิริยาตอบรับขององค์กรต่อเหตุการณ์ Security Breach เนื่องจากการโจมตีไซเบอร์และเหตุการณ์ Data Breach ครั้งใหญ่ส่งผลกระทบต่อหลายองค์กรทั่วโลก การโจมตีไซเบอร์ เช่น WannaCry และ NotPetya และเหตุการณ์ Data Breach ของ Equifax มีผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัย เนื่องจากการโจมตีเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปถึงอีก 3 ปี” — Ruggero Contu ผู้อำนวยการแผนกวิจัยของ Gartner ระบุ

คำกล่าวนี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงจากผลสำรวจพฤติกรรมการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Gartner ในปี 2016 โดย 53% ขององค์กรที่สำรวจระบุว่า ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับ 1 สำหรับการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุ Security Breach

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัย, IT Outsourcing และ SIEM (Security Incident and Event Management) กลายเป็นองค์ประกอบด้านความมั่นคงปลอดภัยที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุด ซึ่งผลดันให้มีการลงทุนใน Infrastructure Protection และ Security Services เพิ่มขึ้นตาม ดังแสดงในตารางด้านล่าง

นอกจากนี้ Gartner ยังคาดการณ์ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • กฎระเบียบข้อบังคับและความเป็นส่วนบุคคล เช่น HIPAA, NIST, GDPR และกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • ในปี 2020 องค์กรมากกว่า 60% จะลงทุนด้านเครื่องมือรักษาความมั่นคงปลอดภัย เช่น DLP, Encryption, Data-centric Audit สูงกว่าปัจจุบันถึง 35%
  • การขาดแคลนทักษะ ความซับซ้อนเชิงเทคนิค และภัยคุกคามแบบใหม่จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการทำ Automation และ Outsourcing
  • ในปี 2019 งบลงทุนสำหรับการ Outsource จะมีมูลค่าสูงถึง 75% ของราคาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์รวมกัน เพิ่มจาก 63% ในปี 2016
  • ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้งบลงทุนจะเปลี่ยนจากการป้องกัน ไปเป็นการตรวจจับและตอบสนองมากขึ้น
  • เทคโนโลยีประเภท Endpoint Detection and Response และ User Entity and Behavior Analytics จะเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมอย่าง Endpoint Protection Platform และ SIEM

ที่มา: http://www.informationsecuritybuzz.com/articles/gartner-forecasts-worldwide-security-spending-will-reach-96-billion-2018-8-per-cent-2017/

The post Gartner ชี้ปี 2018 งบลงทุนด้าน Security อาจพุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านบาท appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เตือน StorageCrypt Ransomware โจมตีอุปกรณ์​ NAS ผ่านช่องโหว่ SambaCry

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 20:08

เว็บไซต์ BleepingComputer ออกมาแจ้งเตือนถึง Ransomware สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า StorageCrypt พุ่งเป้าโจมตีอุปกรณ์ NAS เช่น Western Digital My Cloud ผ่านทางช่องโหว่ SambaCry โดยเรียกร้องค่าไถ่เป็นเงิน 0.4 – 2 Bitcoins (ประมาณ 180,000 – 900,000 บาท)

Credit: Nicescene/ShutterStock

จากการตรวจสอบพบว่า อุปกรณ์ NAS ที่ติด StorageCrypt Ransomware จะมีไฟล์ Autorun.inf และไฟล์ Executable ชื่อ 美女与野兽.exe ซึ่งแปลว่า Beauty and the Beast ปรากฏขึ้นมา โดยไฟล์ Autorun.inf ดังกล่าวจะพยายามแพร่กระจายไฟล์ 美女与野兽.exe ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่เปิดเข้ามายังโฟลเดอร์ที่มีไฟล์เหล่านี้บรรจุอยู่

นอกจากนี้ Ransomware ดังกล่าวยังใช้ช่องโหว่ SambaCry เพื่อให้แฮ็กเกอร์สามารถเปิด Command Shell สำหรับดาวน์โหลดไฟล์และรันคำสั่งบนอุปกรณ์เป้าหมายได้อีกด้วย จากการวิเคราะห์เบื้องต้น พบว่าแฮ็กเกอร์ใช้ช่องโหว่นี้ในการติดตั้ง Ransomware ที่ชื่อ StorageCrypt บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยทำการดาวน์โหลดไฟล์ที่ชื่อว่า sambacry ไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ /tmp ในชื่อ apaceha จนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไฟล์ดังกล่าวถูกใช้เพื่อติดตั้ง StorageCrypt หรือใช้เพื่อเป็น Backdoor ในการแอบเข้าถึงคอมพิวเตอร์ในภายหลัง

หลังจากที่ StorageCrypt ถูกติดตั้งบนเครื่องแล้ว มันจะทำการเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมดบนอุปกรณ์ NAS จากนั้นเปลี่ยนชื่อไฟล์แล้วต่อท้ายนามสกุลด้วย .locked หลังจากเข้ารหัสเสร็จเรียบร้อย ไฟล์เรียกค่าไถ่ชื่อว่า _READ_ME_FOR_DECRYPT.txt จะปรากฏขึ้นมา ซึ่งระบุจำนวนง่ายค่าไถ่และ Bitcoin Address ที่ต้องชำระ โดยค่าไถ่จะอยู่ที่ประมาณ 0.4 – 2 Bitcoins

ในกรณีนี้ วิธีการป้องกัน Ransomware แพร่กระจายผ่านช่องโหว่ SambaCry คือ การไม่เชื่อมต่ออุปกรณ์ NAS กับอินเทอร์เน็ต หรือใช้ Firewall ในการป้องกัน รวมไปถึงใช้ VPN ในการเข้าถึงไฟล์ที่เก็บไว้ใน NAS แทน

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/storagecrypt-ransomware-infecting-nas-devices-using-sambacry/

The post เตือน StorageCrypt Ransomware โจมตีอุปกรณ์​ NAS ผ่านช่องโหว่ SambaCry appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

[PR] ไมโครซอฟท์จัดแคมเปญ #HourOfCode เตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่ก้าวสู่ยุคดิจิตัล

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 19:54

กิจกรรม#HourOfCode ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ระดับโลกที่ไมโครซอฟท์จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยมีทักษะด้านดิจิทัลเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

 

 

กรุงเทพฯ 8 ธันวาคม 2560 – บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น (ChangeFusion) จัดกิจกรรม#HourOfCode2017 เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผ่านการเขียนโค้ดขั้นพื้นฐาน ทักษะสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในยุคแห่งโลกดิจิทัล โดยภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับเด็กๆ กิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ“อนาคตของชาติ#HourOfCode2017(Future Ready #HourOfCode2017) ที่ไมโครซอฟท์จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ให้กับเยาวชน และเตรียมพร้อมให้พวกเขาพร้อมรับมือกับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างมั่นคง

กิจกรรม#HourOfCode ในปีนี้จัดขึ้น โดยมีเยาวชนอายุระหว่าง 8-16 ปี จำนวน 146 คน จากหลากหลายภูมิภาค รวมทั้งคุณครู ผู้ฝึกอบรมในโรงเรียน และผู้พิการจากองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างๆ ที่มีความสนใจเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ดเข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งรับฟังประสบการณ์และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากผู้ที่ประกอบอาชีพในวงการวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมสังคมและเศรษฐกิจของเราอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง ทำให้ตลาดแรงงานเกิดความต้องการผู้มีทักษะใหม่ๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ โดยจากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) พบว่า ร้อยละ 65 ของเยาวชนที่เรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาในปัจจุบันนี้จะประกอบอาชีพใหม่ที่ ณ ขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ไมโครซอฟท์และพันธมิตรของเราเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อมเยาวชนให้สามารถประกอบอาชีพที่อยู่ในความต้องการของตลาดแรงงานเพื่อให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายในอนาคต วัตถุประสงค์หลักของแคมเปญ Future Ready#HourOfCode2017 คือการสร้างความรู้ที่จะช่วยให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จะช่วยสร้างและส่งเสริมทักษะด้านการวิเคราะห์ซึ่งต้องใช้ในการประกอบอาชีพในทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นดนตรี แฟชั่น การผลิตสินค้า การแพทย์และการคมนาคมขนส่ง ไม่ใช่แต่เฉพาะอาชีพที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น”

“วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่มากกว่าแค่การเรียนรู้ทักษะการโค้ดดิ้ง มันกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การฝึกใช้เหตุผลวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานไปจนถึงการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ทักษะด้านดิจิทัลจะสามารถเป็นประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น” นายธนวัฒน์ฯ กล่าวเสริม

การเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนเพื่อให้สามารถรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจในอนาคตเป็นสิ่งที่หน่วยงานด้านการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาวิธีรับมือให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยเตรียมพร้อมที่จะนำนโยบาย ประเทศไทย4.0มาปฏิบัติ สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนที่จะช่วยให้เยาวชนไทยมีทักษะและความสามารถเพียงพอที่จะประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลในอนาคต

“หนึ่งในภารกิจที่สำคัญของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คือการร่วมผลักดันและสร้างประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันภายใต้ยุคประเทศไทย 4.0 ซึ่งการบรรลุพันธกิจที่สำคัญยิ่งดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดรากฐานที่สำคัญที่สุดคือ เยาวชน ที่จะเติบโตไปเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งของชาติในอนาคต และคนอีกกลุ่มที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือคุณครู อาจารย์และผู้อบรมที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาแก่อนาคตของชาติของเรา การจัดกิจกรรม Future Ready#HourOfCode2017 ในวันนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวชนไทยในการพัฒนาทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากและขาดไม่ได้ในยุคประเทศไทย 4.0” นางวรรณพร  เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว

ในขณะที่รัฐบาลและองค์กรต่างๆ กำลังเร่งเดินหน้าเพื่อลดช่องว่างที่เกิดจากเทคโนโลยี สิ่งที่สำคัญเช่นกันก็คือ การให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของทักษะด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีต่อเยาวชนไทย ลุงพี หรือ ภควัต ลือพัฒนสุข นักพากย์เกมชื่อดังขวัญใจเด็กๆ ได้มาร่วมงาน#HourOfCode ในปีนี้ โดยมาร่วมสร้างสีสันและแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ให้กับน้องๆ ด้วยการพากย์เกมสด Minecraft เอดิชั่นใหม่ล่าสุด ‘Hero’s Journey’ และให้น้องๆ มาร่วมพากย์เกมด้วย ทำให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความคิดสร้างสรรค์ นอกจากมาสร้างความประทับใจในการเรียนรู้ทักษะด้านโค้ดดิ้งอย่างง่ายๆ แล้ว ลุงพียังแชร์ประสบการณ์จากการเข้าร่วมงาน ‘Bett Asia’ ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์กับการศึกษาอีกด้วย

เด็กๆ ในยุคนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับการจ้างงานในอนาคต ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับคนรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กที่มีความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จะได้เปรียบในยุคที่ดิจิทัลก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ลุงพี หรือภควัต ลือพัฒนสุข กล่าว “อย่างไรก็ตาม เด็กๆ หลายคนยังไม่กล้าลองเขียนโค้ดเพราะคิดว่ายากและน่าเบื่อ การนำ Minecraft มาเป็นส่วนหนึ่งของสื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีมากสำหรับเด็กๆ ผมชื่นชมไมโครซอฟท์ที่นำวิธีการนี้มาใช้ ทำให้การเรียนวิชานี้ไม่น่าเบื่อและสนุกสนาน”

เด็กหญิงจิรภัทร พันธุ์ธีรานุรักษ์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เป็นหนึ่งในเยาวชนที่มีโอกาสได้สัมผัสการเรียนรู้โค้ดดิ้งเบื้องต้นผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานใน #HourOfCode

เวิร์กชอป ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่หนูได้มาร่วมกิจกรรม #HourOfCode ที่จัดขึ้นโดยไมโครซอฟท์ ส่วนตัวชอบเกม Minecraft มาก เพราะไม่เพียงแต่สนุก ตัวการ์ตูนก็น่ารัก และการเล่นเกมยังช่วยให้หนูมีความคิดสร้างสรรค์เพราะสามารถออกแบบการ์ตูนได้เองหมดว่าจะให้ใครทำอะไรบ้าง และนอกจาก Minecraft แล้ว โชคดีมากที่ได้มีโอกาสเรียนโปรแกรมต่างๆ ของไมโครซอฟท์ เช่น Microsoft MakeCode, Microsoft Mixed Reality, Paint 3D, OneNote และ Microsoft Excel ซึ่งเป็นประโยชน์มากและทำให้หนูสนใจวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มากขึ้น จริงๆ แล้ว หนูสนใจวิชานี้ตั้งแต่ยังเด็กเพราะว่าคุณพ่อทำงานด้านนี้ ก็เลยมีความคุ้นเคยและสนใจมากเป็นพิเศษกว่าวิชาอื่นๆ ค่ะ

กิจกรรม#HourOfCode เป็นหนึ่งในหลากหลายโครงการของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนพันธกิจหลักของบริษัทฯ ในการนำประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุค ‘ประเทศไทย4.0’ อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการพัฒนาและส่งเสริมทักษะและความรู้ด้านดิจิทัล กิจกรรม#HourOfCode เป็นแคมเปญที่ไมโครซอฟท์และองค์กร Code.org ร่วมกันจัดขึ้นทุกปีโดยในปีนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขี้นในกว่า 30 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อจุดประกายเยาวชนให้หันมาสนใจเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และเตรียมตัวให้พร้อมกับโลกยุคดิจิทัล นอกจากกิจกรรม#HourOfCode แล้ว ไมโครซอฟท์ยังจัดฝึกอบรมทักษะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ใน 34 โรงเรียน และนักเรียนกว่า 4,120 คนได้รับการฝึกอบรมผ่านโปรแกรม Skype โดยการฝึกอบรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Future Ready#HourOfCode2017

ไมโครซอฟท์เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญระดับโลกที่รณรงค์ให้เด็กนักเรียนใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ดเบื้องต้น ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างสัปดาห์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยในปีนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 ธันวาคม 2560

เกี่ยวกับ Minecraft Hero’s Journey สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ education.minecraft.net

The post [PR] ไมโครซอฟท์จัดแคมเปญ #HourOfCode เตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่ก้าวสู่ยุคดิจิตัล appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

การทำอาหาร บรราเทาโลกร้อนได้ด้วยหรือ

Jimmy Blog - Fri, 12/08/2017 - 18:39

นักวิจัยกำลังศึกษากรดไขมันจากการทำอาหารที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าว่าจะช่วยการก่อตัวของเมฆได้มากน้อยเพียงใด

เมฆไม่ใช่ไอน้ำแบบที่เราอาจเข้าใจกันผิดๆ เพราะถ้าเป็นไอน้ำ ดวงตาเราจะมองไม่เห็น จริงๆแล้วเมฆคือหยดน้ำเล็กๆ ที่ในขณะเกิดขึ้นครั้งแรกมีขนาดเล็กมากเพียง 0.02 มิลลิเมตร (เล็กกว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมซึ่งมีขนาด 0.075 มิลลิเมตร) หยดน้ำเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำที่ต้องการแกนกลางให้เกาะ ซึ่งอนุภาคเล็กๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศนี้คือ ละอองลอย หรือ แอโรซอล (aerosol)  ที่ทำหน้าที่เป็น “แกนควบแน่น” (Condensation nuclei) ให้หยดน้ำ แกนควบแน่นนี้ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำหรือให้น้ำเกาะได้ (Hygroscopic) เช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรืออนุภาคเกลือ หรือโมเลกุลของกรดไขมัน

ในชั้นบรรยากาศของเมืองใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นกรุงลอนดอนนั้น มีโมเลกุลของกรดไขมันในอากาศอยู่ถึง 10% ซึ่งจัดว่าเป็นปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วโมเลกุลของกรดไขมันเหล่านี้มาจากการประกอบอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภท “ทอด”

ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในอังฤกษได้ทำการทดลองพิสูจน์คุณสมบัติของกรดไขมัน เมื่อมีสถานะเป็นละอองลอย หรือ แอโรซอล เปรียบเทียบกับละอองน้ำเกลือ พบว่าโครงสร้างโมเลกุลของกรดไขมันในสถานะละอองลอยในบรรยากาศ หรือ แอโรซอลนั้นมีการเรียงตัวแบบ 3 มิติที่ทำให้มีความหนืดและคงตัวอยู่ได้เป็นเวลานานกว่าแอโรซอลของละอองน้ำเกลือ ซึ่งทีมวิจัยพบว่าละอองลอยจากกรดไขมันนี้จะทำให้เมฆก่อตัวได้ง่าย อาจนำไปสู่การลดโลกร้อนโดยการสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องศึกษาเพิ่มเติมเผื่อว่าจะผิดพลาดเนื่องจากเคยพบว่าในบางครั้งละอองลอยก็ดูดซับแสงอาทิตย์ไว้ทำให้โลกร้อนเข้าไปอีก

แต่หากผลออกมาว่าทำให้โลกร้อนลดลงได้ การผลิตกรดไขมันออกสู่บรรยากาศก็เป็นวิธีการที่ไม่ยากและไม่แพงเนื่องจากยังไงเราก็หนีการประกอบอาหารไม่พ้น ปัญหาคือจะส่งกรดไขมันเหล่านี้ขึ้นไปถึงระดับความสูงที่ต้องการได้อย่างไร ซึ่งอาจต้องพึ่งเทคโนโลยีทางแสงเลเซอร์มาช่วย แต่นั่นค่อยว่ากันอีกที

ผลการวิจัยนี้ ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications
เรียบเรียงโดย @MrVop

Categories: Technology

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วย ‘Three Line of Defense Model’

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 17:43

หัวหน้าด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CISO) มีงานล้นมืออยู่เสมอ วันนี้เราจึงสรุปบทความที่แนะนำการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยโมเดล 3 ข้อเพื่อให้ผู้บริหารสามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายด้านไซเบอร์ที่อาจะเกิดขึ้นได้ตลอด อย่างที่มีคำกล่าวจากประธานาธิบดี Ronald Regan ว่า ‘Trust, but verify’

ควบคุมการบริหาร (Management Control)

ผู้บริหารด้านความมั่นคงปลอดภัยต้องเข้าใจว่าอะไรคือทรัพย์สินที่มีค่าขององค์กรและบริหารจัดการความเสี่ยงในด้านไซเบอร์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่องค์กรสามารถยอมรับได้ ฟังก์ชันนี้ประกอบด้วยการควบคุมในหลายปัจจัยเช่น เหตุการณ์ความเสี่ยง การอัปเดตมาตรวัดด้านความเสี่ยง (Key Risk Indicators) บริหารจัดการผลกระทบเกี่ยวพันกับ คน กระบวนการทำงาน หรือเทคโนโลยี

การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

ขั้นตอนนี้คือความเสี่ยงในระดับองค์กรซึ่งจะเกี่ยวเนี่องไปถึง ข้อกำหนดขององค์กร ข้อกฏหมาย การควบคุมคุณภาพและการควบคุมด้านการเงิน โดยจะมองไปถึงการกำหนดกรอบเพื่อควบคุมการทำงานเช่น นิยามมาตรวัดด้านความเสี่ยงและวิธีการวัดผล สร้างการประเมินทรัพย์สิน ทดสอบ ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากขั้นตอนควบคุมการบริหารและปรับการทำงานให้สามารถลดทอนความเสี่ยงไปในจุดที่องค์กรยอมรับได้

การตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

ขั้นตอนนี้อาจต้องใช้ผู้ตรวจสอบหรือผู้ควบคุมจากนอกองค์กร โดยขั้นตอนนี้เป็นการรับประกันว่าองค์กรมีกรอบการควบคุมความเสี่ยงภายในเหมาะสมกับความเสี่ยงขององค์กรนั้นๆ

แนวคิดที่ผู้อำนวยการหรือกรรมการระดับสูงควรหลีกเลี่ยง

กรรมการบริษัทมักได้รายงานจาก CISO อยู่เรื่อยๆ นั่นทำให้กรรมการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวพันกับกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งมีบางอย่างที่ผู้บริหารระดับสูงควรหลีกเลี่ยงแนวคิดดังนี้

  • เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ชิ้นเดียวจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
  • ความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์เป็นอะไรที่กะเกณฑ์ได้ กรรมการระดับสูงควรจะมองกระบวนการภาพรวมขององค์กรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า
  • เชื่อว่ากลไกในการบริหารจัดการดีอยู่แล้ว กรรมการบริหารควรจะสนับสนุนความต้องการของ CISO เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ขององค์กรได้อย่างเหมาะสมด้วย
  • CISO คนเดียวสามารถจัดการได้ทุกอย่าง
  • CISO จะสามารถทำอย่างที่พูดได้ ผู้นำสูงสุดและกรรมการบริหารควรจะทราบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นลำดับแรก

ที่มา : https://securityintelligence.com/take-a-load-off-delegate-cyber-risk-management-using-the-three-lines-of-defense-model/?

The post การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วย ‘Three Line of Defense Model’ appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

10 เหตุการณ์น่าจดจำ บทสรุปส่งท้ายปีจากเวที Digital Matters

Thumbs Up - Fri, 12/08/2017 - 17:30

หากจะบอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการออกแบบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบนโลกกันใหม่ก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากบรรยากาศเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมากับงานสัมมนา Digital Matters ครั้งที่ 10 ณ Link Collaboration Space ภายใต้ธีมแห่งการมองย้อนอดีต และเลือกหยิบสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 เพื่อจะนำมันติดตัวไปด้วยสู่ปีต่อ ๆ ไปนั้น เชื่อว่าเราคงได้เห็นแล้วว่า มีหลายสิ่งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยในปีที่กำลังจะจบลงนี้ และสุดท้าย เชื่อว่ามันจะวิวัฒนาการตัวเองกลายเป็นสินค้า และบริการตัวใหม่สำหรับผู้บริโภคในอนาคตเสียด้วย

ซึ่งสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 ในมุมของของสองแขกรับเชิญอย่างคุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) และคุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ยุคของ Sharing Economy ว่าใหญ่แล้ว ยุคของ Autonomous Car น่าจะใหญ่กว่า

คุณสุธีรพันธุ์ในฐานะผู้เริ่มต้น เลือกที่จะมองการมาถึงของบริการ Ride-Sharing ที่กำลังเริ่มผนวกเข้ากับ Autonomous Car ว่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ได้อย่างมาก รวมถึงมีโอกาสต่าง ๆ ซ่อนอยู่ภายในความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

“เทรนด์ของ Autonomous มาแรงมาก ๆ และทำให้เราเกิดคำถามได้มากมายกับเทรนด์นี้ ที่จอดรถยังจำเป็นอยู่ไหม โชว์รูมต้องสร้างอีกหรือเปล่า คนอาจไม่ต้องการเป็นเจ้าของรถแล้ว แต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบสมัครสมาชิก จ่ายเงิน 3,000 บาท แลกกับการเรียกรถอัตโนมัติมาใช้งาน 20 ชั่วโมงต่อเดือน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ Business Model ของโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปหมด”

อย่างไรก็ดี ได้มีการตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ด้วยเช่นกัน ว่าจะสามารถขึ้นมาควบคุม และอำนวยความสะดวกในชีวิตของมนุษย์ได้จริงหรือไม่

2. ยกหน้าที่ดูแลมนุษย์ให้ AI นั้นหนักเกินไปหรือไม่ 

ดร.โนริโกะ อาราอิ

ประเด็นที่ 1 มีความต่อเนื่องมาสู่ประเด็นที่ 2 เมื่อคุณศิวัตรได้ยกคลิปชิ้นหนึ่งชื่อ Todai Robot จาก TED Talk มาเปิดให้ฟังกัน โดยคลิปดังกล่าวกำลังจะสื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ในข้อ 1 ที่มี AI อยู่เบื้องหลังนั้น แท้จริงแล้ว AI มีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างจากมนุษย์อยู่ไม่น้อย และรูปแบบการหาคำตอบของ AI ก็สวนทางกับวิธีประมวลผลของมนุษย์เสียด้วย นั่นจึงนำไปสู่การท้าทายว่า AI จะสามารถขึ้นมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้จริงหรือ

ซึ่งการจะถามคำถามนั้นอาจเร็วเกินไป โปรเจ็ค Todai Robot จึงนำ AI มาท้าทายว่าจะสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้ภายในปี 2020 หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่นักวิจัยอย่างคุณโนริโกะ อาราอิ พบเพิ่มเติมก็คือ นอกจาก AI จะหาคำตอบได้เร็วและเก่งขึ้นแล้ว เด็กญี่ปุ่นที่ทำข้อสอบได้นั้นก็มีจำนวนน้อยลงอีกด้วย

นั่นจึงนำไปสู่ความท้าทายใหม่ที่ว่า ยังมีจุดใดบ้างที่มนุษย์ยังไม่แพ้หุ่นยนต์ และเราจะสามารถสร้างคนให้เก่งขึ้นเพื่อมาทำงานที่ควบคุม AI ได้จริงหรือไม่ ในสถานการณ์ดังกล่าว

“การทำงานของคนในด้านการใช้แรงงาน ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามนุษย์แพ้เครื่องจักรไปเรียบร้อย ส่วนเรื่องของสมอง วันนี้ หุ่นยนต์ก็แซงหน้ามนุษย์ไปแล้วเช่นกัน ดังนั้น ข้อแตกต่างเดียวที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจ เพราะมันไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่” คุณสุธีรพันธุ์กล่าวสรุป

3. การดับลงของสื่อ (เก่า?) กับการเกิดขึ้นของสื่อ (ใหม่?)

เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีกับการประกาศเลิกจ้างพนักงานของทีวีพูล หลังประสบภาวะขาดทุนกับการทำทีวีดิจิทัล ขณะที่เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของสื่อไทยเมื่อประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีช่องบน YouTube ที่มีผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ GMM Grammy และเวิร์กพอยต์ ที่ GMM Grammy ชนะไปอย่างเฉียดฉิว

4. คนดูรายการทีวีลดลง แต่ดูรายการผ่านมือถือมากขึ้น 

ข้อสามและข้อสี่มีความต่อเนื่องกัน โดยเชื่อว่าหลายคนจะสังเกตเห็นตัวเลขของ Nielsen ที่ส่งออกมาทุกเดือนเป็นเครื่องชี้วัดได้ดีว่าเม็ดเงินโฆษณากำลังจะหมุนออกจากสื่อทีวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้คนทำรายการทีวีออกมาทำคลิปชวนให้ผู้บริโภค ถ้ามีเวลาว่างพอช่วยหันกลับมาดูรายการทีวีอีกครั้ง

“ความน่าสนใจของคลิปวิดีโอตัวนี้ คือ นักการตลาดนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้ดูในเรื่องเรตติ้งอีกแล้ว แต่ดูโปรไฟล์ของรายการนั้น ๆ มากกว่า มันจึงอยู่ที่การปรับทัศนคติ ปรับรูปแบบการผลิตคอนเทนต์ว่าจะปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

5. ความสำเร็จของ “ฉลาดเกมส์โกง” – “ตราบธุลีดิน”

ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” จากค่าย GDH เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่นอกจากจะทำเงินในประเทศได้ไม่น้อยแล้ว ยังเป็นหนังที่บินไปโตไกลในต่างแดนแทบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน (ขึ้นอันดับหนึ่ง Box Office) ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งคุณศิวัตรและคุณสุธีรพันธ์วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ การที่หนังเรื่องนี้นำเสนอประสบการณ์ร่วมที่ผู้บริโภคในเอเชียส่วนมากต่างพบเจอ นั่นคือการใช้การสอบเข้าวัดโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต

“ผมชอบเรื่องนี้เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ถ้าหากเราจับจุดได้ และทำอะไรที่มันดี ๆ ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง และเราทำการตลาดเป็น เราสามารถไปได้แล้ว” คุณศิวัตรกล่าว

“ถ้าหากเราย้อนไปดูฉลาดเกมส์โกง หนึ่งในความสำเร็จของหนัง GDH คือการหยิบเอา Insight ที่มันโดน ๆ มาเล่น ซึ่ง Insight ของเรื่องฉลาดเกมส์โกงนี้แรง และโดน และฐานคนดูโคตรจะเยอะ”

ด้านคุณสุธีรพันธุ์เสริมว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทย มันคือหนังเอเชีย เพราะว่าในอดีตเรามีสอบจอหงวนใช่ไหม นั่นคือวัฒนธรรมการสอบของประเทศเอเชียที่ให้คุณค่ากับการสอบ และการสอบผ่าน และการได้คะแนนสูงมาก ซึ่งมันเป็นอารมณ์ร่วมของคนเอเชีย ที่มีการสอบ และการโกงอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งจุดนี้ ไม่ว่าจะนักเรียนคนไหนในเอเชียดูก็โดน”

ความสำเร็จนี้ของฉลาดเกมส์โกงยังถูกโยงจากจอเงิน ไปสู่จอ YouTube เมื่อคอนเทนต์ของรายการ The Mask Singer 2 อย่างเพลง “ตราบธุลีดิน” ของหน้ากากหอยนางรม ขึ้นแท่นคลิปทั่วไปที่มีการรับชมมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 ที่คุณสุธีรพันธ์ชี้ว่า นี่คือการหา Business Model ใหม่ ๆ ในธุรกิจที่เราอยู่ให้เจอ เพราะการดึงคอนเทนต์ขึ้นไปบน YouTube ในวันที่เวิร์กพอยต์ไม่มีอะไรจะต้องเสีย กลับทำให้พบว่า บนโลกออนไลน์นั้นมีผู้ชมรอดูอยู่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นความสำเร็จของเวิร์กพอยต์ในที่สุด

6. “วันคนโสด” วันแสดงพลังที่แท้ทรูของจีนแผ่นดินใหญ่ 

วันคนโสดเป็นอีกหนึ่งวันที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของปี 2017 โดยเป็นปีที่นักการตลาดทั่วโลกต่างจับตาถึงยอดขายว่าจะเกิดการทุบสถิติอะไรขึ้นบ้างในเมืองจีน ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ก็ไม่ได้ทำให้นักการตลาดผิดหวัง เมื่อยอดขายสินค้าในจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งทะยานเป็นที่ตกตะลึงไปทั่วโลกถึงพลังการช้อปของคนจีน

หันกลับมาดูในตลาดบ้านเรา ก็มีสัญญาณบวกเช่นกันต่อวงการ E-Commerce แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้และนำไปปรับปรุงต่อไปคือเรื่องของระบบหลังบ้านที่บางรายอาจไม่พร้อมและเกิดเว็บล่ม ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างราบรื่น

คุณศิวัตรเล่าว่า “ผมเชื่อว่าปีหน้า E-Commerce ไทยจะเตรียมตัวได้ดีกว่านี้ สำหรับแบรนด์ ผมอยากยกหลาย ๆ กรณีของแบรนด์ เช่น Xiaomi ขายได้ 11,800 ล้านหยวนใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าซีอีโอของแบรนด์ต่าง ๆ มองเห็นถึงศักยภาพนี้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมาก”

7. สังคมไร้เงินสดกับ QR Code มาตรฐาน 

ไม่ใช่ทุกประเทศที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะยังมีหลายประเทศที่ติดกับดักความคุ้นเคยดั้งเดิมของตัวเองจนไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ สำหรับประเทศไทย สังคมไร้เงินสดเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้หลังการประการเปิดตัว QR Code มาตรฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งแขกรับเชิญทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า นี่คืออีกจุดเปลี่ยนที่น่าจดจำจุดหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

“ทุกวันนี้ จีนและอินเดียมีการใช้ QR Code อย่างกว้างขวาง แต่ที่กำลังจะเป็นประเทศที่สามก็คือประเทศไทย ซึ่งจุดที่แตกต่างกับจีนและอินเดียคือการที่ประเทศไทยมี QR Code มาตรฐาน อีกทั้งการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของคนไทยก็มีมากขึ้น และสัญญาณอินเทอร์เน็ตของไทยก็เข้าขั้นดี จึงเชื่อว่าสังคมไร้เงินสดน่าจะเกิดขึ้นในไทยได้ไม่ยาก” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

8. ปรากฏการณ์ “ตูน บอดี้สแลม”

สำหรับปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าว คุณป้อม – ศิวัตรเผยว่า “ในแวดวงการตลาด เรามักพูดกันเสมอ ๆ ว่าจากคนธรรมดา กลายเป็นดาราได้จากพลังของ Social Media แต่สำหรับกรณีของตูน บอดี้สแลมนั้น นอกจากจะไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว การออกมาวิ่งครั้งนี้ร่วมกับเพื่อน ๆ ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้อย่างใหญ่โตมากทีเดียว”

สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากพลังของ Social Media และเทคโนโลยีที่เชื่อมคนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณป้อมมองว่า ในอนาคต ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้จะสามารถสร้างขึ้นได้อีก ผ่านเครื่องมือทรงพลังที่ชื่อว่า Social Media นั่นเอง

Kris Snibbe/Harvard Staff Photographer

9. การกล่าว Speech ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นใคร เชื่อว่าคำถามนี้ทุกคนคงทราบคำตอบกันดี แต่การกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อกล่าว Speech แก่บัณฑิตที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก กับหลาย ๆ ข้อคิดที่เขาได้ฝากไว้ ซึ่งแง่คิดที่โดนใจแขกรับเชิญของเรามากที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่

  • การทำดีกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่จำเป็น (จริง ๆ นะ)
  • หน้าที่ของคนเจเนอเรชันนี้ (Millennials) นอกจากการทำตามเป้าหมายของตัวเองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือการช่วยคนอื่นหา “Sense of Purpose” ของตัวเองให้เจอด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเราก่อน (Change starts local)

10. การเติมเต็มตัวเองด้วยแนวคิด Ikigai

คุณสุธีรพันธุ์ดึงแนวคิด Ikagai มาเป็นหัวข้อสุดท้ายของการพูดคุยในวันนี้ กับการเติมเต็มตัวเองที่ลงลึกได้มากกว่าความสุขแบบทั่วไป ซึ่งทุกจุดทุกความสัมพันธ์ในแผนภูมินี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับชีวิตได้จริง (สามารถฟังในคลิปย้อนหลังได้ช่วงนาทีที่ 1.35.00 ค่ะ)

ส่วนสาเหตุที่นำแผนภูมิ Ikigai มาปิดท้ายนั้น เชื่อว่าผู้ฟังในงานจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของความเป็นพี่ ที่อยากฝากให้คนรุ่นต่อไปนำข้อคิดนี้ไปพัฒนาตัวเอง และหาสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตนเองถนัดให้เจอ โดยที่สิ่งที่รักนั้นต้องทำประโยชน์ให้กับโลก และสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็อาจมีแค่นี้จริง ๆ ก็ได้ค่ะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการมาเยือน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พบกันใหม่กับ Digital Matters ครั้งที่ 11 ในปี 2018 นะคะ

 

 Source: thumbsup

The post 10 เหตุการณ์น่าจดจำ บทสรุปส่งท้ายปีจากเวที Digital Matters appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

[PR] ลีพ โซลูชั่น เอเซีย ให้บริการ Oracle Cloud at Customer

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 17:04

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 8 ธันวาคม 2560: บริษัท ลีพ โซลูชั่น เอเชีย จำกัด (LSA) หนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำในประเทศไทย และเป็นพันธมิตรระดับโกลด์ของ Oracle PartnerNetwork (OPN) ประกาศให้บริการ Oracle Cloud at Customer บน โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (TCCtech) ซึ่งจะให้บริการนี้แก่ลูกค้าทั่วไปและบริษัทในเครือ TCC Group โดยเริ่มให้บริการกับบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นแห่งแรก Oracle Cloud at Customer ช่วยให้ LSA นำเสนอโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็ว ทั้งที่เป็น Infrastructure-as-a-service (IaaS) and Platform-as-a service (PaaS) ของออราเคิลได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

นางสาวนัจรี รุจิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีพ โซลูชั่น เอเชีย จำกัด กล่าวว่า “เราได้ทุ่มเทพัฒนาและจัดหาโซลูชั่นต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความสำเร็จให้กับผู้ใช้งานคลาวด์ที่เป็นลูกค้าของเรา ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการเป็นหนึ่งในพันธมิตรระดับแนวหน้าและผู้ให้บริการรายแรกๆ ของ Oracle Cloud at Customer ในประเทศไทย เราสามารถช่วยให้ลูกค้าของเราควบคุมข้อมูลของตนที่จัดเก็บอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของ TCCtech รวมถึงการบูรณาการและทดสอบระบบต่างๆ ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยลง ทั้งยังลดความเสี่ยง ความยุ่งยากใน ขั้นตอนและองค์ประกอบในการทำงาน ทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ สู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของระบบคลาวด์ เรามั่นใจว่าบริการครบวงจรของเราที่ใช้ Oracle Cloud at Customer จะช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องคอยกังวลกับโครงสร้างพื้นฐานไอที ค่าใช้จ่ายในการบริหารข้อมูล และการจัดการระบบไอทีที่ยุ่งยาก ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาไปให้ความสำคัญกับงานอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มและสร้างมูลค่าให้กับองค์กรของตนได้มากขึ้น

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “TCCtech ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีประสิทธิภาพสูงบนสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ให้แก่ลูกค้า TCCtech เป็นผู้บริหารจัดการและดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเน็ตเวิร์ค โดย LSA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง TCCtech และ IIJ เป็นผู้บริหารจัดการและดำเนินการระบบคลาวด์และคลาวด์โซลูชั่น การที่เราเลือกใช้ Oracle Cloud at Customer ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อเพิ่มมูลค่าและประสิทธิผลให้กับผู้ใช้งาน จะช่วยให้ลูกค้าของเราได้ใช้งานโซลูชั่นต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น มีความเสถียรและปลอดภัยมากขึ้น ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้ TCCtech และออราเคิลสามารถให้บริการที่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญได้โดดเด่นมากขึ้น”

LSA ให้บริการโซลูชั่น Oracle Cloud at Customer ที่สามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออราเคิลคลาวด์ทั้งหมดที่ลูกค้าอาจเคยใช้งานอยู่บนระบบออราเคิลพับลิคคลาวด์ นอกจากนี้ LSA และออราเคิล ยังมีวิศวกรมืออาชีพให้บริการคำปรึกษาเกี่ยวกับ Infrastructure as a Service (IaaS) และ Platform as a Service (PaaS) ของออราเคิลคลาวด์ ที่รวดเร็วกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีความปลอดภัยสูงและยืดหยุ่นมากขึ้น

นายพัสน์นันท์ จมูศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทออราเคิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Oracle Cloud at Customer เป็นแพลตฟอร์มเบ็ดเสร็จที่เอื้อให้ลูกค้าใช้บริการออราเคิลคลาวด์กับดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองได้เหมือนกับการใช้พับลิคคลาวด์แบบส่วนตัว ค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกเพื่อใช้งาน Oracle Cloud at Customer เป็นไปตามขอบเขตบริการที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าจึงสามารถเลือกบริการที่ตนต้องการใช้จริงๆ ได้ เราเชื่อมั่นว่าออราเคิลคลาวด์จะช่วยให้ลีพ โซลูชั่นเอเชีย มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และออราเคิลยังคงเดินหน้านำเทคโนโลยีระดับโลกมาให้บริการแก่พันธมิตรและลูกค้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

 

เกี่ยวกับบริษัท ลีพ โซลูชั่น เอเชีย จำกัด

ลีพ โซลูชั่น เอเชีย (LSA) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 โดยการร่วมทุนระหว่างบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (TCCTech) บริษัทชั้นนำของประเทศไทยในการให้บริการศูนย์ข้อมูลกลางให้กับองค์กรต่างๆ และบริษัท อินเทอร์เน็ต อินิชิเอทีฟ เจเปน (IIJ) (จดทะเบียนใน Tokyo Stock Exchange และ NASDAQ) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับ Tier1 ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้นำการให้บริการคลาวด์สำหรับองค์กรอีกด้วย พันธกิจหลักของ ลีพ โซลูชั่น เอเชีย คือ การเป็นผู้นำในการให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย โดยให้บริการด้วยโซลูชั่นคลาวด์ที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับลูกค้าได้ ลีพ โซลูชั่น เอเชียได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีความเชื่อถือได้ มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างดียิ่งภายใต้แบรนด์ “Leap GIO” (Grand IT On-demand) บริษัทให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการให้บริการที่รวดเร็วและดีที่สุดแก่ลูกค้า และเชื่อว่านอกเหนือจากเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว การให้บริการและการบริการหลังการขายที่ดีที่สุดก็เป็นสิ่งสำคัญ”

 

เกี่ยวกับ Oracle PartnerNetwork

Oracle PartnerNetwork (OPN) เป็นโปรแกรมสำหรับพันธมิตรของออราเคิลที่มอบความได้เปรียบที่โดดเด่นในการพัฒนา การขาย และการใช้งานโซลูชั่นของออราเคิลให้กับพันธมิตรทุกคน OPN มีแหล่งข้อมูลเพื่อใช้ในการอบรมและให้ความรู้เฉพาะด้านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ของออราเคิล นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเพื่อให้สมาชิกรับรู้ว่ามีกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจใดเพิ่มขึ้นบ้าง กุญแจสำคัญของการปรับปรุง OPN ล่าสุดคือการให้พันธมิตรสามารถได้รับรู้และได้รับรางวัลจากการลงทุนใน Oracle Cloud ของตน พันธมิตรทุกคนที่มีส่วนร่วมกับออราเคิลจะสามารถแสดงให้ลูกค้าทุกคนเห็นถึงความแตกต่างของความเชี่ยวชาญและความสำเร็จในการใช้ Oracle Cloud ของตนผ่านโปรแกรม OPN Cloud ซึ่งเป็นโปรแกรมใหม่ที่เสริมโปรแกรม OPN ที่มีอยู่ ด้วยการให้พันธมิตรที่ทำงานกับ Oracle Cloud ได้ประโยชน์ในการรับรู้และความก้าวหน้าต่างๆ หลายระดับ เรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.oracle.com/partners

The post [PR] ลีพ โซลูชั่น เอเซีย ให้บริการ Oracle Cloud at Customer appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

[PR] บก.ปอศ. เน้นย้ำการ “ป้องปราม” ควบคู่ “ปราบปราม” การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เผยตัวเลขการดำเนินคดีกับองค์กรธุรกิจละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ปี 2560 จำนวน 227 รายมูลค่าความเสียหายกว่า 430 ล้านบาท

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 16:43

กรุงเทพมหานคร, 8 ธันวาคม 2560 – บก.ปอศ. เผยผลการดำเนินงานตรวจค้นและดำเนินคดีองค์กรธุรกิจละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ระหว่างเดือน มกราคม – พฤศจิกายน ปี 2560 จำนวน 227 ราย พบคอมพิวเตอร์ติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวนกว่า 3,000 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 430 ล้านบาท เน้นย้ำแนวทางประชาสัมพันธ์ความเสี่ยงของการละเมิดฯ ควบคู่การปราบปรามโดยการบังคับใช้กฎหมาย

 

 

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยถึงผลงานด้านการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจ ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าตรวจค้นและดำเนินคดีกับองค์กรธุรกิจที่มีการติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์อย่างไม่ถูกต้อง  มีการใช้งานซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ตามหลักฐานที่ได้รับมา โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี และระยอง

บก.ปอศ. ได้ดำเนินคดีกับองค์กรธุรกิจที่กระทำผิด จำนวน 227 องค์กร มีการติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์โดยไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบนคอมพิวเตอร์ จำนวนกว่า 3,000 เครื่อง ในกลุ่มนี้มีทั้งเอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้ระดับร้อยล้านและพันล้านบาทต่อปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่งภายใน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในกลุ่มนี้  อุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ผลิตสื่อโฆษณา ที่มีการใช้งานซอฟต์แวร์จำนวนมาก มูลค่าความเสียหายจากการละเมิดฯ ทั้งหมดกว่า 430 ล้านบาท

พ.ต.อ.วินัย  วงษ์บุบผา  รองผู้บังคับการ บก.ปอศ. เผยถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่า ไม่เพียงแต่การบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการป้องปรามการกระทำผิด โดยการประชาสัมพันธ์ให้องค์กรธุรกิจปรับเปลี่ยนมาใช้งานซอฟต์แวร์อย่างถูกต้อง ผ่านทางสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสื่อสารผ่านสื่อมวลชน การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย เพื่อรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงภัยไซเบอร์ที่มักจะมาพร้อมกับการใช้งานซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ บก.ปอศ. จะใช้วิธีการป้องปรามควบคู่การปราบปรามอย่างจริงจัง มีการสื่อสารข่าวประชาสัมพันธ์ ตลอดจนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งปี  เพื่อลดจำนวนการกระทำผิด ลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ ร้อยละ 69

ในยุคของการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ ไม่เพียงแต่ซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเท่านั้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยจำนวนมาก ต่างก็คิดค้นซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานด้านต่างๆ ออกมา ดังนั้น เพื่อสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และการมีธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ การใช้งานซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เคารพ และไม่ล่วงละเมิดในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เพราะการละเมิดนั้นเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

The post [PR] บก.ปอศ. เน้นย้ำการ “ป้องปราม” ควบคู่ “ปราบปราม” การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เผยตัวเลขการดำเนินคดีกับองค์กรธุรกิจละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ปี 2560 จำนวน 227 รายมูลค่าความเสียหายกว่า 430 ล้านบาท appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

พบช่องโหว่ร้ายแรงในผลิตภัณฑ์ Siemens สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 14:42

CyberX ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยในโรงงานอุตสหกรรมได้แจ้งว่าพบช่องโหว่ (CVE-2017-12741) โดยแฮ็กเกอร์แค่ส่งแพ็กเกจพิเศษโจมตีผ่านทางโปรโตคอล SNMP เท่านั้นก็ทำให้เกิด DoS ได้ ซึ่งตอนนี้อุปกรณ์บางส่วนยังไม่มีแพตซ์แก้ไขอย่างถาวร

Woman in protective clothing using touchpad in factory

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบดังนี้ SIMATIC S7-200 Smart Micro-PLCs, SIMATIC S7 CPUs บางตัว,  ซอฟต์แวร์ควบคุม SIMATIC WinAC RTX, โมดูลอินเตอร์เฟส SIMANTIC ET 200 PROFINET,  ระบบควมคุมการเคลื่อนไหว SIMOTION เป็นต้น ยังมีอุปกรณ์อีกจำนวนมากหลายรุ่นได้รับผลกระทบผู้ที่สนใจสามารถติดตามใดที่ ข้อมูลของ Siemens

ผู้โจมตีเพียงแค่ต้องสร้างแพ็กเกจพิเศษของข้อมูลขึ้นมาและส่งผ่านทางพอร์ต UDP 161 หรือช่องทางสื่อสารของโปรโตคอล SNMP นั่นเอง เพื่อทำให้ระบบเกิดการทำงานผิดพลาด โดยต้องแก้ไขด้วยการเข้าไป Restart ระบบโดยตรง โดยจากข้อมูลของ Siemens ผู้โจมตีเพียงแค่ต้องเข้าถึงระบบเครือข่ายของอุปกรณ์ให้ได้  ซึ่งทาง Siemens ก็แนะนำให้องค์กรเหล่านั้นไปใช้งานอุปกรณ์ในเครือข่ายที่เชื่อถือได้เพื่อลดโอกาสการถูกโจมตี CyberX กล่าวว่ามีอุปกรณ์ Siemens กว่า 2 พันตัวที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต และมีอุปกรณ์ประมาณ 400 ตัวที่เปิดพอร์ต SNMP ไว้นั่นอาจจะทำให้บริษัทถูกโจมตีได้

จากข้อมูลในรายงานของ Siemens ตอนนี้มีการออกแพตซ์สำหรับ SIMANTIC S7, EK-ERTEC, SIMOTION และผลิตภัณฑ์ของ SINAMICS ดังนั้นระหว่างนี้ผู้ใช้งานอุปกรณ์ตัวอื่นยังคงได้รับผลกระทบทาง Siemens แนะนำให้ปิดการใช้งาน SNMP ไปก่อน หรือทำให้การโจมตีนั้นเกิดขึ้นได้ยาก (defend in depth) และการป้องกันพื้นที่ๆ เข้าถึงเครือข่าย (Cell Protection Concept) รวมถึงใช้งาน VPN ในการเชื่อมต่อเป็นต้น

ที่มา : http://www.securityweek.com/serious-flaw-found-many-siemens-industrial-products

The post พบช่องโหว่ร้ายแรงในผลิตภัณฑ์ Siemens สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เคล็ดลับความสำเร็จของ Phishing Attack และวิธีการป้องกันตัว

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 13:14

จะเห็นได้ว่าข่าวภัยคุกคามในปัจจุบันจำนวนมากได้เริ่มต้นจากการหลอกล่อผู้ใช้งานก่อนเป็นอันดับแรก วันนี้เราจึงขอสรุปวิธีการของ Phishing Attack ซึ่งเป็นการโจมตีที่ไม่มีเครื่องมือใดป้องกันได้ 100% นอกจากนี้ยังมีวิธีการป้องกันตัวให้ผู้อ่านได้เข้าใจและสามารถแนะนำคนรอบข้างได้

ผู้ร้ายได้ข้อมูลจากเหยื่อมาด้วยความเต็มใจ

เทคนิคที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมมากในการหลอกลวงคือการใช้ Spear Phishing โดยแฮ็กเกอร์มีข้อมูลของเหยื่อและทำการหลอกล่อบางอย่างเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อยอมให้ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม มีผลวิจัยพบว่าในรอบ 12 ปีที่ผ่านมาเทคนิคนี้ถูกใช้เพิ่มขึ้นถึง 5,753% นอกจากนี้เทคนิคอื่นๆ ที่สามารถได้รับข้อมูลของเหยื่อเช่น Pretexting หรือการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เหยื่อหลงเช่น ปลอมตัวเป็นคนมาทำผลสำรวจ เจ้าหน้าที่จากสรรพากรหรืออื่นๆ วิธีการ Dumpster Diving หรือการหาข้อมูลเอกสารจากถังขยะของเหยื่อก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

ผู้ร้ายเก็บข้อมูลลูกจ้างในองค์กรได้อย่างไร ก่อนที่จะเจาะจงเหยื่อภายในองค์กรได้สักคนต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อก่อน ดังนั้นวิธีการหาข้อมูลว่าใครทำงานในองค์กรดังกล่าวมีหลายวิธีดังนี้
  • Social Media เช่น Facebook หรือ LinkedIn และอื่นๆ โดยข้อมูลพื้นฐานที่จะได้คือ ที่ทำงานในอดีต การศึกษา ข้อมูลครอบครัว การคอมเม้นและลิ้งที่เข้าไป วันที่และเหตุการณ์สำคัญในชีวิต สิ่งที่ชอบ สถานที่ๆ เคยไป รูปภาพ และอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นที่ผู้ร้ายสามารถวิเคราะห์ได้เช่น การโพสต์ว่าเหยื่อน่าจะนอนหรืออยู่ในเวลาไหน สถานการณ์ของความสัมพันธ์ แนวความคิด หรือเป็นคนอย่างไรเพื่อหาเทคนิคหลอกล่อต่อไป
  • Search Engine มีฐานข้อมูลในการค้นหาคนอย่างเช่น Pipl, Spoken และ ZabaSearch โดยไซต์เหล่านี้ได้รวบรวมโปรไฟล์ของคนจากหลายๆ แหล่งเอาไว้

ดังนั้นบทเรียนที่เกิดขึ้นคือคิดให้ดีก่อนที่จะกลายเป็นอาสาสมัครยกข้อมูลให้ไซต์เหล่านี้ไป

ช่องทางอื่นที่ผู้ร้ายจะได้รับข้อมูลของลูกจ้างหรือองค์กรมีดังนี้
  • การค้นหาข้อมูลที่รั่วไหลออกมาเอง เช่น การตั้งค่า DNS Servers, Self-signed Certificates, Email Header, Web Server, Web Cookies วิธีการเหล่านี้จะใช้ความสามารถเชิงเทคนิคลงไปเช่น การดูค่าที่ได้รับกลับมาจากการเรียกเว็บไซต์ หรือเรียกอีเมลโปรโตคอล โดยอาจจะมีเครื่องมือช่วยหรือใส่คำสั่งเองก็ได้
  • การเปิดเผยแพลต์ฟอร์มของแอปพลิเคชัน เช่น อาจจะใช้ไลบรารี่หรือ Frameworks ที่มีช่องโหว่ ซึ่งมีเครื่องมือที่จะช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถค้นหาสิ่งเหล่านี้ได้ว่าแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์มีโครงสร้างอย่างไร
จุดประสงค์ของคนร้ายคืออะไร
  • คนร้ายต้องการหาตัวเหยื่อที่มีบทบาทสำคัญในองค์กรที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เพื่อแฮ็กเหยื่อต่อไป หากไม่สามารถเข้าทางตรงได้แฮ็กเกอร์ก็อาจจะเข้าทางคู่ค้าที่ได้รับการเชื่อถือ หรือบริษัทสินค้าที่มีส่วนร่วมทางธุรกิจ
  • เจาะระบบโดยแฮ็กเกอร์อาจจะใช้มัลแวร์เข้าไปขโมยข้อมูลโดยหลอกเหยื่อให้ติดตั้ง แฮ็กเกอร์อาจจะต้องดัดแปลงมัลแวร์ดังกล่าวให้เข้ากับองค์กรเป้าหมายโดยใช้ข้อมูลที่ศึกษามา หรืออาจจะเจาะเข้าทางซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่
ป้องกันอย่างไร
  • ให้ความรู้พนักงานในองค์กรเพื่อตระหนักถึงความมั่งคงปลอดภัย (Security Awareness) โดยเห็นความสำคัญของการแชร์ข้อมูลส่วนตัวเพื่อระมัดระวังตัวเองและทราบถึงรูปแบบการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นกับตน รู้จักรายงานอีเมลต้องสงสัยและปรึกษาทีมไอทีก่อนที่จะติดตั้งซอฟต์แวร์จากภายนอกหรือการให้ Credential ต่างๆ กับใคร
  • ทีมความมั่นคงปลอดภัยควรจะหมั่นค้นหาภัยคุกคามในองค์กรหรือแม้กระทั่งจ้างนักทดสอบระบบ เพื่อช่วยให้ได้รับข้อมูลว่าใครคือคนก่อเหตุและรู้จุดอ่อนของตน
  • ปิดการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจจะค้นหาได้ทางอินเทอร์เน็ตซึ่งมีการแนะนำไว้อยู่แล้วถึงวิธีการ รวมถึงโดเมนและ IP ที่ลงทะเบียนไว้ก็ควรตั้งค่าชื่อให้ไม่บอกข้อมูลเกินจำเป็นมากนัก IT หลายคนก็มีการทำกระบวนการเหล่านี้เพียงแต่ไม่เคยตรวจสอบ
  • นอกจากนี้สามารถติดตามวิธีการลดการเผยข้อมูลออนไลน์ได้ตามเว็บไซต์นี้ 

ที่มา : https://f5.com/labs/articles/threat-intelligence/identity-threats/phishing-the-secret-of-its-success-and-what-you-can-do-to-stop-it

The post เคล็ดลับความสำเร็จของ Phishing Attack และวิธีการป้องกันตัว appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

ขอเชิญร่วมสัมมนา Dell EMC HCI Solutions Day รวม 4 โซลูชัน Hyper-Converged จาก Dell EMC

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 11:48

สำหรับเหล่า IT Manager และผู้ดูแลระบบที่กำลังพิจารณาใช้งานเทคโนโลยี Hyper-Converged Infrastructure (HCI) อยู่ ทาง Dell EMC ได้จัดสัมมนา Dell EMC HCI Solutions Day ขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม 2017 นี้ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับ HCI โดยเฉพาะ และแนะนำโซลูชันด้าน HCI ทั้ง 4 แบบของ Dell EMC เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกนำไปใช้ได้เหมาะสมตามความต้องการ โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

Dell EMC HCI Solutions Day

วันที่ 14 ธันวาคม 2017
เวลา 13.00 – 17.00
สถานที่ Victor 2 Room, 8th Floor, Sathorn Square Office Tower

รู้จัก 4 เทคโนโลยี HCI จาก Dell EMC ได้แก่ Dell EMC XC Series (Nutanix), Dell EMC VxRail (VMware vSAN), Dell EMC ScaleIO, Microsoft S2D Ready Nodes พร้อมเทคโนโลยี Data Protection สำหรับปกป้องข้อมูลบนระบบ HCI ให้ทนทาน พร้อมกู้คืนได้อย่างง่ายดาย

 

กำหนดการ

13.00 ลงทะเบียน
13.25 กล่าวเปิดงาน
13.30 Find your fit: from DIY to HCI – Portfolio positioning
13.50 Better Collaboration of “XC Series” on PowerEdge 14G Servers & Nutanix Solutions
14.30 Deep dive of “VxRail” on newly designed PowerEdge 14G Servers
15.15 พักรับประทานอาหารว่าง
15.30 Discover Dell EMC ScaleIO, VMware vSAN, Microsoft S2D Ready Nodes
16.15 HCI integration with Modern Data Protection Solutions
16.45 ถามตอบ

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถทำการลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีด้วยการกรอกแบบฟอร์มที่ https://go.techtalkthai.com/2017/12/dell-emc-hci-solutions-day-2017/ โดยทางทีมงาน Dell EMC ขอสงวนสิทธิ์สำหรับเหล่าลูกค้า End User เป็นหลัก

ข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ jutamas@kkudos.com หรือโทร 063-265-3336

 

The post ขอเชิญร่วมสัมมนา Dell EMC HCI Solutions Day รวม 4 โซลูชัน Hyper-Converged จาก Dell EMC appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

กรณีศึกษา 3 จุดต่างสร้างแบรนด์ “IDEO Q”

Thumbs Up - Fri, 12/08/2017 - 11:19

โครงการ IDEO Q สยาม-ราชเทวี

ทุกวันนี้ หากมองไปตามตึกสูงในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง หรือย่านแนวเส้นรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT เชื่อว่าคงมีหลายคนรู้สึกสะดุดตากับคอนโดมิเนียม High-rise ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นออกมาจากตึกในย่านเดียวกัน ซึ่งหากสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่า ตึกเหล่านั้น ล้วนมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ IDEO Q ปรากฏอยู่แทบทั้งสิ้น แต่กว่าจะกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นเช่นทุกวันนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ในเส้นทางของ IDEO Q มีหลายสิ่งที่น่าสนใจและน่าหยิบมาเป็นกรณีศึกษาทั้งสิ้น และวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบจากทีมผู้บริหารของ IDEO Q กันค่ะ

งานออกแบบ แรงบันดาลใจจากเจมส์บอนด์

“ต้องยอมรับว่าโครงการต่าง ๆ ของเราจะมีชื่อเล่นแตกต่างกันไป เช่น ตึกวอลล์อี (IDEO Q สยามราชเทวี) ตึกนกเพนกวิน ตึกยานแม่ ตึกขนมจีบ เรียกว่าดีไซเนอร์ของโครงการยิ้มหน้าบานกันเลย” คุณสุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียม ไอดีโอ คิว บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับบอกว่า นี่คือการสร้างความแตกต่างประการแรกกับงานดีไซน์ภายนอก ขณะที่เมื่อเข้ามาภายในโครงการก็ไม่ผิดคาด เพราะจะพบว่ามีฟังก์ชันการใช้งานพิเศษอีกหลายอย่างซ่อนอยู่

“เราเหมือนพระเอกเจมส์บอนด์ ภายนอกใส่สูทดูเนี้ยบ ๆ เท่ ๆ แต่ข้างในก็ไม่ธรรมดา เพราะมีอาวุธลับซ่อนอยู่หลายอย่าง เช่น IDEO Q พญาไท เป็นโครงการแรก ๆ ที่นำ Starbucks เข้ามา หรือ IDEO Q สยาม-ราชเทวี ที่เปิดตัวกับฟังก์ชันลิฟต์ส่วนตัวเป็นรายแรกในย่านราชเทวี”
“ส่วนโครงการ IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี ก็มาพร้อมกับดีไซน์ตัวตึกที่โดดเด่น การจัดแบ่งพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว รวมถึงมีโซนพักผ่อนที่ออกแบบอย่างลงตัวที่ด้านบนของพื้นที่ แถมยังมีออนเซ็นด้วย” คุณสุเมธเล่าถึงมุมมองในการออกแบบโครงการ

ทำเลที่ตั้งดีมีชัยไปเกินครึ่ง
เอ่ยถึงเรื่องทำเล คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคทุกวันนี้มองประเด็นเรื่องการคมนาคมที่สะดวกเป็นหลัก แต่คุณสุเมธให้ทัศนะเรื่องทำเลได้ต่างออกไป โดยมองว่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ นั้นมีการแข่งขันสูงจริง แต่การเลือกพื้นที่โครงการนอกจากจะเน้นที่ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว ยังต้องพิจารณาสถานที่ใกล้เคียงมาประกอบอีกด้วย นั่นจึงทำให้แบรนด์ IDEO Q ทั้งหมดนอกจากจะใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว ยังอยู่ไม่ห่างจากศูนย์การค้าชั้นนำ – โรงพยาบาล – สถานศึกษา – สวนสาธารณะด้วย

“รอบ ๆ เรานี่มีศูนย์การค้าเต็มเลย เช่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ เซ็นทรัลเวิลด์ แพลตินัมแฟชั่นมอลล์ เซ็นทรัลชิดลม จามจุรีสแควร์ ฯลฯ ทำให้สามารถดึงความสนใจจากลูกค้าเป้าหมายได้หลายกลุ่ม ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน”

ไม่เพียงเท่านั้น ในย่านดังกล่าวหากพิจารณาดี ๆ จะพบว่าเป็นแหล่งรวมของสถานศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ไปจนถึงย่านที่เป็นสถาบันกวดวิชาของกรุงเทพ จึงทำให้กลุ่มครอบครัวทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้ความสนใจมาเลือกซื้อจากแบรนด์ IDEO Q ด้วยเช่นกัน

ส่วนเรื่องของการดูแลสุขภาพก็ที่ตั้งของ IDEO Q จึงใกล้สถานพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฏ โรงพยาบาลพญาไท 1 รวมถึงมีสวนสาธารณะอย่างอุทยาน 100 ปีจุฬา สวนลุมพินี ฯลฯ อยู่ในละแวกใกล้เคียงให้ไปออกกำลังกายได้

ในจุดนี้ คุณสุเมธชี้ว่า นอกจากจะได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแล้ว ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสนใจโครงการสูงไม่แพ้กัน หรือในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ IDEO Q ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะเดินทางสะดวกด้วย Airport Link นั่นเอง

สมรภูมิการตลาด สื่ออย่างไรให้เข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมาย

เทคนิคด้านการตลาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ โดยในภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ตลาดระดับบนยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดต่างประเทศที่มีนักลงทุนให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยนี้ ส่วนใหญ่เข้าถึงคอนเทนต์ผ่านอุปกรณ์โมบายล์ ดังนั้น IDEO Q จึงให้ความสำคัญกับคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ IDEO Q ซึ่งมีส่วนทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ตนเองหรือไม่ รวมถึงระดับราคาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ด้วย

จากจุดแข็งดังที่กล่าวมานี้ คุณสุเมธเผยว่า ในปี 2016 แบรนด์ IDEO Q สามารถสร้างปรากฏการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างน่าภูมิใจ กับ IDEO Q จุฬา-สามย่าน ที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 1,500 ยูนิตได้ภายในเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น ในขณะที่ IDEO Q สยาม-ราชเทวีเคยได้รับรางวัลจากเวที Think of Living Awards ในสาขา Best Facilities & Best Architecture ด้วยเช่นกัน

IDEO Q สยาม-ราขเทวี

ก้าวต่อไปของ IDEO Q 

เมื่อถามถึงทิศทางของ IDEO Q ในอนาคต คุณสุเมธเล่าว่า ในปีนี้มีการเปิดตัวสองโครงการใหม่ล่าสุดอย่าง IDEO Q วิคตอรี่ (ขายหมดแล้ว) และ IDEO Q สุขุมวิท 36 แต่ทั้งสองโครงการเป็นโครงการที่ไฮเทคกว่าเดิม เนื่องจากมีการนำระบบจอดรถอัจฉริยะเข้ามาใช้ภายในโครงการ เพื่อลดปัญหาการวนหาที่จอดรถ และช่วยประหยัดเวลาให้กับลูกบ้าน รวมถึงนำเทคโนโลยีเช่น Golf Simulator – Virtual Fitness เข้ามาด้วย เนื่องจากมองว่ามันสามารถตอบรับเทรนด์ใหม่ ๆ ของการใช้ชีวิตได้

“นอกจาก IDEO Q พญาไท, IDEO Q ราชเทวี, IDEO Q จุฬา-สามย่าน และ IDEO Q Victory จะเป็นโครงการที่สะท้อนถึงความสำเร็จของแบรนด์เราแล้ว ในปีนี้และต้นปีหน้า เรายังมีโครงการที่พร้อมเข้าอยู่อย่าง IDEO Q สยาม-ราชเทวี, IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี และ IDEO Q สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการน้องใหม่แห่งแรกในย่านทองหล่อด้วย โดยจะมีการเปิดห้องตัวอย่างให้ชมได้ภายในปี 2017 นี้” คุณสุเมธกล่าว

โดยราคาของ IDEO Q สยาม-ราชเทวี นั้นเริ่มต้นที่ 6.39 ล้านบาท ส่วน IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี เริ่มต้นที่ 5.75 ล้านบาท และ IDEO Q สุขุมวิท 36 เริ่มต้นที่ 8.39 ล้านบาท

“สิ่งที่เราเน้นตลอดมาของแบรนด์ IDEO Q ก็คือ การเป็นคอนโดมิเนียมที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองด้วยโลเคชัน และ Facilities ต่าง ๆ ที่เพียบพร้อม รวมถึงสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วย BTS และ MRT ซึ่งการจะทำได้นั้น ต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างหนักเพื่อให้เข้าใจว่าลูกค้าของเราใช้ชีวิตอย่างไร ต้องการอะไร ด้วยการทำงานเช่นนี้ทำให้ IDEO Q เป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดีเสมอมา” คุณสุเมธกล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ananda.co.th หรือ โทร. 02 316 2222

บทความนี้เป็น Advertorial

 Source: thumbsup

The post กรณีศึกษา 3 จุดต่างสร้างแบรนด์ “IDEO Q” appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Cisco เข้าซื้อกิจการ Cmpute.io ช่วยลูกค้าองค์กรให้ใช้ Cloud ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 10:54

Cisco ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Cmpute.io ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Dynamic Compute Management เพื่อช่วยให้การลงทุนในบริการ Cloud นั้นใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

Credit: Cmpute.io

 

โซลูชันของ Cmpute.io นี้จะเข้าไปทำการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของบริการ AWS อีกที เพื่อช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายบนบริการ Cloud มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น, ติดตามประสิทธิภาพการทำงานของ Cloud Application เพื่อให้สามารถลดขนาดของ VM ที่ใช้ลงได้, กำหนดตารางเวลาเปิดปิด Instance โดยอัตโนมัติเพื่อลดค่าใช้จ่าย และช่วยเพิ่ม Availability ให้ระบบด้วยการกระจาย Workload บนแต่ละ Instance โดยอัตโนมัติ ซึ่งทาง Cmpute.io โฆษณาว่าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในบริการ Cloud ลงได้ถึง 87%

Cmpute.io นี้เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท 47Line Technologies ซึ่งเป้นผู้พัฒนาเทคโนโลยีสัญชาติอินเดีย ซึ่งทาง Cisco คาดว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะแล้วเสร็จภายในช่วงปี 2018

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เปิดเผยมูลค่า โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cmpute.io สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cmpute.io/ ทันที ส่วนผู้ที่สนใจทดลองใช้งานฟรี สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://join.cmpute.io/ ครับ

ก่อนหน้านี้ Cisco ได้ลงทุนในบริษัท Startup ในอินเดียไปแล้วกว่า 25 ราย ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าแต่ละบริษัทที่ Cisco ได้ลงทุนไปนั้น จะเกิดการเข้าซื้อกิจการกันอีกหรือไม่

 

ที่มา: https://economictimes.indiatimes.com/tech/software/cisco-to-acquire-cmpute-io-to-bolster-cloud-offerings/articleshow/61967089.cms

The post Cisco เข้าซื้อกิจการ Cmpute.io ช่วยลูกค้าองค์กรให้ใช้ Cloud ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Toshiba เปิดตัว Enterprise Hard Drive ขนาด 14TB และ 12TB ใช้เทคโนโลยี Helium-sealed

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 10:47

Toshiba ประกาศเปิดตัว Enterprise Hard Drive ขนาด 14TB และ 12TB Series ใหม่ ใช้เทคโนโลยี Helium-sealed

Credit: Toshiba

สำหรับ Series ที่เปิดตัวใหม่ มีรหัสว่า MG07ACA โดยเปิดตัวออกมา 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 14TB แบบ 9-disk และ รุ่น 12TB แบบ 8-disk ใช้ Interface แบบ SATA 6Gbit/s มีขนาด 3.5 นิ้ว ความเร็วรอบ 7,200 RPM และมี MTTF อยู่ที่ 2,500,000 ชั่วโมง พร้อมการรับประกัน 5 ปี ซึ่งในรุ่นนี้มีการนำเทคโนโลยี Conventional Magnetic Recording (CMR) มาใช้งานแทน Shingled Magnetic Recording (SMR) ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยี Helium-sealed เพื่อช่วยเพิ่มความจุได้มากขึ้น พร้อมลดความร้อนที่เกิดขึ้น และลดการใช้พลังงานลง

สำหรับ MG07ACA ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในองค์กรเป็นหลัก เช่น ระบบ Cloud-scale Storage, File Storage, Object Storage และ Software-defined Data Center โดยทาง Toshiba ได้เริ่มส่งมอบตัวอย่างให้กับลูกค้าบางรายเพื่อทดสอบใช้งานแล้ว และคาดว่าจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสที่สอง ปี 2018 นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปิดตัวรุ่น 16TB ตามมาในอนาคตอีกด้วย

ที่มา: https://toshiba.semicon-storage.com/us/company/taec/news/2017/12/storage-20171207-1.html

The post Toshiba เปิดตัว Enterprise Hard Drive ขนาด 14TB และ 12TB ใช้เทคโนโลยี Helium-sealed appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เร่งความเร็ว Oracle Database และ Oracle Analytics ด้ว All-Flash Array จาก Pure Storage

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 10:28

สำหรับเหล่าองค์กรที่มีการใช้งาน Oracle Database และ Oracle Analytics แล้วประสบปัญหาว่าระบบเริ่มทำงานช้า การนำเทคโนโลยี All-Flash Array มาช่วยเร่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในเวลานี้ และทาง Pure Storage ก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันขึ้นมารองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีของ Oracle ให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นไปอีก บทความนี้จะพาเราไปรู้จักโซลูชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาร่วมกันระหว่าง Pure Storage และ Oracle ดังต่อไปนี้ครับ

 

เมื่อข้อมูลนั้นมีค่าดั่งน้ำมันแห่งอนาคต ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ

นักวิเคราะห์หลายรายทั่วโลกได้กล่าวถึงข้อมูลเอาไว้ว่า “Data is the New Oil” ซึ่งหมายถึงการที่ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าต่อธุรกิจและสังคมเป็นอย่างมากในปัจจุบันและอนาคต เปรียบเสมือนกับการที่น้ำมันได้เข้ามาเปลี่ยนโลกในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่ผิด ซึ่งประโยคนี้เองก็ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่เหล่าธุรกิจและหน่วยงานรัฐทั่วโลกจะเริ่มนำข้อมูลไปต่อยอดสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์เรามากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ปริมาณของข้อมูลทั่วโลกนั้นเติบโตอย่างรวดเร็วในอัตราที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งถึงแม้การมีข้อมูลปริมาณมหาศาลนี้จะดีต่อภาคธุรกิจและสังคมที่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้ แต่หากข้อมูลนั้นมีปริมาณมหาศาลจนไม่อาจประมวลผลได้ไหว ข้อมูลเหล่านั้นก็อาจไม่มีประโยชน์มากเท่าที่ควร และทำให้เกิดการเสียโอกาสทางธุรกิจได้

ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทำให้การประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ทันนั้นก็มักจะเกิดขึ้นจากระบบที่กำลังเป็นคอขวดอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือระบบ Storage จัดเก็บข้อมูลแบบเดิมๆ ที่ยังคงใช้เทคโนโลยี Hard Disk Drive (HDD) หรือ Hybrid ซึ่งไม่มีความเร็วที่เพียงพอต่อการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งในรูปแบบของ File และ Database ได้ All-Flash Array จึงได้กลายมาเป็นทางออกหลักๆ ของปัญหานี้ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

 

Pure Storage ตอบโจทย์ความเร็วการเข้าถึงข้อมูลได้ด้วย All-Flash Array สำหรับข้อมูลทุกรูปแบบ

ด้วยความต้องการในการนำข้อมูลไปใช้งานอย่างหลากหลายทั้งในแบบ Block, File และ Object รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวของ Data Center ที่รวดเร็วในปัจจุบัน ทาง Pure Storage นั้นจึงได้ทำการพัฒนาโซลูชันระบบ All-Flash Array ขึ้นมาตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันหลากหลายโซลูชันดังต่อไปนี้

 

Pure Storage FlashArray//M Credit: Pure Storage

Pure Storage FlashArray//M นี้เป็นระบบ All-Flash Array แบบ Block-based ความเร็วสูงที่ถูกออกแบบมารองรับเทคโนโลยี Flash โดยเฉพาะทั้งหมด ด้วยความจุตั้งแต่ 30 – 1,500TB ภายในระบบเดียว และยังรองรับการอัปเกรดไปใช้ NVMe เพื่อรองรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคตได้ในตัว, มีประสิทธิภาพสูง, มี Latency ต่ำ พร้อมความสามารถในการปกป้องข้อมูลที่หลากหลาย อีกทั้งยังประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ด้วยเทคโนโลยีการทำ Data Reduction ที่ครอบคลุมทั้งการทำ Compression และ Deduplication ในตัว ก็ทำให้ Pure Storage FlashArray//M นี้กลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของเหล่าองค์กรที่ต้องการจะใช้งาน All-Flash Array

นอกจากนี้ด้วยแนวคิด Evergreen Storage ก็ทำให้ FlashArray//M นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำการอัปเกรด Software และ Hardware ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิด Downtime ใดๆ เลย ดังนั้นหากต้องการจะอัปเกรด FlashArray//M ให้รองรับ NVMe, อัปเกรด Firmware หรือแม้แต่การเปลี่ยน Controller ให้เป็นรุ่นใหม่นั้นก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบใดๆ ให้คุณใช้ทุกเม็ดเงินการลงทุนใน All-Flash Array ได้อย่างคุ้มค่าต่อเนื่องยาวนาน

 

Pure Storage FlashBlade

Pure Storage FlashBlade คือระบบ All-Flash Array แบบ File-based และ Object-based สำหรับรองรับงานวิเคราะห์ข้อมูลและการประมวลผลประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะ โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดที่ระดับ 17GB/s, รองรับการจัดเก็บ File และ Object ต่างๆ ได้มากกว่า 10,000 ล้านชุด พร้อมเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานได้พร้อมๆ กันเกินกว่า 10,000 คนในระบบเดียว ทำให้ Pure Storage FlashBlade นี้เหมาะกับงาน Big Data Analytics, Deep Learning, Machine Learning, Hadoop, Spark และงานในกลุ่ม High Performance Computing (HPC) สำหรับทุกๆ กลุ่มอุตสาหกรรม

 

Pure Storage FlashStack

Pure Storage FlashStack เป็นระบบ All-Flash Converged Infrastructure ที่เกิดจากการนำ Pure Storage FlashArray//M มาติดตั้งทำงานร่วมกับ Cisco UCS Server และ Cisco Switch ภายในตู้ Rack เดียวกัน พร้อมให้นำไปใช้งานรองรับระบบ Cloud, Virtualization, Microsoft และ Oracle ได้ทันที ง่ายต่อเหล่าองค์กรที่ต้องการลงทุนสร้าง Data Center ประสิทธิภาพสูงอย่างรวดเร็ว

ด้วยโซลูชันหลักๆ ทั้ง 3 นี้ ก็ทำให้ Pure Storage สามารถนำ All-Flash Array ที่มีอยู่ไปตอบโจทย์ความต้องกาที่หลากหลายขององค์กรได้อย่างง่ายดายและครอบคลุมนั่นเอง

 

ผสานโซลูชัน Pure Storage และ Oracle เพิ่มขยายความจุและความเร็วได้อย่างง่ายดาย

เพื่อตอบโจทย์การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่บน Oracle Database และ Oracle Analytics นั้น ทาง Pure Storage ได้ทำการพัฒนา Pure Storage FlashBlade ให้สามารถทำงานร่วมกับ Oracle dNFS สำหรับการรองรับงานประเภท Data Warehouse ร่วมกับ Oracle Database 12c ได้ทันที และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจากการใช้ Oracle RAC จำนวน 1 Node ที่ 3 GBps ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วยการเพิ่ม Oracle RAC รวมเป็นจำนวน 8 Node พร้อมประสิทธิภาพในระดับ 16GBps ได้ทันที ทำให้ความเร็วในการประมวลผลสูงขึ้นได้จากการที่ปริมาณข้อมูลที่สามารถรับส่งนั้นสูงขึ้นนั่นเอง

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลด Whitepaper ภาษาไทยจาก Pure Storage ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Pure Storage All-Flash Array และการเร่งประสิทธิภาพการทำงานให้กับระบบของ Oracle Database และ Oracle Analytics สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันทีที่เว็บไซต์ภาษาไทยของ Pure Storage ได้ทันที

 

สนใจติดต่อทีมงาน Pure Storage ในประเทศไทยได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยี All Flash Storage และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมหรืออยากพิจารณาใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงานของ Pure Storage ประเทศไทยโดยตรงได้ทันทีที่ jkunasinkjja@purestorage.com

The post เร่งความเร็ว Oracle Database และ Oracle Analytics ด้ว All-Flash Array จาก Pure Storage appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Apple ออกแพตซ์อุตช่องโหว่ OS บน Mac, Watch และ TV แนะผู้ใช้ควรอัปเดต

TechTalkThai - Fri, 12/08/2017 - 10:19

Apple ได้ออกแพตซ์ซึ่งเป็นการอัปเดตด้านความมั่นคงปลอดภัย 2017-002 ของ High Sierra และ 2017-005 ของ EL Capitan ด้วย นอกจากนี้ยังมี Apple Watch และ Apple TV เองก็ได้รับการอัปเดตเช่นเดียวกัน

โดยแพตซ์ที่ออกมานั้นมีรายละเอียดดังนี้

MacOS High Sierra เวอร์ชัน 10.13.2 แพตซ์จำนวน 22 รายการ

  • แพตซ์เหล่านี้ประกอบด้วย Apache, Curl, Directory Utility, Intel Graphic Driver, IOAcceleratorFamily, IOKit, Kernel Mail, Mail Drafts, OpenSSL และ Screen Sharing Server โดย Kernel มีการแก้ไข Bug ถึง 8 จุด
  • ภาพรวมของช่องโหว่เหล่านี้บางส่วนทำให้ผู้โจมตีหรือแอปพลิเคชันอันตรายสามารถรันโค้ดในระดับสิทธิ์ของ Kernel หรือ System ได้ นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ที่สามารถลัดผ่านการพิสูจน์ตัวตนผู้ดูแลระบบ ช่องโหว่ที่ทำให้เกิด Memory Process ถูก Disclosure หรือเกิดการปิดระบบอย่างไม่ตั้งใจ เป็นต้น
  • จากผลกระทบช่องโหว่อีเมลบน 10.13.1 ซึ่งแก้ไขในจุดของการส่งเมล์ที่ไม่ถูกเข้ารหัสอย่างที่ตั้งใจหากฝั่งรับไม่มี Certificated ติดตั้งไว้

WatchOS เวอร์ชัน 4.2 แพตซ์จำนวน 9 รายการ

  • ช่องโหว่เหล่านี้ส่งผลกระทบกับ IOSurface, Wi-Fi และที่เหลือ 7 รายการเป็นของ Kernel
  • Bug หลายตัวสามารถทำให้ผู้โจมตีหรือแอปพลิเคชันอันตรายสามารถรันโค้ดในระดับสิทธิ์ของ Kernel หรือเข้าไปอ่านหน่วยความจำในพื้นที่ที่ถูกสงวนไว้
  • แก้ปัญหาช่องโหว่ KRACK ของเครือข่ายไร้สายที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ Apple watch ซีรี่ย์ 1 และ 3

Apple tvOS เวอร์ชัน 11.2 แพตซ์จำนวน 10 รายการ

  • ช่องโหว่เหล่านี้ส่งผลกระทบกับ IOSurface, Wi-Fi และ Kernel

ที่มา : http://www.securityweek.com/apple-patches-vulnerabilities-macos-watchos-and-tvos?

The post Apple ออกแพตซ์อุตช่องโหว่ OS บน Mac, Watch และ TV แนะผู้ใช้ควรอัปเดต appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ปี 2017

Thumbs Up - Fri, 12/08/2017 - 09:00

เปิดทำเนียบ 10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ประจำปี 2017 พบ 2 โฆษณาสุดฮอตที่มียอดพุ่งชมเกิน 100 ล้านครั้ง

ข้อมูลจาก 2017 YouTube Ads Leaderboard สะท้อนว่าปีนี้โฆษณากลุ่ม Super Bowl ยังแรงดี (โฆษณาของ Mr. Clean, Kia และ Budweiser) ขณะที่โฆษณากลุ่มเซเลบฯคนมีชื่อเสียงก็ยังครองพื้นที่ในตารางได้เช่นเดิม (เช่นโฆษณาของ Natalie Portman ใน Miss Dior และ Dwayne “The Rock” Johnson” ในโฆษณา Apple)

จุดที่น่าสนใจมากในตารางปีนี้ คือแชมป์อันดับ 1 ที่มีดีกรียอดชมมากกว่า 150 ล้านครั้งนั้นมาจากอินเดียแดนภารตะ เป็นโฆษณาแบรนด์ Samsung ที่เปิดตัวช่วงต้นปีซึ่งดึงยอดชมทะลุหลายล้านในช่วงไม่กี่วันหลังจากเปิดตัว

10) Mr. Clean | 2017 Super Bowl Ad | Cleaner of Your Dreams

17.6M ครั้ง

9) Levi’s “Circles” Commercial l Full

22.3M ครั้ง

8) iPhone 7 — The Rock x Siri Dominate the Day — Apple

25.3M ครั้ง

7) adidas Originals | ORIGINAL is never finished

25.4M ครั้ง

6) 2017 Kia Niro | “Hero’s Journey” Starring Melissa McCarthy

25.9M ครั้ง

5) Budweiser 2017 Super Bowl Commercial | “Born The Hard Way”

28.5M ครั้ง

4) Miss Dior – The new Eau de Parfum

43.0M ครั้ง

3) Ping Pong Trick Shots 3 | Dude Perfect (sponsored by Oreo)

90.6M ครั้ง

2) Clash Royale: The Last Second (Official Commercial)

110.7M ครั้ง

1) Samsung India Service (SVC) – We’ll take care of you, wherever you are. #SamsungService

150.3M ครั้ง

ที่มา: Google

 Source: thumbsup

The post 10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ปี 2017 appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Storage แบบเดียวไม่สามารถตอบได้ทุกโจทย์! รู้จัก 9 โซลูชัน Enterprise Storage จาก Dell EMC

TechTalkThai - Thu, 12/07/2017 - 22:32

ปริมาณการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละองค์กรนั้นเติบโตขึ้นทุกๆ วัน ด้วยสาเหตุทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านธุรกิจที่เริ่มนำเอาข้อมูลไปใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ กันมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบของข้อมูล, ประเภทของข้อมูล และวิธีการนำไปใช้งานนั้นแตกต่างกัน ในบทความนี้เราจึงจะขอแนะนำ Storage ที่ใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน พร้อมแนะแนวทางการนำไปใช้งานที่เหมาะสมให้ทุกท่านได้รู้จักกัน ผ่านทางโซลูชันของ Dell EMC ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยี Storage ที่หลากหลายที่สุดรายหนึ่งในตลาดเวลานี้ดังนี้ครับ

 

การแบ่งประเภทของ Storage นั้นสามารถทำได้หลายวิธี

ก่อนอื่นเลยต้องขอเล่าคร่าวๆ ก่อนว่าวิธีการแบ่งประเภทของเทคโนโลยี Storage นั้นสามารถแบ่งได้หลากหลายวิธีแล้วแต่มุมมองของผู้แบ่ง ซึ่งมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

แบ่งตามประเภทของ Protocol ในการเข้าถึงข้อมูล

  • DAS Storage เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่ต่อตรงเข้ากับ Server หรือ Client เพื่อเพิ่มขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับระบบต่างๆ ที่นำมาเชื่อมต่อโดยตรง
  • SAN Storage / Block Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถเชื่อมต่อระยะไกลผ่านระบบเครือข่ายได้ด้วยการส่งข้อมูลแบบ Block บน Ethernet ด้วย iSCSI หรือใช้ Fibre Channel โดยจะสามารถบริหารจัดการเรื่องของการจัดการ Volume, LUN พร้อมความสามารถอื่นๆ บนตัว Storage อย่างเช่นการทำ Snapshot และ Replication ได้ มักถูกใช้ในงานกลุ่ม Database, Virtualization และ Virtual Desktop Infrastructure
  • NAS Storage / File Storage เป็นระบบ Storage ที่ให้บริการข้อมูลในรูปแบบของ File ผ่านระบบเครือข่าย Ethernet เป็นหลัก โดยผู้ใช้งานจะต้องทำการ Mount ข้อมูลไปแสดงผลเป็น Volume หรือ Folder ก่อนใช้งานด้วย SMB, CIFS, NFS มักถูกใช้ในระบบ File Sharing ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่เพื่อรองรับงาน High Performance Computing (HPC)
  • Unified Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถให้บริการได้ทั้งเป็น SAN Storage และ NAS Storage ภายในตัวพร้อมๆ กัน เพื่อให้สามารถใช้งานพื้นที่่จัดเก็บข้อมูลได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด
  • Object Storage เป็นระบบ Storage ที่จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของ Object เพื่อให้สามารถเรียกไปใช้งานได้ผ่านการอ้างอิงแทนค่าต่างๆ เช่น Key-Value เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในระบบ Cloud Storage เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับระบบ Cloud-Native Application

 

แบ่งตามประเภทของเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

  • Traditional Storage เป็นระบบ Storage ที่ใช้ Hard Disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก และอาจเร่งความเร็วของการเขียนและอ่านข้อมูลได้ด้วย Cache ที่เป็น RAM บน Controller ของระบบ
  • Hybrid Storage เป็นระบบ Storage ที่ใช้ทั้ง HDD ผสมกับ Solid State Drive (SSD) ในการจัดเก็บข้อมูลร่วมกัน โดยใช้ SSD ในการทำหน้าที่เป็น Cache ให้สำหรับ HDD ในระบบ รวมถึงยังมี RAM มาช่วยทำหน้าที่ Cache อีกชั้น ทำให้ในภาพรวมแล้วมีความเร็วสูงกว่า Traditional Storage เพราะมี Cache ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง
  • All-Flash Storage เป็นระบบ Storage ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานกับ SSD โดยเฉพาะ ซึ่งก็จะแบ่งออกเป็น 2 แบบย่อยๆ คือ Traditional All-Flash Storage ที่ยังคงใช้เทคโนโลยี RAID แบบเดียวกับ Traditional Storage และ Hybrid Storage ในการปกป้องข้อมูล กับ Next-Generation All-Flash Storage ที่พัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดให้ใช้งานกับ SSD โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิธีการเข้าถึงข้อมูล และวิธีการในการปกป้องข้อมูลก็ตาม

 

แบ่งตามระดับการใช้งานและราคาของ Storage

  • Entry Storage ระบบ Storage สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลทั่วๆ ไปในองค์กรให้มีความทนทานสูงขึ้นด้วยการทำ RAID และการใช้ Redundant Controller
  • Midrange Storage ระบบ Storage สำหรับองค์กรขนาดกลางขึ้นไป สำหรับรองรับข้อมูลปริมาณที่สูงขึ้น และเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมความสามารถในการปกป้องข้อมูลที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • Enterprise Storage ระบบ Storage สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่, มีประสิทธิภาพสูง และมีฟีเจอร์ในการปกป้องข้อมูลที่หลากหลาย
  • Mission-Critical Storage ระบบ Storage ที่มุ่งเน้นเรื่องความเร็วและความทนทานเป็นพิเศษ โดยมากมักจะมีความสามารถในการทำ Active-Active Clustering ข้ามสาขาได้ เพื่อตอบโจทย์ Mission-Critical Application โดยเฉพาะ

 

แบ่งตามสถาปัตยกรรมโดยรวมของระบบ

  • Scale-Up Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถเพิ่มขยายได้ด้วยกล่อง Expansion หรือ Just-a-Bunch-of-Disk (JBOD) โดยจะขยายเฉพาะจำนวน Disk ที่รองรับได้ในระบบ ไม่ได้ขยายประสิทธิภาพในส่วนของ Controller
  • Scale-Out Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถเพิ่มขยายผ่านระบบเครือข่ายได้แบบ Scale-Out โดยต้องเพิ่มทั้ง Controller และ Disk พร้อมๆ กัน ทำให้มีทั้งความจุที่สูงขึ้น และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยบางระบบจะสามารถเพิ่มขยายแบบ Scale-Up ได้ด้วยในตัว
  • Converged Infrastructure เป็นระบบสำเร็จรูปที่มาพร้อมทั้ง Server, Storage, Network, Storage Network และ Software ติดตั้งมาภายในตู้ Rack ให้พร้อมใช้งานได้ทันที โดยมีการทดสอบก่อนจากเหล่าผู้ผลิตแล้วว่าเมื่อใช้งานจริงจะรองรับ Workload ใดๆ ได้ด้วยประสิทธิภาพระดับไหน
  • Hyper-Converged Infrastructure เป็นระบบสำเร็จรูปที่ใช้ Server ทำงานร่วมกับ Virtualization Software และ Software-Defined Storage ที่มีคุณสมบัติในการทำงานแบบ Scale-Out เพื่อให้สามารถสร้างระบบ Virtualization ที่เพิ่มขยายได้ง่าย และทำงานทดแทนกันได้โดยไม่ต้องมี SAN Storage
  • Software-Defined Storage เป็นระบบ Software สำหรับใช้ติดตั้งบน Server หรือ Virtualization เพื่อให้บริการ Storage ในรูปแบบต่างๆ สำหรับแก้ไขปัญหาเรื่อง Hardware Vendor Lock-in
  • Cloud Storage เป็นระบบ Storage ที่อยู่บน Cloud ซึ่งก็จะมีประเภทย่อยๆ ภายในอีกหลากหลาย สำหรับรองรับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

 

Dell EMC กับเทคโนโลยี Storage สำหรับตอบโจทย์การใช้งานเชิงธุรกิจในรูปแบบต่างๆ

สำหรับการแนะนำเทคโนโลยี Storage ต่างๆ ของ Dell EMC ในบทความนี้ จะขอแนะนำ Storage แต่ละรุ่น พร้อมระบุประเภทและตัวอย่างการนำไปใช้งานที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 

1. Dell EMC VMAX All-Flash: Mission-Critical All-Flash Storage จาก Dell EMC

Dell EMC VMAX All-Flash นี้เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับงานด้าน Mission-Critifcal Application โดยเฉพาะ ด้วยความทนทานระดับ 99.9999% พร้อมทั้งความสามารถในการเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่นทั้งแบบ Scale-Up และ Scale-Out เพื่อจัดเก็บข้อมูลรวมกันได้มากถึง 4PB ภายในระบบเดียว อีกทั้งยังสามารถทำงานแบบ Active-Active Clutering ข้ามสาขาระยะไกลได้ด้วย SRDF เพื่อเพิ่มระดับความทนทานให้สูงถึง 99.99999% (7-Nines) รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับทั้ง Server และ Mainframe ได้ในตัว

 

2. Dell EMC XtremIO All-Flash Scale-Out Array: All-Flash Storage ประสิทธิภาพสูงมาก สำหรับระบบ VDI, Virtualization และ Database

Dell EMC XtremIO All-Flash Scale-Out Array นี้เป็นระบบ All-Flash Storage ซึ่งให้บริการข้อมูลแบบ Block ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ Data Center ขององค์กรด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับ Flash ของ Dell EMC ลงไป มุ่งเน้นให้ SSD ภายในสามารถทำการจัดเก็บข้อมูลได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด, คุ้มค่าสูงสุด และทนทานสูงสุด ด้วย Latency ที่ต่ำมาก และทำการบีบอัดข้อมูลแบบ In-line อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีความสามารถพิเศษในการจัดการ Data Copy Operation ได้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า Storage อื่นๆ รองรับพื้นที่ใช้งานได้สูงถึง 5.5PB พร้อมความสามารถในการปกป้องข้อมูล, สำรองข้อมูล และเข้ารหัสข้อมูลในตัว เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานเป็นระบบ Storage หลักภายในองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

 

3. Dell EMC Isilon NAS Storage: File/Object Storage ขนาดใหญ่ สำหรับงาน Big Data และ Video ประสิทธิภาพสูง

Dell EMC Isilon NAS Storage นี้เป็นระบบ File Storage สำหรับจัดเก็บข้อมูล Unstructured Data ขนาดใหญ่เพื่อตอบโจทย์การรองรับความต้องการของ Data Lake โดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นเรื่องของการขยายได้แบบ Scale-Out และการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ Single File System (Single Name Space) พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และจะช่วยเพิ่มทั้ง Performance และ Capacity ให้กับระบบได้อย่างต่อเนื่องปราศจากปัญหาเรื่องข้อจำกัดในการเพิ่มขยายในอนาคต

นอกจากนี้ Dell EMC Isilon ยังรองรับการทำงานแบบ Muti-Protocol ได้ ไม่ว่าจะเป็น Traditional Protocol อย่างเช่น FTP, SMB หรือ NFS รวมไปถึง Emerging Protocol อย่างเช่น RESTful, Swift, HTTP และ HDFS สามารถใช้งานกับ Application ที่หลากหลายรวมไปถึงการทำ Big Data Analytics เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจขององค์กร

Isilon รุ่น All-Flash, Hybrid และ Archive Node สามารถทำงานร่วมกันได้ และมีความสามารถในการทำ Auto Tiering เพื่อช่วยลดต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูล ข้อมูลที่ต้องการทำการ Archive หรือจัดเก็บเป็นระยะเวลานานตามกฏข้อบังคับ จะถูกเก็บบนพื้นที่สำหรับการทำ Archive ซึ่งจะมีต้นทุนที่ถูกกว่า ในขณะที่ข้อมูลที่มีการเรียกใช้งานประจำจะถูกเก็บบนพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานโดยอัตโนมัติตาม Policy ที่ถูกกำหนดไว้ให้เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน

 

4. Dell EMC Unity: Storage เอนกประสงค์สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง

Dell EMC Unity Storage นี้เป็นระบบ Unified Storage ที่รองรับได้ทั้งการทำหน้าที่เป็น SAN และ NAS ในระบบเดียว โดยมีรุ่นให้เลือกใช้งานทั้งแบบ All-Flash, Hybrid และ Hard Disk Drive ได้หลากหลายตามความต้องการ โดยรุ่นที่เป็น Hardware นั้นรองรับความจุได้สูงสุด 16PB ต่อชุด และรุ่นที่เป็น Virtual Machine นั้นรองรับความจุได้สูงสุด 50TB ต่อชุด ทำให้ถือเป็นหนึ่งใน Storage ที่ตอบโจทย์องค์กรได้ตั้งแต่องค์กรยังเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง และขยายจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ Dell EMC Unity นี้มีความน่าสนใจก็คือการที่ Dell EMC Unity นั้นเปิดให้ใช้ฟีเจอร์ทั้งหมดบนตัว Storage ได้ตั้งแต่แรกเริ่มทันทีโดยที่ไม่ต้องซื้อ License ใดๆ เพิ่มเติม ทำให้องค์กรสามารถใช้งานความสามารถของ Dell EMC Unity ได้อย่างเต็มที่ทันทีตั้งแต่วันแรกที่นำมาติดตั้งใช้งาน

 

5. Dell EMC SC Series: Scale-Out Storage ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมฟีเจอร์หลากหลาย

Dell EMC SC Series นี้ถือเป็นอีกหนึ่ง Storage จาก Dell EMC ที่มีความยืดหยุ่นสูง ด้วยการรองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Scale-Up พร้อม federation capability หรือความสามารถ Storage Hypervisor ที่จะช่วยผสาน Dell EMC SC Series จำนวนหลายๆ เครื่อง ให้มาทำงานร่วมกันและบริหารจัดการร่วมกันจากศูนย์กลางได้ อีกทั้งยังมีความสามารถ Live Volume ที่ช่วยปกป้องให้ Volume ทั้งหมดยังคงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่า Hardware จะมีปัญหา หรือต้องการย้าย Volume ระหว่างอุปกรณ์ก็สามารถทำได้โดยไม่เกิด Downtime แต่อย่างใด พร้อมทำ Disaster Recovery (DR) ได้ในตัว ซึ่งทั้งความสามารถในการทำ Live Volume และ DR นี้จะมีให้ใช้งานได้ทันทีในรุ่น All-Flash ได้แก่ SC5020F และ SC7020F โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

6. Dell EMC ScaleIO: Software-Defined Storage ที่จะเปลี่ยน Dell EMC PowerEdge Server ให้กลายเป็น Storage ประสิทธิภาพสูง

สำหรับเหล่าองค์กรที่กำลังมองหาระบบ Software-Defined Storage เพื่อเน้นความยืดหยุ่นในการเพิ่มขยายและการบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องการเปลี่ยนรุ่นหรืออัปเกรด Hardware ให้กับระบบ Storage สำหรับใช้งานภายในระบบ Private Cloud หรือ Public Cloud ทาง Dell EMC ได้ทำการพัฒนา Dell EMC ScaleIO ที่สามารถติดตั้งได้บน x86 Server ให้ทำหน้าที่เป็น Scale-Out Storage ที่ทำงานตั้งแต่ 3 Node ไปจนถึงมากกว่า 1,000 Node และมีประสิทธิภาพสูงถึง 10 ล้าน IOPS พร้อมทั้งยังสามารถทำ Snapshot, Compression, Thin Provisioning, QoS, Data Protection และ High Availability ในตัว

 

7. Dell EMC Elastic Cloud Storage (ECS): Software-Defined Storage สำหรับระบบ Object Storage ภายในองค์กร

การใช้งาน Object Storage ภายในองค์กรนั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เมื่อเหล่าบรรดา Backup Software ต่างออกมาสนับสนุนการสำรองข้อมูลไปยัง Object Storage รวมถึงการนำไปใช้งานกับระบบอื่นๆ เช่น Big Data, Internet of Things (IoT), Private Cloud ไปจนถึง Application สมัยใหม่นั้นต่างก็มีการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลบน Object Storage ก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นภายในองคืกร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ Object Storage ส่วนใหญ่ในตลาด หากไม่เป็นระบบที่มีราคาสูงไปเลย ก็มักเป็น Open Source ที่ผู้ใช้งานต้องการทำการดูแลด้วยตัวเอง

Dell EMC Elastic Cloud Storage (ECS) นี้จึงเป็นโซลูชันที่ออกมาตอบโจทย์ของตลาดในเวลานี้ ด้วยราคาที่ไม่สูง และยังคงเป็นระบบ Object Storage ที่มีทั้งประสิทธิภาพ, ความทนทาน, เพิ่มขยายได้ง่าย และมีทีมงานของ Dell EMC คอยสนับสนุนอยู่โดยตรง ทำให้องค์กรสามารถใช้งานระบบ Object Storage ได้อย่างมั่นใจ

 

8. Dell EMC CloudArray: เชื่อมต่อ Cloud Storage เข้ากับระบบ Storage ขององค์กรได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ

อีกหนึ่งโซลูชันที่น่าสนใจนี้ก็คือระบบ Dell EMC CloudArray ที่จะทำการเชื่อมบริการ Cloud Storage ทั้งจาก Private Cloud อย่าง Dell EMC ECS, Dell EMC Atmos, Dell EMC Isilon และ Public Cloud อย่าง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Virtustream เข้ากับระบบ SAN หรือ NAS Storage ภายในองค์กร กลายเป็น Storage อีก Tier หนึ่งที่มีความคุ้มค่าสูง โดย Dell EMC Cloud Array จะคอยทำหน้าที่เรื่องการเข้ารหัส, การบีบอัดข้อมูล และการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลให้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ข้อมูลขององค์กรที่ถูกนำไปบันทึกจัดเก็บอยู่บน Cloud Storage นั้นปลอดภัยจากการถูกขโมยหรือนำไปใช้งานในทางที่ผิดนั่นเอง

 

9. Dell EMC VxRail: ระบบ Hyper-Converged Infrastructure ประสิทธิภาพระดับ 1 ล้าน IOPS

สำหรับโซลูชันสุดท้ายที่จะแนะนำในบทความนี้ก็คือ Dell EMC VxRail ระบบ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) ที่ผสานเทคโนโลยีระหว่าง Dell EMC เข้ากับ VMware ด้วยการนำเทคโนโลยี VMware vSphere และ VMware vSAN มาติดตั้งบน Dell EMC PowerEdge พร้อมเสริมความสามารถด้านการสำรองข้อมูลและการจัดการ Cloud Storage จาก Dell EMC เพิ่มเติมเข้าไป ทำให้ Dell EMC VxRail นี้มีความแตกต่างจากโซลูชัน HCI รายอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีจาก VMware เช่นกัน เหมาะสำหรับองค์กรที่ใช้งาน VMware ภายใน Data Center เป็นหลักอยู่แล้ว และต้องการระบบที่เพิ่มขยายได้ง่าย หรือนำไปติดตั้งตามสาขาต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

 

Dell EMC Future-Proof Storage Loyalty Program: ใช้ Storage จาก Dell EMC ในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่เหล่าลูกค้าองค์กรของ Dell EMC ทาง Dell EMC จึงได้ออกโครงการ Dell EMC Future-Proof Storage Loyalty Program ขึ้นมาสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Dell EMC Midrange Storage ได้แก่ Dell EMC Unity และ Dell EMC SC Series ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ไปดังนี้

  • รับประกันความพึงพอใจนานถึง 3 ปี ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นรับประกันเพียงแค่ 30 วัน
  • รับประกันการบีบอัดข้อมูลด้วยอัตราส่วน 4:1 โดยหากการใช้งานจริงไม่เป็นไปตามอัตราส่วนนี้ จะมีการชดเชยพื้นที่เพิ่มเติมให้ทันที
  • สามารถย้ายข้อมูลไปยังระบบ Storage รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเครื่องมือย้ายข้อมูลที่แถมมาให้พร้อมใช้งาน
  • สามารถ Trade-in ระบบเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Dell EMC ได้ เมื่อต้องการขยายระบบให้กลายเป็นรุ่นใหญ่ขึ้น
  • มีลิขสิทธิ์การใช้งานสำหรับการจัดการข้อมูล, การบริหารจัดการระบบ และการสำรองข้อมูลให้ทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม
  • มีบริการ Virtustream Storage Cloud ให้ใช้งานได้ฟรีสำหรับ Dell EMC Unity All-Flash ทุกรุ่น และจะทำการสำรอง File และ Snapshot ขึ้นไปยัง Cloud โดยอัตโนมัติ (ปัจจุบันความสามารถนี้ยังไม่รองรับในไทย คาดว่าจะรองรับได้ในอีกไม่นาน)

 

ติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ Dell EMC ทั่วไทยได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Dell EMC สามารถติดต่อ Systems Integrator หรือ Distributor ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Dell EMC เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติม, การนำเสนอ หรือใบเสนอราคาได้ทันที

The post Storage แบบเดียวไม่สามารถตอบได้ทุกโจทย์! รู้จัก 9 โซลูชัน Enterprise Storage จาก Dell EMC appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

OSEDA 2017 Workshop: อบรมสั้นเรียนรู้ Ansible, Alfresco, IoT, Git 15 ธันวาคม 2017 นี้

TechTalkThai - Thu, 12/07/2017 - 22:12

สมาคมศึกษาและพัฒนาโอเพ่นซอร์ส (OSEDA) จัด Workshop ประจำปี 2017 สอนเทคโนโลยี Open Source ที่น่าสนใจด้วยกัน 4 รายการในราคาประหยัด ได้แก่ Ansible, Alfresco, IoT และ Git พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนได้แล้วดังนี้

วันที่: 15 ธันวาคม 2017
เวลา: 09.00 – 16.00
สถานที่: สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)

 

Ansible: Infrastructure as a Code Workshop (9.00 – 16.00) ราคา 2,000 บาท

เรียนรู้การทำ Automation สำหรับการทำ Software Provisioning, Configuration Management และ Application Deployment ด้วยการใช้ Ansible โดยคุณ Damrongsak Reetanon with MFEC team

 

IoT 101 Workshop (9.00 – 16.00) ราคา 2,000 บาท รวมอุปกรณ์

ประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์ที่เป็น IoT (Internet Of Things) เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้น โดยสามารถตรวจสอบและติดตามข้อมูลต่าง ๆ ผ่านทางระบบ Cloud โดยอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการพัฒนาคือ NodeMCU ESP8266 ร่วมกับ sensor ในการตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งพัฒนาโปรแกรมบน Platform Arduino IDE และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้สร้าง Mini Project IoT 2 Way Switch เพื่อให้สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟได้ทั้งจาก Smartphone หรือสวิทช์ไฟปกติที่บ้าน พร้อมทั้งยังประยุกต์ให้ควบคุมพัดลมดูดอากาศให้ทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยคุณปริญญา เอกโพธิ์ – KoMomi

 

Alfresco 101 Workshop (13.00 – 16.00) ราคา 800 บาท

รู้จักกับระบบ Open Source Enterprise Content Management เพื่อนำไปบริหารจัดการไฟล์เอกสารต่างๆ ภายในองค์กร พร้อมให้ผู้ใช้งานทำการแบ่งปันไฟล์ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยคุณ Nattaphon Neamkasipong with B Circle Teams

 

Git 101 Workshop (9.00 – 12.00) ราคา 800 บาท

เรียนรู้การใช้ Version Control System สำหรับติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึั้นกับไฟล์และโค้ดด้วย Git โดยคุณ สว่างพงศ์ หมวดเพชร – IT Bakery

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและทำการลงทะเบียนได้ทันทีที่ https://www.zipeventapp.com/e/OSEDA-2017-Workshop โดยสามารถใส่ Promo Code ว่า OSEDA20 เพื่อรับส่วนลดได้ทันที 20%

The post OSEDA 2017 Workshop: อบรมสั้นเรียนรู้ Ansible, Alfresco, IoT, Git 15 ธันวาคม 2017 นี้ appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Debian เปิดเว็บ Debsources ให้เข้าถึง Source Code ของ Debian ได้อย่างง่ายดาย

TechTalkThai - Thu, 12/07/2017 - 21:38

ทีมงาน Debian ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Linux ชื่อดัง ได้ออกมาประกาศเปิดตัวเว็บใหม่ Debsources ที่ได้รวบรวมเอา Source Code ของ Debian ในทุกๆ Release เอาไว้ พร้อมเปิดให้เราเข้าไปทำการค้นหาได้อย่างง่ายดาย

Credit: Debian Project

 

เว็บไซต์แห่งนี้อยู่ที่ https://sources.debian.org/ โดยนอกจากจะมี Source Code พร้อมระบบ Search Engine ให้เราได้เข้าไปค้นหาโค้ดของ Package ต่างๆ ได้เองแล้ว ก็ยังมีส่วนของ Documentation ที่เป็นคู่มือการใช้งานและการจัดเก็บข้อมูลภายในเว็บ และมีส่วนของ Stat ระบุถึงตัวเลขทางสถิติด้านต่างๆ เปรียบเทียบ Debian แต่ละรุ่น รวมถึงสถิติทางด้าน Source Code ของ Debian เองอีกด้วย

ส่วนด้านล่างนี้เป็นกราฟส่วนแบ่งของภาษาต่างๆ ที่ใช้ในการพัฒนา Debian ครับ

Credit: Debian

 

ที่มา: https://lists.debian.org/debian-devel-announce/2017/12/msg00000.html

The post Debian เปิดเว็บ Debsources ให้เข้าถึง Source Code ของ Debian ได้อย่างง่ายดาย appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Pages