Technology

Facebook ปล่อยไม้ตาย ดึงเด็กเข้า Ecosystem ด้วย “Messenger Kids”

Thumbs Up - Mon, 12/04/2017 - 20:37

 

มีรายงานว่า เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,200 ล้านคนอย่าง Facebook Messenger ได้เปิดเวอร์ชัน Kids สำหรับเด็ก ๆ แล้ว โดยเวอร์ชันนี้เปิดมาเพื่อรองรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยเฉพาะ และมาพร้อมระบบซีเคียวริตี้เพื่อช่วยปกป้องเด็ก ๆ จากผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจเข้ามาหลอกลวงเด็ก ๆ ด้วย

โดยชื่อของแอปพลิเคชันที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการคือ “Messenger Kids” ซึ่งผู้ปกครองสามารถดาวน์โหลดและสร้างโปรไฟล์ให้เด็ก ๆ ได้ ข้อดีของแอปพลิเคชันคือ คนที่จะคุยกับเด็ก ๆ ได้นั้นต้องเป็นคนที่ผู้ปกครองอนุญาตก่อนด้วย

แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ กลยุทธ์ของ Facebook ที่มองว่า เมื่อมี Messenger Kids ก็หมายความว่าสมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็สามารถอยู่ด้วยกันในกรุ๊ปแชท และสามารถสื่อสารถึงกันได้ อีกทั้ง เด็ก ๆ วัยพรีทีนเหล่านี้ยังไม่สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานของ Facebook ได้ แต่หากจะรอให้เด็ก ๆ โต ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันว่าอาจจะหนีไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเช่น Snapchat เสียก่อน ดังนั้น การมี Messenger Kids จึงเป็นการดึงผู้ใช้งานกลุ่มนี้เข้าสู่ Ecosystem ของ Facebook ได้ และสามารถใช้ Messenger Kids เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับเพื่อนฝูงได้ด้วย 

นอกจากนี้ในแอปพลิเคชัน Messenger Kids ยังมีฟิลเตอร์ที่ป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ แชร์ภาพนู้ด หรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความรุนแรงติดตั้งเอาไว้ และมีการออกแบบ GIF, หน้ากากต่าง ๆ สำหรับเด็ก ๆ ให้ได้ใช้งานกันด้วย

ทั้งหมดนี้ หากพิจารณาคุณสมบัติของ Messenger Kids ให้ดี ๆ แล้ว มองได้ว่า Messenger Kids น่าจะเป็นอาวุธลับที่ Facebook ส่งออกมาเพื่อจัดการกับ Snapchat ให้เด็ดขาดนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ TechCrunch

 Source: thumbsup

The post Facebook ปล่อยไม้ตาย ดึงเด็กเข้า Ecosystem ด้วย “Messenger Kids” appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ไม่สนแล้ว? Facebook ลุยโฆษณา pre-roll บน Watch

Thumbs Up - Mon, 12/04/2017 - 17:56

หลังจากเปิดบริการครบ 3 เดือน วันนี้มีข่าวว่า Facebook กำลังเริ่มเปิดศักราชสร้างรายได้จากโฆษณาวิดีโอบนบริการ Watch โดย Facebook จะประเดิมด้วยการทดสอบระบบโฆษณาเล่นก่อนรายการหรือ pre-roll video บนแพลตฟอร์ม Watch

31 สิงหาคมที่ผ่านมาคือวันที่ Facebook Inc เปิดให้บริการวิดีโอชื่อ Watch แก่ชาวอเมริกันทุกคน โดยวางแผนให้ผู้คนสามารถเพิ่มรายการโชว์ที่ตัวเองชอบแล้วแบ่งให้เพื่อนชม ความเคลื่อนไหวนี้ถูกฟันธงว่าเจ้าพ่อเครือข่ายสังคมเบอร์ 1 ของโลกจะสามารถเขย่าบัลลังก์ของ Alphabet Inc ด้วยการแย่งส่วนแบ่งรายได้โฆษณาจาก YouTube มาไม่มากก็น้อย

ล่าสุด มีรายงานว่า Facebook กำลังจะเริ่มหาทางสร้างรายได้จากโฆษณาวิดีโอบน Watch ด้วย pre-roll ad ทั้งที่ก่อนหน้านี้ Facebook แสดงท่าทีต่อต้านรูปโฆษณานี้ โดย Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งได้กล่าวว่าโฆษณา pre-roll ads นั้นไม่สอดคล้องกับระบบแสดงฟีดข่าวหรือ News Feed ของบริษัท

สื่ออเมริกันที่รายงานว่า Facebook จะทำ pre-roll ad คือ Variety จุดนี้รายงานระบุว่า Facebook กำลังพอใจกับผลงานของ Watch ซึ่งถูกตั้งเป้าเงินลงทุน 1 พันล้านเหรียญในการสร้างเนื้อหาวิดีโอต้นฉบับสำหรับเผยแพร่บน Facebook ที่แรก ทำให้ Facebook เริ่มเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ไม่มีการยืนยันใดจาก Facebook ซึ่งหากเป็นจริง ผู้บริโภคย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยากชมรายการของ Facebook ที่มีคิวเปิดตัวภาพยนตร์สารคดี 8 ตอนเกี่ยวกับทีมฟุตบอลเรอัลมาดริด รวมถึงซีรีส์เรียลริตี้เกี่ยวกับครอบครัวของผู้เล่นทีม L.A. Lakers ชื่อ Lonzo Ball ทั้ง 2 รายการถือเป็นเนื้อหาที่เจาะกลุ่มตลาดเฉพาะทางอย่างแฟนกีฬาแดนลุงแซมแบบสุดขีด

นอกจากนี้ยังมีรายการที่ไม่มีสคริปต์ซึ่งนำแสดงโดย Bill Murray และพี่ชาย Brian Doyle-Murray รวมถึงรายการเรียลริตี้เกี่ยวกับดาวดัง NBA อย่าง Dwayne Wade และละครชุดหรือซีรีส์ดราม่าจากผลงานการผลิตของ Kerry Washington

ที่มา: TheDrum

 Source: thumbsup

The post ไม่สนแล้ว? Facebook ลุยโฆษณา pre-roll บน Watch appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

นาซาลองติดเครื่องยนต์ของยานอวกาศรุ่นคุณปู่ “วอยเอจเจอร์ 1” ปรากฏว่ามันทำงานได้

Jimmy Blog - Mon, 12/04/2017 - 14:51

วอยเอจเจอร์ 1 คือ “คุณปู่” ที่แท้จริง คู่มากับวอยเอจเจอร์ 2 คู่ฝาแฝดที่ออกเดินทางจากโลกไปตั้งแต่ปี 1977 นับถึงวันนี้ก็ 40 ปีเศษพอดี

สำหรับการเดินทางยาวนาน 40 ปีด้วยความเร็ว 61,198 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับ วอยเอจเจอร์ 1 และ 55,347 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับ วอยเอจเจอร์ 2 ทำให้ทั้งคู่ออกจากขอบเขตชั้นนอกสุดของระบบสุริยะไปอยู่ในที่ว่างระหว่างดวงดาวหรือ interstellar ไปตั้งแต่ปี 2012 และยังคงเดินทางห่างออกไปเรื่อยๆ

ไกลแค่ไหน ลองเทียบแบบนี้ แสงที่ว่าไว เดินทาง วินาทีเดียวได้ 7 รอบโลกครึ่ง กลับต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 19.35 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงตำแหน่งที่คุณปู่วอยเอจเจอร์ 1 กำลังเดินทางอยู่เวลานี้ คิดเป็นระยะทางก็ไกลเกินกว่า 21,000 ล้านกิโลเมตรเข้าไปแล้ว (21,143,373,835 ก.ม. คิดถึง ณ เวลาที่กำลังเขียนบทความนี้ คือ 4 ธ.ค.60)

แต่ปัญหาก็เริ่มเกิด (จริงๆเกิดมาเรื่อยๆแก้มาเรื่อยๆ) เมื่อจานสายอากาศของยานเริ่มหันไม่ตรงตำแหน่งที่จะติดต่อกับโลก นั่นหมายความว่าหากปล่อยไปแบบนี้เราอาจขาดการติดต่อกับยานวอยเอจเจอร์ 1 ได้

ทีมวิศวกรของ NASA ตัดสินใจส่งคำสั่งให้คุณปู่ติดเครื่องยนต์ปรับทิศทางของยาน เครื่องยนต์จรวดที่ใช้ไปครั้งสุดท้ายเมื่อ 37 ปีที่แล้วแถวๆดาวเสาร์ (ลองคิดว่าถ้าคุณจอดรถไม่ติดเครื่อง 37 ปีแล้วลองสตาร์ทดู โอกาสติดจะมีแค่ไหน) ผลปรากฏสร้างความยินดีให้ทีมงานที่ควบคุมยานเป็นอย่างมาก เมือเครื่องยนต์โบราณของคุณปู่วอยเอจเจอร์สามารถทำงานได้ ยานจึงหมุนรอบตัวเพื่อปรับตำแหน่งจานสายอากาศให้หันมาทางโลกได้ตรงตำแหน่ง ส่งผลให้เรายังสื่อสารกับคุณปู่วอยเอจเจอร์ 1 ไปได้อีกจนกว่าจะถึงปี 2025 เมื่อเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยความร้อนจากไอโซโทปรังสี (RTG) ของยานหมดพลังลง วอยเอจเจอร์ทั้งสองก็จะขาดการติดต่อกับโลกไปตลอดกาล

ที่มา http://blogs.discovermagazine.com/d-brief/2017/12/01/voyager-1-thrusters/#.WiTIwdJl_ct
อ้างอิง https://www.geo.tv/latest/170297-nasa-successfully-fires-voyager-1-thrusters-after-37-years

*** ส่องดูตำแหน่ง ณ เวลานี้ของยานอวกาศทั้ง 2 ลำได้ที่ https://voyager.jpl.nasa.gov/mission/status/

เรียบเรียงโดย @MrVop

Categories: Technology

คาดการณ์ปี 2020 วิดีโอจะกลายเป็นสื่อหลักบนอินเทอร์เน็ต

Thumbs Up - Mon, 12/04/2017 - 14:13

ใครที่ยังไม่เริ่มต้นกับคอนเทนต์วิดีโอ อาจต้องลุกขึ้นมาขยับแข้งขยับขากันได้แล้ว เพราะมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 นั้น คอนเทนต์กว่า 80% ของทราฟฟิกทั่วโลกจะเป็นคอนเทนต์วิดีโอ และจะมีนักการตลาดถึง 87% ใช้วิดีโอกับแคมเปญของตัวเอง

โดยคอนเทนต์ที่คาดการณ์กันว่าจะมาแรงที่สุดสำหรับวิดีโอคือคอนเทนต์ประเภท Live ทั้งหลายที่ปัจจุบันเปิดให้บริการบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, YouTube, Snapchat ซึ่งมีแนวโน้มว่าตลาดดังกล่าวจะมีมูลค่าถึง 70.5 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2021 เลยทีเดียว และเมื่อเวลานั้นมาถึง มีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคเองก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมไปอีก โดยจะมีความต้องการชมคอนเทนต์แบบ Live กันมากขึ้น ส่วนคอนเทนต์แบบ Text ก็แน่นอนว่าจะถูกลดทอนความสำคัญลงไปตามระเบียบ

ในแง่ของระยะเวลาก็เช่นกัน มีแนวโน้มว่า การ Live ในอนาคตจะใช้เวลายาวนานมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ประมาณสามเท่าอีกด้วย

แต่นอกจากคอนเทนต์วิดีโอที่จะถึงผู้บริโภคให้อยู่กับแบรนด์บนช่องทางต่าง ๆ แล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญไม่แพ้กัน และจะมีบทบาทมากขึ้นในปีหน้าที่จะถึงนี้ก็คือแชทบ็อท เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายมากขึ้น แถมยังไม่มีการจำกัดเวลาเหมือนในอดีต ดังนั้นแชทบ็อทจึงเป็นทางเลือกที่แบรนด์ต่าง ๆ จะหยิบมาพิจารณามากขึ้นนั่นเอง

โดยมีการคาดการณ์ว่า แชทบ็อทเองก็จะครองส่วนแบ่งในตลาดแชทมากขึ้น ประมาณ 30% ของทราฟฟิกทั้งหมด

ส่วนผู้บริโภคของเราจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มใดกันบ้าง ถ้าถามชาว Gen Z ที่ชื่นชอบ YouTube เป็นทุนเดิมก็คงต้องบอกว่า อยู่กับ YouTube มากที่สุด 31% รองลงมาก็คือ Instagram 24% ส่วน Facebook – Snapchat นั้นใกล้เคียงกันที่ 11% และ 14% ส่วน Twitter อยู่ที่ 5% ซึ่งแพลตฟอร์มหลักของชาว Gen Z ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นแพลตฟอร์มที่ Influencers มีอิทธิพลสูงมากเสียด้วย ทั้งหมดนี้จึงอาจนำไปสู่การคาดการณ์ได้ว่า นักการตลาดยุคดิจิทัลคงต้องเจอกับการทำงานอย่างหนักเช่นนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ ๆ เลยนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ MarketingProfs

 

 

 

 Source: thumbsup

The post คาดการณ์ปี 2020 วิดีโอจะกลายเป็นสื่อหลักบนอินเทอร์เน็ต appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Chrome พร้อมบล็อกแอปพลิเคชันที่ Inject โค้ดลงในโปรเซส

TechTalkThai - Mon, 12/04/2017 - 13:46

มีการประกาศว่า Chrome Window ในเวอร์ชัน 68 จะป้องกันซอฟต์แวร์ในการ Inject โค้ดไปในโปรเซสของ Chrome  ซึ่งคาดว่าจะออกมาช่วงกรกฎาคมปี 2018 โดยในเวอร์ชัน 66 นี้ Chrome จะเริ่มเตือนผู้ใช้งานถึงซอฟต์แวร์ Third-party ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว 

2 ใน 3 ของผู้ใช้งาน Chrome มักมีการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีการปฎิสัมพันธ์กับ Browser เช่น Accessibility Software หรือ Antivirus เป็นต้น โดยบางซอฟต์แวร์ต้องการ Inject โค้ดลงใน Chrome เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถทำงานได้ซึ่งนำไปสู่การเกิดการทำงานผิดพลาด “มีผู้ใช้งานซอฟต์แวร์กับ Chrome บน Window มากกว่า 15% ที่ใช้การ Inject โค้ดแล้วทำให้เกิดการทำงานผิดพลาด“–Chris Hamilton หนึ่งในทีมด้านสเถียรภาพจาก Chrome กล่าว นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าในการใช้งานโค้ดภายในโปรเซสของ Chrome เช่น Chrome Extension และ Native Massaging (ช่องทางที่ Chrome อนุญาติให้ Extension ทำงานกับโปรแกรมหลัก)

Chrome เวอร์ชัน 68 บน Window จะเริ่มบล็อกการ Inject โค้ดแต่ก่อนจะถึงตรงนั้นในเวอร์ชัน 66 จะเริ่มมีการแจ้งเตือนผู้ใช้หลังจากเกิดเหตุการณ์การทำงานผิดพลาดถึงซอฟต์แวร์ที่เป็นต้นเหตุ รวมถึงแนะนำวิธีอัปเดตหรือวิธีการลบซอฟต์แวร์ดังกล่าวออก โดย Chrome เวอร์ชัน 68 มีเงื่อนไขคือจะบล็อกการ Inject โค้ดในกรณีที่ไม่ทำให้ Chrome เริ่มต้นการทำงานไม่ได้เท่านั้น ในทางกลับกันหากการบล็อกนั้นทำให้ Chrome ไม่สามารถเริ่มต้นการทำงานได้ มันจะเริ่มต้นการทำงานใหม่และอนุญาตการ Inject โค้ดได้ แต่เตือนผู้ใช้งานว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นพร้อมทั้งแนะนำการลบซอฟต์แวร์ที่ก่อปัญหาออก

คาดว่าในปี 2019 จะมีการออก Chrome เวอร์ชัน 72 ที่มีความสเถียรและบล็อกการ Inject Code ใน Browser เสมอ แต่ก็มีข้อยกเว้นโดย Hamilton กล่าวว่าโค้ดที่มีลายเซ็นจาก Microsoft หรือ Accessibility ซอฟต์แวร์ และ IME ซอฟต์แวร์จะไม่ได้รับผลกระทบ

ที่มา : http://www.securityweek.com/chrome-block-apps-injecting-its-processes?

The post Chrome พร้อมบล็อกแอปพลิเคชันที่ Inject โค้ดลงในโปรเซส appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

เตือน 66% ของแอป Cryptocurrency ยอดนิยมบน Android ไม่เข้ารหัสข้อมูล

TechTalkThai - Mon, 12/04/2017 - 13:36

จากการที่กระแสงเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency เริ่มบูมมากขึ้น ส่งผลให้มีแอปพลิเคชันสำหรับแลกเปลี่ยนหรือทำธุรกรรมโดยใช้ Cryptocurrency เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันเหล่านี้ยังขาดการออกแบบให้มีความมั่นคงปลอดภัย เช่น การเข้ารหัสข้อมูล

Credit: MichaelWuensch

High-Tech Bridge บริษัทที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศชื่อดัง ได้ออกมาแจ้งเตือนถึงภัยคุกคามบนแอปพลิเคชัน Cryptocurrency ซึ่งนอกจากจะพบว่ามีแฮ็กเกอร์สร้างแอปพลิเคชันปลอมเพื่อหลอกขโมยชื่อบัญชีและรหัสผ่านของผู้ใช้แล้ว ยังแอปพลิคเชันแท้ส่วนใหญ่ยังขาดการพัฒนาให้มีความมั่นคงปลอดภัย ส่งผลให้อาจถูกแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลสำคัญออกไปได้

High-Tech Bridge ใช้ Mobile X-Ray ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับวิเคราะห์แอปพลิเคชันบนอุปกรณพกพาที่พัฒนาขึ้นมาเอง ในการสำรวจแอปพลิเคชัน Crytocurrency ยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับติดตามค่าเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา หรือ Wallet จำนวนรวม 90 แอป พบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ร้อยละ 94 ใช้การเข้ารหัสข้อมูลแบบเก่าที่ไม่แนะนำให้ใช้กันแล้ว
  • ร้อยละ 66 ไม่ได้ใช้ HTTPS ในการเข้ารหัสข้อมูลที่รับส่งกับภายนอก
  • ร้อยละ 44 มีการ Hard Code รหัสผ่านลงไปในโค้ดของแอปพลิเคชันเลย
  • ร้อยละ 94 ของแอปพลิเคชันมีความเสี่ยงระดับปานกลางหรือสูงกว่ามากกว่า 3 รายการ

จากสถิติเหล่านี้ ทำให้เห็นว่าการใช้งานบางแอปพลิเคชันที่ไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลอย่างเหมาะสมในร้านกาแฟ สนามบิน หรือเชื่อมต่อกับ Wi-Fi สาธารณะ อาจทำให้แฮ็กเกอร์สามารถดักฟังทราฟฟิก ขโมยรหัสผ่าน หรือแม้แต่เข้าถึง Wallet ของผู้ใช้งานได้ทันที จึงแนะนำให้ผู้ใช้ระมัดระวังในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Crytocurrency มาใช้งาน ตรวจสอบคุณสมบัติของแอปพลิเคชันและอ่านรีวิวให้ดีก่อนดาวน์โหลด ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงการใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้ในพื้นที่สาธารณะ

ที่มา: https://motherboard.vice.com/en_us/article/bj7wev/66-percent-of-popular-android-cryptocurrency-apps-dont-use-encryption

The post เตือน 66% ของแอป Cryptocurrency ยอดนิยมบน Android ไม่เข้ารหัสข้อมูล appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติสหราชอาณาจักรเตือนรัฐ หยุดใช้ Antivirus จากรัสเซีย

TechTalkThai - Mon, 12/04/2017 - 11:51

หลังจากสหรัฐฯ สั่งแบน Kaspersky Lab จากรัสเซีย ครั้งนี้ถึงคราวสหราชอาณาจักร

ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ (NCSC) หนึ่งในสำนักงานย่อยของหน่วยข่าวกรอง (GCHQ) ของสหราชอาณาจักร ส่งจดหมายแจ้งเตือนไปยังกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ แนะนำให้หยุดใช้งานซอฟต์แวร์ Antivirus จากรัสเซียบนคอมพิวเตอร์ที่มีการเก็บข้อมูลลับของรัฐบาล

Credit: ShutterStock.com

Ciaran Martin ผู้ซึ่งเป็น CEO ของ NCSC ลงนามในจดหมายแจ้งเตือนฉบับนี้ด้วยตนเอง โดยเนื้อหาในจดหมายมีการกล่าวถึงประเด็นความเสี่ยงของ Supply Chain ในผลิตภัณฑ์บนระบบ Cloud รวมไปถึงการใช้ซอฟต์แวร์ Antivirus พร้อมระบุว่ามีหน่วยงานรัฐบางแห่งที่ยอมรับการใช้ซอฟต์แวร์จากบริษัทที่อยู่ในรายชื่อบัญชีต้องห้ามโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรีซึ่งกล่าวว่า รัสเซียกำลังดำเนินการที่ส่งผลต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักรในโลกไซเบอร์อีกด้วย ดังนั้น หน่วยงานรัฐจึงควรพิจารณาถึงการนำผลิตภัณฑ์จากรัสเซียมาใช้งานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซอฟต์แวร์ Antivirus เนื่องจากซอฟต์แวร์เหล่านี้มีการติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบที่สูง

อย่างไรก็ตาม จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุให้หน่วยงานรัฐสั่งแบนซอฟต์แวร์จากรัสเซียแต่อย่างใด เพียงแค่ให้คำแนะนำว่า บางระบบที่มีความสำคัญหรือเป็นความลับ ไม่ควรนำซอฟต์แวร์จากประเทศดังกล่าวมาใช้งานเนื่องจากประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ

To that end, we advise that where it is assessed that access to the information by the Russian state would be a risk to national security, a Russia-based AV company should not be chosen. In practical terms, this means that for systems processing information classified SECRET and above, a Russia-based provider should never be used. This will also apply to some Official tier systems as well, for a small number of departments which deal extensively with national security and related matters of foreign policy, international negotiations, defence and other sensitive information.

ทั้งนี้ Eugene Kaspersky ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ขณะที่ทาง Kaspersky Lab กำลังพูดคคุยกับ NCSC ถึงประเด็นดังกล่าว และยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์จาก Kaspersky Lab ไม่ได้ถูกสหราชอาณาจักรแบนแต่อย่างใด ขณะนี้ทางบริษัทกำลังหาทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายอยู่ นอกจากนี้ Kaspersky Lab ยังได้เริ่มโครงการตรวจสอบความโปร่งใส เพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลเข้ามารีวิวและตรวจสอบว่าซอฟต์แวร์ของตนมีอันตรายหรือแฝง Backdoor ตามที่หลายๆ คนกล่าวอ้างหรือไม่อีกด้วย

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/government/uks-ncsc-warns-government-agencies-about-russian-antivirus-products/

The post ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติสหราชอาณาจักรเตือนรัฐ หยุดใช้ Antivirus จากรัสเซีย appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

พนักงาน IT โทษตัวเองว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย

TechTalkThai - Mon, 12/04/2017 - 11:51

ผลวิจัยจาก Balabit บริษัทที่ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยพบว่าแผนก HR และ บัญชีจะตกเป็นเป้าหมายของการใช้ Social Engineering ได้ง่ายที่สุด  แต่ในด้านของพนักงาน IT เองจะเป็นความเสี่ยงภายในที่ใหญ่ที่สุดจากการกระทำที่ตั้งใจหรือเป็นอุบัติเหตุก็ตาม นอกจากนี้สถิติพบว่า 35% ของผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ยังมองว่าตัวเองเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยภายในต่อระบบเครือข่ายขององค์กร

Credit: ShutterStock.com

สาเหตุเกิดจากที่พนักงาน IT มักจะมีสิทธิ์มากกว่าผู้ใช้งานอื่นทำให้ตกเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์ อีกด้านนึงก็คือผู้เชี่ยวชาญด้าน IT มักจะรู้ว่าอะไรคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดและพยายามหาวิธีป้องกันตัวเองจากพฤติกรรมของคนซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้

สถิติจาก สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก มีดังนี้
  • 47%  มีการพิจารณาเวลาและสถานที่ของการล็อกอินจากผู้ใช้งานสำคัญๆ เพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมที่ประสงค์ร้าย
  • 41% ใช้การพิจารณากิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในจากอุปกรณ์ขององค์กร
  • 31%  ใช้การระบุลักษณะเชิงชีวภาพ (Biometric Identification) เช่น การวิเคราะห์การพิมพ์

นอกจากนี้หากถามถึงเทคโนโลยีที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT อยากจะทำในปีหน้าหากไม่ติดขัดในเรื่องงบประมาณ ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในเทคโนโลยีการตรวจจับการเติบโตของภัยคุกคามที่เกิดจากภายในหรือการแทรกซึมบัญชีที่มีสิทธิ์ระดับสูง แต่มีประมาณ 20% เท่านั้นที่วางแผนใช้การวิเคราะห์เพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ระดับสูง “การโจมตีมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเป้าหมายการโจมตีและ APTs (Advance Persistent Threat) มักจะมีเป้าหมายเกี่ยวข้องกันคือผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สูงในองค์กร โดยบ่อยครั้งที่การแฮ็กมักจะเกี่ยวพันกับ Credential ที่ถูกขโมยไป“–Csaba Krasznay ผู้สร้างด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Balabit กล่าว พร้อมกับแนะนำว่าทีมงานด้านความมั่นคงปลอดภัยต้องติดตามว่าผู้ใช้งานทำอะไรกับสิทธิ์การใช้งานของพวกเขาบ้างอย่างต่อเนื่อง

สถิตอื่นๆ ที่น่าสนใจมีดังนี้
  • ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดกว่า 42% คือสิทธิ์ระดับผู้ดูแล (sysadmin)
  • รองลงมา 16% คือสิทธิ์ของระดับ C-level (CEO, CTO และอื่นๆ) เนื่องจากมีความรู้ด้าน IT อย่างจำกัด
  • 56% ของทรัพย์สินที่มีค่าต่อแฮ็กเกอร์คือข้อมูลส่วนตัวพนักงานเพราะขายต่อได้ง่าย
  • 50% คือข้อมูลลูกค้า
  • 46% คือข้อมูลนักลงทุนและข้อมูลการเงิน
ที่มา : https://www.infosecurity-magazine.com/news/it-staff-blame-themselves-for/

The post พนักงาน IT โทษตัวเองว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Rocket Internet เซ็ง เว็บซื้อขายรถ Carmudi โคม่าในเวียดนาม

Thumbs Up - Mon, 12/04/2017 - 09:00

Carmudi.vn เว็บไซต์ซื้อขายรถมือ 2 สาขาเวียดนามในเครือ Rocket Internet นั้นถูกซื้อกิจการไปแล้วราคาเพียง 50,000 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น (ราว 1.6 ล้านบาท) ผลจากพิษขาดทุนเรื้อรังซึ่งทำให้ Rocket Internet ตัดสินใจขายกิจการทิ้งไป

บริษัทที่ซื้อ Carmudi.vn ไปคือ Fram ผู้ให้บริการด้านไอทีสัญชาติสวีเดนและเวียดนาม เบื้องต้น Fram ให้ข้อมูลว่า Carmudi.vn มียอดขายราว 190,000 เหรียญสหรัฐระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ แต่ยอดขายนี้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้ตัวเลขขาดทุนยังเกินกว่าระดับ 506,000 เหรียญสหรัฐ เฉพาะปี 2016 บริษัทมีรายได้ 169,000 เหรียญสหรัฐ แต่ขาดทุน 518,000 เหรียญสหรัฐ

ในภาพรวม เว็บไซต์ Carmudi.vn มีการเข้าชมหน้าเว็บทั่วไปประมาณ 1.1 ล้านครั้งในเดือนกันยายน 2017

ผลจากการซื้อกิจการ Fram จะถือหุ้น 95% ใน Carmudi Vietnam โดย Fram จะได้สิทธิ์ในการใช้แบรนด์ Carmudi อย่างเบ็ดเสร็จในเวียดนาม รวมถึงการเป็นเจ้าของโดเมน “carmudi.vn” และใบอนุญาตให้ดำเนินการอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบในเวียดนาม

ประเด็นหลังนี้เองที่ Fram จะต่อยอดธุรกิจ เพราะบริษัทตั้งใจจะใช้ใบอนุญาตในการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซอื่นเพิ่มเติมในประเทศ

สำหรับ Carmudi เป็นบริการที่ Rocket Internet เจ้าพ่อออนไลน์สัญชาติเยอรมนีเริ่มก่อตั้งขึ้นใน 2013 บนความหวังสร้างตลาดออนไลน์สำหรับรถใหม่และรถมือ 2 ในตลาดที่มีการพัฒนาที่เร็วที่สุดในโลกอย่างเอเชีย เวียดนามเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่ Rocket Internet ปูพรมลงทุนอัดฉีดเพื่อดึงให้ผู้ใช้หันมาสนใจตลาดรถออนไลน์ โดยผู้ซื้อและผู้ขายสามารถโพสต์และค้นหารายชื่อรถที่ต้องการได้สะดวก ขณะที่ Carmudi ทำรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมการโฆษณาและการขายพื้นที่โฆษณา

ที่ผ่านมา Carmudi ประกาศเพิ่มทุนหลายครั้ง ครั้งล่าสุดคือปี 2015 ราว 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 800 ล้านบาทเพื่อลุยตลาดเอเชียให้เต็มที่ ครั้งนั้นบริษัทระบุว่าจะยึดหัวหาดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และเวียดนามเช่นที่เคยประกาศเมื่อแรกก่อตั้ง ก่อนขยายไปพื้นที่อื่น

การเพิ่มทุนครั้งนี้ของ Carmudi นั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากประกาศเพิ่มทุนมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯเมื่อปี 2014 ก่อนหน้านี้ Carmudi ยืนยันว่าบริษัทมีอัตราเติบโตมากกว่า 50% ในตลาดที่เปิดให้บริการ 20 ประเทศทั่วโลก (7 ใน 20 ประเทศนี้อยู่ในพื้นที่เอเชีย) โดยยอดจำหน่ายรถมือ 2 ในเว็บไซต์มีจำนวนกว่า 300,000 คันทั่วโลก สถิติผู้ใช้งานคือ 5 ล้านคนต่อเดือน

เวลานั้น ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการทั่วไป Carmudi อย่าง Stefan Haubold ให้ความเห็นว่าเหตุที่ Carmudi เติบโตได้ดีใน 4 ตลาดอาเซียน “ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และเวียดนาม” คือเพราะตลาดเหล่านี้มีความพร้อมในการซื้อขายรถยนต์และจักรยานยนต์ แถมความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจก็เป็นตัวส่งเสริมที่ดีเยี่ยม

ความล้มเหลวของ Carmudi.vn สะท้อนว่าบริษัทไม่สามารถผ่านความท้าทาย เรื่องการดึงคนซื้อขายรถมือ 2 จากระบบออฟไลน์ให้เข้าสู่ระบบออนไลน์ เพราะแม้ผู้ซื้อและผู้ขายจะได้เห็นความง่ายในการขายยานยนต์ที่เกิดขึ้นได้ในเวลาเพียง 2 นาที แต่ผู้ซื้อขายรถมือ 2 ในเอเชียจำนวนมากยังยึดวิธีซื้อขายดั้งเดิมแบบเห็นหน้าและจับตัวรถ

ที่มา: TechinAsia

 Source: thumbsup

The post Rocket Internet เซ็ง เว็บซื้อขายรถ Carmudi โคม่าในเวียดนาม appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

IT Trends 2018 มาฟังแนวโน้มของเทคโนโลยีและศึกษาดูเรื่องของพลังของชาติในเอเซีย

Thanachart - Mon, 12/04/2017 - 08:19

IMC Institute จัดงานสัมมนา IT Trends มาสีปีติดต่อกันแล้ว ทุกครั้งจะเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศมายี่สิบกว่าท่านเพื่อจะ Update ในปีถัดไปว่าแนวโน้มด้านไอทีของบ้านเราจะมีเทคโนโลยีและความเคลื่อนไหวต่างๆของอุตสาหกรรมด้านใดที่สำคัญ ในปีนี้ทาง IMC Institute ก็จัดงานนี้ร่วมกับทาง บริษัท Optimus (Thailand) เป็นปีที่ห้า โดยกำหนดจัดงานขึ้นในวันที่  13-14 ธันวาคม 2560 ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด  โดยได้เชิญวิทยากรมาทั้งหมด 20 ท่านโดยตั้งเป็นหัวข้อว่า IT Trends: Seminar 2018 : Asia’s Rising Power  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/IT-Trends-2018)

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในปีหน้าจะเน้นคุยกันเรื่อง Big Data, Artificial Intelligence, Machine Learning, Internet of Things หรือ Blockchain  โดยทาง Gartner ก็ได้ระบุแนวโน้มเทคโนโลยี 10 อย่างในปีหน้ามาเป็นสามกลุ่มคือ AI, Digital และ Mesh ซึ่งทาง IMC Institute ได้ทำบทความสรุปเรื่องของ Gartner Top 10 Strategic Trends 2018 ลงในนิตยสาร IT Trends ของ IMC Institute ฉบับเดือน กันยายน-ธันวาตม 2560 (Download และ อ่านบทความได้ที่ www.slideshare.net/imcinstitute)

สำหรับแนวโน้มด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย ทีมงานของสถาบันไอเอ็มซีได้สรุปไว้ในบทความ “8 เทคโนโลยีแห่งปี 2561 มุ่งหน้าสู่การใช้งานจริง” โดยระบุเทคโนโลยีเด่น 8 ด้านคือ Artificial Intelligence (AI), Mobile Payment/E-Wallet, Internet of Things, Cloud Computing, Big Data,  Cyber Security, Blockchain และ Augmented Reality/Virtual Reality  ซึ่งในงานสัมมนานี้ก็จะมีการกล่าวถึงหัวข้อต่างๆเหล่านี้

งานสัมมนา IT Trends: Seminar 2018 : Asia’s Rising Power จะมี Keynote อยู่ 5 ท่านคือ

  • พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต : ธรรมะติดปีก กับ เทคโนโลยีติดจรวด
  • พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, ประธานกทค.และรองประธานกสทช:  Technology Trends impact to human society
  • ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์: ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI); Thailand 4.0: Reality or Hype
  • คุณธีรนันท์ ศรีหงส์, ประธานกรรมการ คณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) : FinTech Trends 2018
  • รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์: นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง;  Technology Trends & Economic Impact

ที่สำคัญงานสัมมนาครั้งนี้จะเน้นเรื่องแนวโน้เทคโนโลยีที่ทางประเทศในเอเซียกำลังก้าวสู่มหาอำนาจทางด้านเทคโนโลยีไอที โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีของประเทศชั้นนำในเอเซียด้านไอทีสามประเทศมาพูดถึงแนวโน้มเทคโนโลยีของประเทศเหล่านั้นคือ

  • Technology Trends in Japan โดย ดร.พีรเดช ณ น่าน: Digital Futurist และคอลัมนิสต์ Telecom & Innovation Journal และ CIO World Business;
  • Technology Trends in Practice in China โดย คุณธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง: เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ATCI;
  • Technology Trends in Practice in India โดย คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ : ประธานบริษัท Optimus (Thailand);

นอกจากนี้ก็ยังมีหัวข้อด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกหลายเรื่องอาทิเช่น

  • Blockchain & Distributed Ledger Trends: ดร.รอม หิรัญพฤกษ์: คณะกรรมการระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • Global IT Trends by PwC: คุณ วิไลพร ทวีลาภพันทอง : หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา
    บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย)
  • Cloud Computing Trends 2018: ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ: รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • IoT Trends in Retail Industry: คุณปฐม อินทโรดม: กรรมการ Creative Digital Economy,
    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • IT Security Trends 2018: คุณปริญญา หอมเอนก: ประธานและผู้ก่อตั้ง, ACIS Professional Center
  • Artificial Intelligence Trends 2018: ผศ.ดร.จิรพันธ์ แดงเดช : อดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
  • Future of Big Data on Cloud Computing: รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์: ผู้อำนวยการ IMC Institute
  • Software Development Trends 2018: คุณสมเกียรติ ปุ๋ยสูงเนิน: Software Practitioner บริษัท สยามชำนาญกิจ จำกัด
  • Panel Discussion: Startup & Technology Trends Panel Discussion โดย
    • คุณไมเคิล เชน CEO & Founder, Buzzebees Co., Ltd.
    • คุณชิตพล มั่งพร้อม CEO & Founder, Zanroo Limited
    • คุณพีรพัฒน์ อโศกธรรมรังสี, Head of Architecture – AVA Head of Engineer – Billme
    • คุณวิชัย วรธานีวงศ์ ที่ปรึกษารายการทีวี IT 24 Hours

ท่านที่สนใจรายละเอียดการสัมมนาก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  087-593-7974  หรือ contact@imcinstitute.com

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Categories: Technology

8 ข้อแนะนำ ประยุกต์ระบบ Log Management สู่การทำ Threat Detection และ Incident Response

TechTalkThai - Mon, 12/04/2017 - 01:56

ที่ผ่านมานั้นระบบ SIEM ได้รับความนิยมสูงและเข้ามาเติมเต็มระบบ Log Management อยู่ระยะหนึ่ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยปริมาณข้อมูล Log ภายในองค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ SIEM ที่มักมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามปริมาณข้อมูลไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับเหล่าองค์กรได้อีกต่อไป การนำ Log Management มาใช้ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ ในการทำ Threat Detection และ Incident Response เพิ่มเติมจึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ Softnix ในฐานะของผู้ผลิตระบบ Log Management และมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน จึงได้ทำการศึกษาแนวทางเหล่านี้และนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้นำไปประยุกต์ใช้กันดังนี้

 

Credit: ShutterStock.com

 

1. จัดกลุ่ม Event Source ให้ดี ก่อนเลือกเทคโนโลยีมาใช้งาน

การพิจารณาขั้นแรกนั้นควรเริ่มต้นจากการทราบให้ชัดก่อนว่าเรามีระบบ IT อะไรที่สามารถให้ข้อมูล Security Event อันจะเป็นประโยชน์กับการวิเคราะห์ได้บ้าง จากนั้นจึงแบ่งเหล่า Event Source เหล่านี้ออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูล Log แน่ๆ อย่างอุปกรณ์ทางด้าน Security, อุปกรณ์ Network, ระบบ Identity Management, และระบบ Platform หรือ Application ที่มีความสำคัญสูงภายในองค์กร และกลุ่มอุปกรณ์ที่นอกเหนือจากนี้ ก็นับเป็นกลุ่มอุปกรณ์ที่มีความสำคัญรองลงมาในการจัดเก็บข้อมูล Log

 

2. แบ่งช่วงระยะเวลาที่ควรจัดเก็บข้อมูล Log ให้แตกต่างกันตามการใช้งาน

ขั้นตอนถัดมาคือการเลือกว่าจะจัดเก็บข้อมูล Log ใดไว้ใช้งานประเภทใดนานแค่ไหน เพื่อให้เลือกใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Log ได้อย่างเหมาะสม เช่น หากบางข้อมูลนำมาใช้วิเคราะห์จบแล้วก็ไม่มีความจำเป็นในการจัดเก็บอีกต่อไป ก็อาจเลือกจัดเก็บเพียง 90 วันเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อพรบ.เท่านั้น หรือบางข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำ Compliance ก็อาจต้องจัดเก็บนานกว่านั้น หรือหากมีแผนที่จะทำระบบ Security Analytics ด้วย Machine Learning ในอนาคต ก็ควรจะต้องวางแผนจัดเก็บข้อมูลเอาไว้ทำ Training สำหรับ Machine Learning Model ด้วย ซึ่งอาจต้องเก็บข้อมูลย้อนหลังเอาไว้นานกว่า 90 วันเช่นกัน

 

3. วิเคราะห์ว่าข้อมูล Log เกิดขึ้นจากแหล่งใดมากน้อยเพียงใด

ด้วยความที่ปัจจุบันองค์กรนั้นมีการใช้งานระบบ IT Infrastructure แบบ Hybrid ทำให้มีระบบงานอยู่บนทั้ง On-premise Data Center และ Cloud ควบคู่กันไป การสำรวจว่าระบบใดมีการสร้างข้อมูล Log นั้นเกิดขึ้นจากแหล่งใดมากน้อยแค่ไหนนี้จะช่วยให้สามารถเลือกได้ถูกว่าบนระบบใดจะมีระบบ Log ที่มีขนาดใหญ่เพียงใด และต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เหมาะสมต่อสภาพการใช้งานจริง

 

4. เริ่มต้นเลือกเครื่องมือที่เริ่มต้นใช้งานได้ง่ายก่อน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ก่อนต่อยอดเพิ่มเติมในภายหลัง

การนำข้อมูล Log มาใช้ต่อยอดเพื่อวิเคราะห์โดยเฉพาะในเชิง Security นั้น การนำหลักการแบบ Lean มาใช้เพื่อให้เริ่มเห็นผลลัพธ์จากเครื่องมือที่ใช้งานง่ายก่อน แล้วค่อยมาทำการวางแผนเพิ่มเติมภายหลังว่าต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมบ้าง จากนั้นจึงค่อยวางแผนว่าจะนำข้อมูล Log ไปต่อยอดเพิ่มเติมด้วยวิธีการใดบ้างถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะทำให้ทีมงานทั้งหมดเห็นภาพตรงกันว่าข้อมูล Log นั้นมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด และส่งผลให้เหล่าผู้ดูแลระบบอื่นๆ สามารถเข้าใจประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และให้ความร่วมมือได้ง่ายขึ้นในระยะยาว

อย่างไรก็ดี เครื่องมือ Log Management ส่วนมากที่มีความพร้อมในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดได้เหล่านี้ มักเป็นเครื่องมือในกลุ่ม Commercial ที่มีการพัฒนาความสามารถเสริมขึ้นมาให้พร้อมใช้งานง่าย ดังนั้นอาจต้องเลือกพิจารณาให้ดี

 

5. ลองใช้เครื่องมือวิเคราะห์ Log ให้หลากหลายขึ้น

ในบางองค์กรนั้นอาจมีเครื่องมือที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล Log สำหรับงานบางอย่างอยู่แล้ว ดังนั้นการตรวจสอบและสร้างรายการของเครื่องมือที่มีอยู่เดิม พร้อมความสามารถของเครื่องมือเหล่านั้นในการตอบโจทย์เฉพาะทางได้ก่อนนั้นก็จะช่วยให้การวางแผนเกี่ยวกับระบบ Log Management มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ดูแลระบบมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้งาน

 

6. ลองมอง Open Source เพื่อเพิ่มขยายระบบหรือตอบโจทย์ความต้องการอื่นๆ เพิ่มเติม

หนึ่งใน Open Source ที่แนะนำก็คือ Elastic Stack หรือ ELK Stack ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการเสริมระบบ Log Management ได้หลังจากที่ทีมงานมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการนำข้อมูล Log มาใช้วิเคราะห์ในเชิง Security เพิ่มขึ้นแล้ว การปรับแต่งระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรนั้นก็จะมีทิศทางมากยิ่งขึ้น เพราะองค์กรเริ่มรู้แล้วว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมบ้างจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

 

7. กำหนดแบบรายงานที่ต้องการ พัฒนา Parser เองหากจำเป็น

ขั้นตอนถัดไปนั้นก็เป็นขั้นตอนของการเริ่มต้นมองหาว่าเราต้องการข้อมูล Log จากแหล่งหรือระบบใดเพิ่มเติมบ้าง และหากแหล่งหรือระบบเหล่านั้นไม่สามารถส่งข้อมูล Log ให้ตรงกับรูปแบบที่เราต้องการได้ การพัฒนา Agent หรือ Parser เพื่อทำหน้าที่เหล่านี้ขึ้นมาเองได้ก็จะช่วยเติมเต็มภาพความต้องการขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถควบคุมการรับส่งข้อมูลจากระบบต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม

 

8. เรียนรู้แนวคิดและเครื่องมือทางด้าน Data Analytics เพิ่มเติมเสมอ นำมาประยุกต์สร้าง Security Analytics ที่ต้องการได้เอง

สุดท้ายแล้วการที่องค์กรใดๆ จะสามารถนำข้อมูล Log มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะนำข้อมูลนั้นๆ มาประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่างๆ การเรียนรู้แนวคิด, เทคโนโลยี และเครื่องมือสำหรับการทำ Data Analytics อย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยให้เหล่าผู้ดูแลระบบ หรือ Security Engineer สามารถก้าวเข้าสู่ศาสตร์ของการทำ Data Analytics และนำความรู้ส่วนนั้นมาประยุกต์ใช้กับงานที่มีอยู่ต่อหน้าได้ดีขึ้น ช่วยเปิดมุมมองในการทำงานให้กว้างขึ้นได้ และยังช่วยให้อนาคตมีทางเลือกมากขึ้นไปด้วยอีกทางหนึ่งไม่ว่าจะในสายงาน IT Infrastructure หรือสายงานทางด้าน Data Engineering ก็ตาม

 

Softnix Logger ระบบจัดเก็บข้อมูล Log และ Softnix Data Platform for Log Analytics ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Log สำหรับองค์กร

Softnix Logger คืออุปกรณ์ Log Management Appliance ที่ Softnix ได้ทำการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถนำไปใช้งานจัดเก็บข้อมูล Log ภายในองค์กร พร้อมหน้าจอบริหารจัดการจากศูนย์กลางผ่านหน้าเว็บให้ใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบ Softnix Log Collector และ Softnix EdgePoint เพื่อตอบโจทย์การจัดเก็บข้อมูล Log และทำ Authentication สำหรับองค์กรที่มีหลายสาขาได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ Softnix ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดเพื่อสร้างระบบ Big Data Analytics จากข้อมูล Log ได้อย่างง่ายดาย ผ่านเครื่องมือ Softnix Data Platform for Log Analytics ทำให้ Security Engineer และ Data Engineer สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล Log สำหรับวิเคราะห์และ Monitor เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจและความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างสูงสุด

 

Softnix พร้อมให้คำปรึกษาทางด้านระบบ Log Management และการต่อยอด พร้อมรับสมัคร ISP และ Systems Integrator Partners

สำหรับองค์กรที่สนใจระบบ Log Management หรือต้องการต่อยอดระบบ Log Management ที่มีอยู่เดิมให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ ได้มากขึ้น สามารถติดต่อทีมงาน Softnix เพื่อแจ้งประสงค์การสมัครเป็น Partner และรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันทีที่คุณรุจิรพงศ์ ฤทธิ์วงศ์ Email rujirapong@softnix.co.th หรือโทร 02-245 4942 #106 และ 081-350-8431 หรือติดต่อคุณอังษณา Email angsana@softnix.co.th หรือโทร 02-245 4942 # 103 และ 081-935 9917 ได้ทันที

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

The post 8 ข้อแนะนำ ประยุกต์ระบบ Log Management สู่การทำ Threat Detection และ Incident Response appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

แนวคิดใหม่ ผิวดาวเคราะห์ที่มีแต่น้ำทะเลล้วนๆ ไม่เหมาะเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิต

Jimmy Blog - Sun, 12/03/2017 - 15:49

ดาวเคราะห์นอกระบบ  ที่มีผิวดาวเป็นน้ำทะเลล้วนๆแทบหาแผ่นดินไม่ได้ แบบดาวมิลลเลอร์ในภาพยนต์เรื่องอินเตอร์สเตลลาร์ ทะยานดาวกู้โลก หรืออาจเหมือนดาวคามิโน แหล่งกำเนิดกองทัพโคลนในภาพยนต์เรื่องสตาร์วอร์สภาค 2 เป็นหนึ่งในลักษณะดาวเคราะห์ที่เหล่านักดาราศาสตร์จาก NASA และสถาบันอื่นๆมองหามาตลอดช่วงระยะเวลาหลายปี ด้วยแนวคิดพื้นฐาน “ทีใดมีน้ำ ที่นั่นก็มีชีวิต” แต่ล่าสุดก็มีข้อโต้แย้งขึ้นมา

น.ส. เทสซา ฟิเชอร์ นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านชีวดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตทของสหรัฐฯ ได้เสนอแนวคิดใหม่ในงานประชุมด้านวิชาการที่จัดขึ้นในเมืองแลรามีของรัฐไวโอมิง ว่าดาวเคราะห์ที่มีแต่น้ำบนผิวดาว หรือดาวแห่งมหาสมุทรตามจินตนาการในภาพยนต์นั้น แม้เวลานี้ยังไม่พบดาวที่ว่านี้จริง (ดาวเคปเลอร์ 452b มีโอกาสเป็นดาวแห่งมหาสมุทรแต่ยังไม่ยืนยัน) แต่ดาวที่มีลักษณะที่ว่านี้ ไม่ใช่แหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตแน่นอน


สาเหตุที่ฟิเชอร์มีแนวคิดแบบนี้ ก็เนื่องมาจากเหตุผลที่ว่า ดาวแห่งมหาสมุทรที่มีพื้นแผ่นดินในอัตราส่วนที่น้อยหรือไม่มีแผ่นดินบนผิวดาวเลยนั้น ไม่อาจผลิตธาตุฟอสฟอรัสซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ ธาตุฟอสฟอรัสบนโลกเรานั้นจะพบอยู่บนหินและดินที่จะละลายด้วยน้ำจืดจากน้ำฝนแล้วไหลลงทะเลไปเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการก่อกำเนิดชีวิตในยุคโบราณ และฟอสฟอรัสไม่ละลายด้วยน้ำทะเล ดังนั้น การที่ไม่มีแผ่นดินจึงทำให้ดาวดวงนั้นขาดธาตุฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำ จึงไม่น่าจะเป็นดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้

แนวคิดของฟิเชอร์ทำให้มุมมองในการมุ่งค้นหาชีวิตในดาวเคราะห์นอกระบบเปลี่ยนแปลงไป นักดาราศาสตร์จะต้องเพิ่มตัวแปรในการมองหาแหล่งกำเนิดชีวิตต่างพิภพขึ้นอีกหรือไม่อย่างน้อยก็เปิดวิสัยทัศน์ใหม่เกี่ยวกับชีวิตต่างดาวที่ไม่ต้องพึ่งพาธาตุฟอสฟอรัส

เรียบเรียงโดย @MrVop

 

Categories: Technology

[PR] ขอเชิญเข้าร่วม Workshop โซลูชั่นยุคใหม่ ก้าวสู่การเป็นองค์กรแบบดิจิทัลด้วย Passive Optical LAN กับ #NOKIA Next Generation ERA

TechTalkThai - Sun, 12/03/2017 - 15:01

ARK Insights ขอเชิญชวนฝ่าย IT Hotel เข้าร่วม Workshop การทำงานของ Passive Optical LAN ภายในงานจะได้พบกับการอัพเดทเทรนด์และการถาม-ตอบของระบบเครือข่ายขององค์กร, Nokia Product Showcase ที่เป็นผู้นำระดับโลกในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีสำหรับยุคแห่งการเชื่อมต่อ และยังได้เรียนรู้การทำงานของ Passive Optical LAN ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ LAN แห่งอนาคต ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระบบ Network ต่างๆ

งานนี้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งรับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น เป็น close groupสุด Exclusive ที่จะทำให้คุณได้ถามตอบและอัพเดทระบบ network กันอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง

Workshop ครั้งนี้จะบอกวิธีการการพัฒนาองค์กรและธุรกิจโซลูชั่นด้าน ITของคุณ จะได้ไปต่อได้อย่างรวดเร็ว ในยุคนี้ถ้าใครบริหารจัดการกับเทคโนโลยีได้ช้าเสียเปรียบแน่นอน ร่วมพัฒนาไปด้วยกันกับเรา ในวันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2560 เวลา 12.00 น – 16.30 น ที่ Toy Café & Wine

หรือสามารถรับชมการถ่ายทอดสด ในช่วงของ NOKIA Passive Optical Lan Presentation ผ่านช่องทาง Live FaceBook ของพวกเราได้ที่ (NOKIA Next Generation ERA : Fan Pages) ตั้งแต่ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

The post [PR] ขอเชิญเข้าร่วม Workshop โซลูชั่นยุคใหม่ ก้าวสู่การเป็นองค์กรแบบดิจิทัลด้วย Passive Optical LAN กับ #NOKIA Next Generation ERA appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

พบวิธีใหม่ในการวัดขนาดแผ่นดินไหวได้เร็วกว่าเดิม เพิ่มโอกาสรอดจากสึนามิ

Jimmy Blog - Sat, 12/02/2017 - 22:18

พบสัญญาณความโน้มถ่วงที่มาด้วยความเร็วแสง สามารถใช้วัดขนาดแผ่นดินไหวได้เร็วกว่าวัดจากคลื่นแผ่นดินไหวแบบเดิมๆ

มากกว่า 60 ปีแล้วที่การวัดขนาดแผ่นดินไหวยึดเอาจากคลื่นไหวสะเทือน (Seismic wave) ที่เดินทางจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมาถึงสถานีวัดด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าความเร็วเสียงเกินยี่สิบเท่า (13 กม./วินาที) แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยชาวฝรั่งเศสจากสถาบัน Paris Institute of Earth Physics นำโดย  ดร. มาร์ตอง วาลลี พบวิธีการใหม่ที่จะช่วยในการวัดขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้รวดเร็วกว่าเดิม นั่นคือการวัดค่าสัญญาณความโน้มถ่วง (Gravity signal) ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงภายในสนามโน้มถ่วงโลกขณะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เนื่องด้วยสัญญาณนี้เดินทางด้วยความเร็วแสง ทำให้เรารู้ตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และมีเวลามากขึ้นกว่าเดิมในการเตือนภัยกรณีที่จะเกิดคลื่นสึนามิ

ที่มาของการค้นพบนี้คือเมื่อครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 ดร. วาลลี พบว่าเครื่องมือในประเทศจีนและเกาหลีตรวจพบสัญญาณความโน้มถ่วง  (Gravity signal) ที่เกิดจากแผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่นทันทีที่เกิดเหตุ จากนั้นอีก 165 วินาที สัญญาณคลื่น P-Wave ซึ่งเป็นคลื่นไหวสะเทือน (Seismic wave) แรกสุดจากแผ่นดินไหวครั้งนั้นจึงเดินทางมาถึง

(ดูภาพบน กราฟจากสถานี MDJ ในประเทศจีน วัดค่า Gravity signal หรือ Prompt Signal ในภาพได้ก่อน Tp นานเกิน 2 นาที)

ดร. วาลลี อธิบายว่าในขณะที่เกิดแผ่นดินไหว หากเราตรวจพบสัญญาณความโน้มถ่วง  (Gravity signal) เดินทางมาถึงอุปกรณ์ตรวจจับก่อนที่คลื่นไหวสะเทือน (Seismic wave) แสดงว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาด 8.5 ขึ้นไป แต่หากตรวจไม่พบสัญญาณความโน้มถ่วง (Gravity signal) ล่วงหน้ามาก่อน แสดงว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่มีขนาดเล็กว่า 8.5 ลงมา โดยเฉพาะแผ่นดินไหวขนาดเล็กกว่า 8.0 นั้นจะส่งสัญญาณความโน้มถ่วง (Gravity signal) ออกมาน้อยจนวัดความชัดเจนไม่ได้)

ข้อดีของการพัฒนาเทคนิคใหม่นี้อาจมาแทนปัญญาเก่าๆเกี่ยวกับความเชื่องช้าในการวัดขนาดแผ่นดินไหวให้ถูกต้องชัดเจนได้ในอนาคต เพราะด้วยเทคนิคเดิมนั้น ในวันที่ 11 มีนาคม 2554  USGS ต้องใช้เวลานานถึง 40 นาทีกว่าจะปรับค่าขนาดแผ่นดินไหวโทโฮะกุ จาก 7.9 ที่ประกาศในรอบแรกไปเป็น  8.8 ซึ่งก็ยังไม่ตรงอยู่ดีเพราะขนาดที่แท้จริงวันนั้นคือ 9.1 นี่ยังไม่นับ JMA หรือกรมอุตุฯของญี่ปุ่นที่ต้องใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะประกาศแผ่นดินไหวที่ใกล้เคียงความจริงออกมาได้ ซึ่งตอนนั้นคลื่นสึนามิก็มาถึงแล้ว

ในอนาคตด้วยวิธีการใหม่นี้ หากมีการวิจัยพัฒนาให้ละเอียด แน่นอนว่าเราจะมีหนทางรู้ขนาดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้รวดเร็วแม่นยำขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรับมือกับเหตุร้ายต่างๆโดยเฉพาะการแจ้งเตือนสึนามิที่ยิ่งแจ้งเตือนเร็วก็ยิ่งดีต่อชีวิตประชาชน.

อ้างอิง https://www.eurekalert.org/pub_releases/2017-11/c-nes113017.php
https://cosmosmagazine.com/geoscience/gravity-shifts-could-sound-early-earthquake-alarm
https://www.nature.com/news/gravity-signals-could-speedily-warn-of-big-quakes-and-save-lives-1.23045
https://www.sciencedaily.com/releases/2017/11/171130141045.htm

ภาพประกอบจาก dailymail.co.uk

Categories: Technology

Experience สำคัญ LEGO เปิดตัวแอปพลิเคชัน AR ชวนเด็กเล่นตัวต่อบนโลกจำลอง

Thumbs Up - Sat, 12/02/2017 - 08:51
Lego ตัวต่อของเล่นที่เป็นเพื่อนของเด็ก ๆ มาหลายยุคหลายสมัยได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน Augmented Reality แล้วบน App Store ในชื่อ LEGO AR-Studio ซึ่งความน่าสนใจก็คือ เลโก้มองว่า แอปพลิเคชันนี้จะสามารถสร้างประสบการณ์ในการเล่น Lego ให้ดีขึ้นด้วยนั่นเอง

โดยในแอปพลิเคชัน มีแบบของตัวต่อ Lego ให้ผู้ใช้งานเลือกมาเล่นได้หลายแบบ เพียงมองหาพื้นที่ว่าง ๆ ภายในบ้าน หรือสนามหญ้าแล้วจิ้มลงไปที่ชุด Lego ที่สนใจ ภาพเสมือนจริงของ Lego ชุดนั้นก็จะมาปรากฏอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนทันที (รองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่รัน iOS 11 ขึ้นไปเท่านั้น ได้แก่ iPhone 6s, 6s Plus, 7, 7 Plus, SE, 8, 8 Plus, iPhone X, iPad Pro และ iPad (2017) ส่วนแฟน ๆ แอนดรอยด์รอไปก่อนนะจ๊ะ) อย่างไรก็ดี เมื่อแบบจำลองของ Lego มาปรากฏแบบเสมือนจริงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแล้ว ก็จะมีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นกับแบบจำลองนั้น ๆ ด้วย เช่น มีไฟไหม้ หรือตัวละครได้รับอุบัติเหตุ ทีนี้ก็จะถึงตาผู้เล่นอย่างเรา ๆ ให้เข้าไปช่วย โดยมีรางวัลเป็นตัวต่อสีทองเป็นการตอบแทน Tom Donaldson รองประธานของ LEGO Creative Play Lab กล่าวถึงแอปพลิเคชัน LEGO AR-Studio นี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขาบอกว่า รูปแบบการเล่นในอนาคตจะเป็นเช่นไรนั้น เป็นเรื่องที่เด็ก ๆ (และผู้ใหญ่?) ในวันนี้สามารถออกแบบขึ้นมาเองได้ โดยเขามองว่า แอปพลิเคชันนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการเล่นที่เด็ก ๆ สามารถนำตัวต่อของจริงมาเล่นร่วมกับภาพจำลองในแอปพลิเคชัน AR ซึ่งจะช่วยต่อยอดจินตนาการให้กับเด็ก ๆ ได้อีกมากนั่นเอง คำตอบของ Tom Donaldson จึงน่าจะส่งไปถึงใครหลายคนที่อาจมีคำถามว่า แล้วแอปพลิเคชัน AR ตัวนี้จะทำให้ผู้เล่นเมินการซื้อตัวต่อ Lego ของจริงไปหรือไม่ เพราะคงจะดีไม่น้อย หากในสถานการณ์ที่กำลังเกิดในเกมนั้น มีตัวต่อที่เราสร้างขึ้นเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ที่สำคัญ เราเชื่อว่าคนเล่น Lego ไม่ได้มีแต่เด็ก ๆ ซึ่งในกลุ่มผู้เล่นผู้ใหญ่ หลายคนอาจได้ไอเดีย นำคอนเทนต์ AR มาผสมร่วมกับตัวต่อของจริงแล้วผลิตเป็นคลิปวิดีโออัปโหลดขึ้น YouTube ได้อีกต่อด้วย ส่วนข้อดีอีกประการของแอปพลิเคชันนี้ที่ Lego ทำออกมาแล้วได้ใจผู้เล่นคือ ฟรี และไม่มีการซื้อภายในเกม แต่ก็ไม่แน่ว่า ถ้าอนาคต การเล่นในลักษณะนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น Lego อาจเปิดให้มีการซื้อขายขึ้นภายในแอปพลิเคชันด้วยเช่นกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Forbes  Source: thumbsup

The post Experience สำคัญ LEGO เปิดตัวแอปพลิเคชัน AR ชวนเด็กเล่นตัวต่อบนโลกจำลอง appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

โลกใบนี้กับมลภาวะทางแสงที่เพิ่มไม่หยุด

Jimmy Blog - Fri, 12/01/2017 - 19:46

มลภาวะทางแสง (Light Pollution) หมายถึง แสงส่วนเกินจากความต้องการจนก่อให้เกิดมลภาวะ โดยแสงดังกล่าวมากจากการประดิษฐ์ขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ เช่นไฟประดับห้างสรรพสินค้า ไฟประดับอาคาร ไฟโฆษณา ไฟส่องสว่างทางด่วน ฯลฯ

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไซแอนซ์ แอดวานซ์ส์ (Science Advances) อาศัยข้อมูลจากเครื่องวัดรังสีที่ติดตั้งบนดาวเทียมของนาซา ซึ่งออกแบบมาเพื่อวัดค่าแสงในเวลากลางคืนโดยเฉพาะ พบว่าระดับมลภาวะทางแสง  เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ในช่วงปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2559 แต่ทั้งนี้ ดาวเทียมยังไม่อาจวัดค่าความจ้าของแสงที่เกิดจากหลอดไฟ LED ซึ่งกำลังแทนที่หลอดไฟดั้งเดิม ดังนั้นจึงเชื่อว่า ระดับมลภาวะทางแสงที่แท้จริงจะมากกว่าร้อยละ 2.2 ค่อนข้างแน่นอน

มลภาวะทางแสงก่อให้เกิดปัญหาหลากหลายประการ ทางด้านสุขภาพแสงนี้ส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต รบกวนช่วงเวลาการนอนหลับของมนุษย์ ในทางธรรมชาติมลภาวะทางแสงส่งผลต่อการย้ายถิ่นฐานของนก ปลา แมลง ค้างคาวและสัตว์สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก ส่งผลต่อการผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำ สัตว์บก และแมลงหลากหลายชนิด ในทางด้านอื่น มลภาวะทางแสงในเมืองใหญ่จะก่อให้เกิดแสงเรืองบนท้องฟ้า (Sky Glow) เป็นรูปโดมคลุมมหานครต่างๆเอาไว้ เนื่องมาจากการใช้งานหลอดไฟฟ้าจํานวนมากในชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น จนส่งผลเสียต่อกิจกรรมทางดาราศาสตร์ ทําให้ภาพถ่ายหรือข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์มีคุณภาพลดลง แม้การกิจกรรมดูดาวสังเกตฝนดาวตก หรือทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าก็เป็นไปไม่ได้ในสภาพการกิดแสงเรืองบนท้องฟ้า (Sky Glow) นี้

หลายคนเข้าใจว่าการเปิดแสงสว่างมีผลเพียงแค่ค่าไฟที่เพิ่มขึ้น หารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการก่อให้เกิดมลภาวะทางแสงด้วย วิธีที่ดีคือการมีที่บังแสงหรือสะท้อนแสงให้พุ่งไปเฉพาะจุดไม่ฟุ้งขึ้นท้องฟ้าหรือไปในทิศทางที่ไม่ควร
เรียบเรียงโดย @MrVop

 

 

Categories: Technology

เริ่มแล้ว Google Trends เชื่อมโยงข้อมูลทุกรูปแบบการเสิร์ช

Thumbs Up - Fri, 12/01/2017 - 19:00

บริการ Google Trends ได้รับการอัปเดทครั้งล่าสุดเพื่อช่วยให้นักโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณามีข้อมูลเรียลไทม์มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการค้นหายอดนิยมและการค้นหาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ Google Trends สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข้ามการเสิร์ชหลากรูปแบบ ทั้งภาพ ข่าว วิดีโอ และสินค้า

การอัปเดทนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ลงโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณามีกระดานข้อมูลเกี่ยวกับผลการค้นหาชิ้นเดียว โดย Google ปรับให้ Google Trends สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากการเสิร์ชบน YouTube, บริการ Google Shopping, บริการ Google Images และ Google News จุดนี้ Google ระบุในบล็อกโพสต์ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้แบรนด์เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังต้องการค้นหาได้ดีขึ้น

Simon Rogers บรรณาธิการข้อมูลแผนก Google News Lab อธิบายว่า Google Trends ใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้ที่เป็นนักการตลาดสามารถเข้าถึงสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหาได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากนักการตลาดจะสามารถมองเห็นโลกในแบบเรียลไทม์ ผ่านเลนส์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งเลนส์จากแพลตฟอร์มข่าว ช้อปปิ้ง รูปภาพ และวิดีโอบน YouTube

“เรากำลังเปิดข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกกำลังมองหาอะไร โดยอิงข้อมูลจริงจากสิ่งที่พวกเขากำลังมองหา – ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเคร่งเครียด หรือเป็นเรื่องประเภทใดก็ตาม”

สำหรับการอัปเดท Google Trends ครั้งนี้จะเริ่มให้บริการทั่วโลกบนเดสก์ท็อปและอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยการปรับปรุงเหล่านี้ใน Google Trends นั้นได้รับเสียงชมจากบริษัทสื่อไม่น้อย เนื่องจากเป็นการปรับปรุงที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโฆษณา สามารถเจาะลึกลงไปในข้อมูลและทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกที่ดีและถูกต้องมากขึ้นในมิติการค้นหาข้อมูลหลายรูปแบบ

Erik Magelssen ผู้อำนวยการด้านเนื้อหาดิจิทัลของ Click2View กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือแบรนด์และบริษัทสื่อจะสามารถจัดทำเรื่องราวที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยที่ผ่านมา Google Trends ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับนักการตลาดด้วยเนื้อหา เนื่องจากผู้ลงโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณาสามารถวางแผนการผลิตเนื้อหาตามแนวโน้มที่พบใน Google Trends ได้แบบไม่ต้องโยนหินถามทาง

ที่มา: CampaignAsia

 Source: thumbsup

The post เริ่มแล้ว Google Trends เชื่อมโยงข้อมูลทุกรูปแบบการเสิร์ช appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

พบบั๊คบน Google Home Mini แครชและรีบูทตัวเองเมื่อเล่นเพลงเสียงดังๆ

Blog None - Fri, 12/01/2017 - 14:30

Google Home Mini มีปัญหาอีกแล้ว เมื่อมีผู้ใช้รายงานทั้งบน Reddit และ Google Product Forum ว่า Home Mini อยู่ๆ ก็แครชและรีบูทตัวเอง เมื่อเล่นเพลงที่เสียงดัง ซึ่งก็ยังไม่แน่ขัดว่าต้องดังระดับไหน ขณะที่บางรายบอกว่าแครชเมื่อเปิดเพลงดังสุดที่ 100% อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นปัญหาที่เกิดกับทุกเครื่อง

ด้านทีมงานของ Google รับทราบปัญหาแล้วและพร้อมบอกว่าหากผู้ใช้คนไหนเจอปัญหาดังกล่าวให้รีพอร์ทเข้ามาผ่านทางแอป Google Home พร้อมระบุคีย์เวิร์ดเป็น "GHT3 - Google Home Mini reboot at high volume" พร้อมบอกรายละเอียดของปัญหาโดยย่อ

ก่อนหน้านี้ Google Home Mini ก็มีปัญหามาตลอดตั้งแต่วางขาย ไล่ไปตั้งแต่ปุ่มสัมผัสทำงานผิดพลาดจน Google ต้องปิดการทำงานปุ่มสัมผัส จนถึงอัดเสียงรอบตัวตลอดเวลา

ที่มา - Android Police

Topics: Google HomeGoogle
Categories: Technology

Amazon ออก GuardDuty ฟีเจอร์ใหม่เพื่อตรวจจับและติดตามภัยคุกคาม

TechTalkThai - Fri, 12/01/2017 - 14:27

Amazon ได้ออกฟีเจอร์เพื่อช่วยให้ระบบ IT ปลอดภัยจากภัยคุกคามที่อาจะเกิดขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยี Machine Learning เรียนรู้จากข้อมูลที่ Amazon สร้างขึ้น ซึ่งตัว GuardDuty เองได้วิเคราะห์ข้อมูลกว่าพันล้านเหตุการณ์เพื่อเข้าใจถึงเทรน รูปแบบ และความผิดปกติที่อาจจะเป็นสัญญานของความผิดพลาด นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถดูสิ่งหาเจอได้อย่างรวดเร็ว

credit : AWS Blog วิธีการทำงาน

GuardDuty ใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาลประกอบด้วย แหล่งข้อมูลที่มีหลักฐาน (Threat Intelligence) จากหลายแห่ง, โดเมนที่หลอกหลวง, IP address ของมัลแวร์ และปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญ ให้ระบบเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถระบุพฤติกรรมที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนหรือไม่เหมาะสมต่อบัญชี AWS ของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ด้วยการผสานข้อมูลจากฟีเจอร์ของ VPC Flow Logs (เก็บ Log IP ที่ผ่านเข้าออกระบบเครือข่ายของผู้ใช้งาน) รวมกับ CloudTrail Event Logs (เก็บ Log ในรูปแบบของ Jason เพื่อ) และ DNS Logs ทำให้ GuardDuty สามารถตรวจพบพฤติกรรมที่อันตรายหรือผิดปกติเช่น การแสกนหาช่องโหว่ การแสกนพอร์ต และเข้าถึงจากสถานที่ไม่คุ้นเคย

ในฝั่งของ AWS เองจากคอยดูกิจกรรมต้องสงสัยของบัญชีต่างๆ เช่น การติดตั้งที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตน กิจกรรมใน CloudTrail ที่แตกต่างจากเดิม รูปแบบของการใช้งาน API ใน AWS และความพยายามในการขยายข้อจำกัดของบริการต่างๆ ส่วน GuardDuty จะคอยตรวจสอบการแทรกแทรง EC2 ที่เกิดจากองค์ประกอบหรือบริการที่ผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงการรั่วไหลของข้อมูลและการใช้ทรัพยากรเพื่อทำ Cryptocurrency Mining

ในด้านประสิทธิภาพ GuardDuty ตั้งอยู่บนโครงสร้างของ AWS เอง ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบผู้ใช้งาน นอกจากนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Agent, Sensors หรืออุปกรณ์เครือข่ายเพื่อใช้งาน GuardDuty ดังนั้นมันเป็นโมเดลที่ทีมงานความมั่นคงปลอดภัยควรจะนำไปใช้งานกับบัญชีบน AWS เนื่องจากไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมเลย

กิจกรรมที่ GuardDuty ค้นพบสามารถจำแนกได้ 3 ระดับคือ ต่ำ กลาง และสูง พร้อมทั้งให้รายละเอียดของหลักฐานและคำแนะนำในการแก้ไข โดยสิ่งที่ค้นพบนั้นจะปรากฎอยู่ใน Amazon CloudWatch Event (ฟังก์ชันติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรบน AWS) สิ่งนี้เองสามารถทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน AWS Lambda ต่อเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างอัตโนมัติ  นอกจากนี้ยังสามารถส่งเหตุการณ์ที่ GuardDuty ค้นพบไปยังระบบบริหารจัดการเหตุการณ์ เช่น Splunk, Sumo Logic, PagerDuty หรือระบบการทำงานอย่าง JIRA, ServiceNow และ Slack

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/aws/amazon-guardduty-continuous-security-monitoring-threat-detection/

The post Amazon ออก GuardDuty ฟีเจอร์ใหม่เพื่อตรวจจับและติดตามภัยคุกคาม appeared first on TechTalkThai.

Categories: Technology

Dentsu พร้อมจ่ายเงินล้านให้พนักงาน เป็นค่าโอทีต่อเนื่อง 2 ปี

Thumbs Up - Fri, 12/01/2017 - 13:40

ไม่ใช่พนักงานคนเดียว แต่ Dentsu มีแผนจ่ายเงินค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอทีให้กับกลุ่มพนักงานบางส่วนเป็นมูลค่าหลายล้านเยน โดยค่าโอทีนี้เกิดขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่อง 2 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฏหมายแรงงานของญี่ปุ่น ถือเป็นอีกข่าวน่าสนใจในวงการเอเจนซี่ที่โลกจับตามอง

เหตุที่ทำให้ Dentsu ถูกจับตามอง เพราะมูลค่าเงินที่ Dentsu เตรียมไว้สำหรับเป็นค่าทำงานล่วงเวลานี้ถือว่าสูงมาก โดย Dentsu ระบุว่าจะชดเชยพนักงานในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งเป็นการทำงานล่วงเวลาที่ไม่ได้ชำระเงิน เนื่องจากถูกบันทึกว่าเป็นการฝึกอบรมส่วนบุคคล

เบื้องต้น Dentsu จะจ่ายเงินจำนวน 2.4 พันล้านเยน (22 ล้านเหรียญสหรัฐ) แก่พนักงานสำหรับการทำงานล่วงเวลาระหว่างเดือนมีนาคม 2015 ถึงมีนาคม 2017 จุดนี้ Shusaku Kannan โฆษกของ Dentsu กล่าวว่าการชำระเงินนี้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานที่กรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบว่าทำงานด้าน “self-training at the office” หรือการฝึกอบรมตัวเองที่สำนักงาน Dentsu

“ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในประเทศญี่ปุ่น เราได้ตัดสินใจที่จะจ่ายค่าล่วงเวลา เพื่อพนักงานที่ศึกษาอบรมด้วยตนเอง รวมถึงเหตุผลอื่นที่ช่วยสร้างสรรค์ความคิด หากเหตุผลนั้นเกี่ยวข้องกับงานของบริษัท” Kannan กล่าว

ความน่าสนใจของข่าวนี้ คือคำประกาศของ Dentsu ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับภาพลบของ Dentsu ที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม นั่นคือภาพลบเรื่องการฝ่าฝืนกฏหมายแรงงาน และการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินไป ก่อนหน้านี้ Dentsu ถูกปรับเงินกว่า 500,000 เยน (4,500 เหรียญ) เมื่อครั้งมีการพิจารณาคดี ซึ่งรายงานจากสื่อจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นค่าปรับที่ต่ำเกินไป

Dentsu และหน่วยงานเอเจนซี่อื่นในญี่ปุ่นจึงล้วนกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการปฏิรูปที่หวังจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเอเจนซี่ญี่ปุ่นในอนาคตอาจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่แน่ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลถึงเอเจนซี่ไทยด้วย

ที่มา: CampaignAsia

 Source: thumbsup

The post Dentsu พร้อมจ่ายเงินล้านให้พนักงาน เป็นค่าโอทีต่อเนื่อง 2 ปี appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Pages