ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้

Subscribe to ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ feed
ความจริงจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่คุณสามารถเชื่อถือได้อับดุลรอนิง ลาเด๊ะnoreply@blogger.comBlogger621125
Updated: 4 days 1 hour ago

Coal มหันตภัยในจินตนาการ หรือ พลังงานที่จำเป็น

Wed, 12/06/2017 - 11:38

“โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ไม่ใช่ของใหม่สำหรับประเทศไทย โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ถูกใช้งานมาแล้วกว่า 40 ปี โรงไฟฟ้าถ่านหิน  บีแอลซีพี  อ.มาบตาพุด  จ.ระยอง  ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ริมทะเล ก็เปิดดำเนินงานมาแล้วกว่า  20  ปีเช่นกัน ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีความปลอดภัยกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก  เช่น โรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างที่อ.เทพา จ.สงขลา เชื่อว่า จะไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างที่จินตนาการกันขึ้นมาอย่างแน่นอน  เนื่องจากใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ในระดับสากล   มีศักยภาพควบคุมฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้ตามเกณฑ์ของ  WHO  ปี 2005   ซึ่งดีกว่าค่ามาตรฐานประเทศไทยกำหนดไว้เสียอีก และ ถ่านหินที่นำมาใช้ก็เป็นเกรดซับบิทูมินัส ที่มีกำมะถันและมลพิษต่างๆต่ำ  ในส่วนของโรงไฟฟ้าก็มีเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยสูง จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามจินตนาการที่แต่งแต้มจนเกินเลย

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เทพา เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย และต้องการให้สร้างอย่างแน่นอน  แต่เสียงของคนกลุ่มน้อยก็ดังกลบเสียงของคนส่วนใหญ่ และที่ผ่านมากรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา ข่าวสารที่ได้ปรากฏต่อประชาชนได้รับรู้ในวงกว้าง ยิ่งไม่ใช่สาระหลัก คือความจำเป็นของการก่อสร้าง กับผลกระทบของโรงไฟฟ้าดังกล่าวแต่อย่างใด

ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ในปี 2538 ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 10.2 ต่อมาในปีในปี 2558 ใช้ถ่านหินร้อยละ 41 ปัจจุบัน มีโรงงานฟ้าถ่านหินสำคัญๆ ที่ใช้งานอยู่ ดังนี้


โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน Sultan Salahuddin Abdul Aziz Power Station
โรงงานไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกของมาเลเซียมีชื่อว่า Sultan Salahuddin Abdul Aziz Power Station ตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ตั้งอยู่ในเขตเมือง Kapar ในรัฐ  Selangors ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ 56 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ และแห่งอื่นๆ ในมาเลเซีย ล้วนตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล แสดงถึงความมั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งการมีโรงไฟฟ้าห่างฝั่งมากไป อาจส่งผลเสียต่อต้นทุนการขนส่งถ่านหินซึ่งมาทางทะเล ซึ่งแหล่งถ่านหินใหญ่ของโรงไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ ขนส่งทางเรือมาจากประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ถ่านหินเหล่านี้คือ "บิทูมินัส" ซึ่งเป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดีกว่าลิกไนต์
โรงไฟฟ้าถ่านหิน  Jimah power station
หลังจากการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกสำเร็จ  มาเลเซียก็ได้ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติมมาตามลำดับ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน  Jimah  power station  ซึ่งได้เดินเครื่องเมื่อปี 2552 มีกำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่ยื่นออกไปในทะเล ห่างจากรีสอร์ท Avani Sepang Gold Coast  4.7 กิโลเมตร และอยู่ติดกับป่าชายเลน
ในปี 2545 ถึงปี  2560 มาเลเซียได้ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung power station โดยได้เดินเครื่องหน่วยที่ 1เมื่อปี 2545 หน่วยที่ 2 และ 3 เมื่อปี 2546 หน่วยที่ 4 และ 5 เมื่อปี 2558 และ 2560 ตามลำดับ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ห่างจากเกาะ  Pangkor แหล่งท่องเที่ยวตากอากาศและดำน้ำในเมือง Perak เป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร
ด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนของมาเลเซีย โรงไฟฟ้า Tanjung Bin power station ได้เดินเครื่องหน่วยที่ 1 เมื่อปี 2549 หน่วยที่ 2 และ 3 เมื่อปี 2550  หน่วยที่ 4 เมื่อปี 2559
โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin Power tation
โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 3,100 เมกะวัตต์ มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ หรือแรมซาร์ไซต์ (ramsar site) คือ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ Pulai  ติดกับพื้นที่ชุ่มน้ำ Tanjung Piai  ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ 3 แห่งในรัฐยะโฮร์  (มาเลเซียมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียน  จำนวน 7 แห่ง ซึ่ง  3 ใน 7 แห่งอยู่ในรัฐยะโฮร์  : Johor)  คือ  Tanjung Piai,   Palau Kkup  และ  Sungai Pulai  โรงไฟฟ้าถ่านหิน  Tanjung Bin เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยใช้ถ่านหิน  บิทูมินัส  และ ซับบิทูมินัส เป็นเชื้อเพลิง มีระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล (Sea Water FGD)  โดยทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Jimah power station และโรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung  ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง  Ultra-supercritical  และในอนาคตอันใกล้  มาเลเซียจะเดินเครื่องหน่วยที่ 1 และ 2  ของโรงไฟฟ้า Balingian  New Power Station ซึ่งก่อสร้างขึ้นใหม่ในปี 2561 และ โรงไฟฟ้า  Jimah  East Power/Track 3B ก็จะเดินเครื่องหน่วยที่ 1 และ 2  ในปี 2562 ตามมา
ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยมีอัตราส่วนสูงขึ้นทุกปี ความต้องการในภาคใต้เฉลี่ย  2,630 เม็กกะวัตต์ ผลิตได้ 2,225 เม็กกะวัตต์  ต้องไปดึงจากภาคกลางและซื้อจากมาเลเซียเพิ่มเติม เคยเกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างเมื่อปี 2556 ตรงนี้คือข้อเท็จจริง  ซึ่งถ่านหินเป็นพลังงานที่ทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่ามีต้นทุนต่ำกว่า พลังงานทางเลือกอื่นๆ  เช่นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่มีต้นทุนมหาศาล  ประเทศไทยของเรา หากเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ประชาชนของเขา รายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทย  1 เท่าตัว  และรายได้ประชาติมากกว่าไทย 4 เท่าโดยประมาณ  แต่ก็ได้เลือกใช้พลังงานจากถ่านหิน  จากข้อเท็จจริงนี้ ชี้ให้เห็นว่าขนาดมาเลเซียที่มีแก๊สและน้ำมันเหลือเฟือในราคาถูก  ยังหันมาใช้ถ่านหินซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า  และ จากผลการศึกษาของสถาบัน MIT   (Massachusetts Institute of Technology)  สถาบันวิจัยระดับโลก ซึ่งมีการใช้นักวิจัยในระบบสหศาสตร์  พบว่า การใช้พลังงานถ่านหินมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นพลังงานหลักที่แต่ละประเทศจะใช้มากขึ้นในอนาคต หรือพลังงานแห่งอนาคตนั่นเอง

ข้อมูลที่ได้นำมาเสนอ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายๆด้านที่เราคนไทย จะต้องรับฟัง และใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ไม่ใช่การค้านอย่างหัวชนฝา  หรือฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงของกลุ่มต่อต้าน และผู้ได้รับผลกระทบ  เป็นเสียงอันสำคัญยิ่งที่ภาครัฐจำเป็น ต้องรับฟัง การชดเชยด้วยความยุติธรรม เป็นหนทางที่รัฐควรได้นำไปปฏิบัติ และสิ่งสำคัญที่เราๆท่านๆ ควรจะได้คำนึงถึงประการแรกก็คือ ผลประโยชน์ของชาติ
"ดำดิ่งมหาสมุทร"

Categories: NEWS Feed

จับ“ทีมงูเต๊ะ”บันนังกูแว เก่งแต่ลอบทำร้ายผู้หญิง เด็ก และคนชรา

Tue, 11/21/2017 - 15:39
Ibrahim

      เจ้าหน้าที่บุกจับ “ทีมงูเต๊ะ”โจรใต้คาบ้านพักที่บ้านบันนังกูแว อ.บันนังสตา จ.ยะลา กระชากหน้ากากความชั่วช้า ย้อนประวัติเปิดโปงพฤติกรรมลอบกัดทีเผลอ มุ่งทำร้ายเฉพาะเป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ เลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิง เด็กเล็ก และคนชรา เคยก่อเหตุสะเทือนขวัญมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ เมื่อปี 57 และล่าสุดย้อนรอยลงมือก่อคดีอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยการประกบยิง นางวนิดา ศรีแก้ว ผู้ช่วยพยาบาลประจำห้องฟอกไต โรงพยาบาลศูนย์ยะลาได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนำข้าวไปให้ลูกชายซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง
          เมื่อวันที่ 20 พ.ย.60 เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจสนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองกว่า 50 นายบังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจสอบพื้นที่ หมู่ที่ 4 บ้านบันนังกูแว ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา เพื่อเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 68/1 สามารถควบคุมตัว นายซับรี เจะแว ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นสมาชิก ผกร. สังกัดกลุ่ม นายอับดุลเลาะ ตาเปาะโต๊ะ ตรวจสอบประวัติพบว่า นายซับรี เจะแว เคยร่วมกับพวกทำการก่อเหตุประกบยิง นายดอรอแม ดาราเซะ นางอาอีเสาะ เฮงดารา และ ด.ญ.นูรอีมาน ดาราเซะ เสียชีวิตทั้ง 3 คน (พ่อแม่-หลาน อส.อับดุลฮากิม ดาราเซะ)  เหตุเกิดบนถนนสาย 410 ทางเข้าบ้านบันนังกูแว ม.4 ต./อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 เม.ย.57 และนายซับรี เจะแว เป็นบุคคลตามหมายจับคดีความมั่นคง ตามหมายศาลจังหวัดยะลา ที่ จส.105/2557 ลงวันที่ 22 เม.ย.57 ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น” เหตุการณ์หลายเหตุหากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุมาดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที หรือจับได้ในภายหลังซึ่งเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มีผลต่อความคิดความเชื่อกรณีการปล่อยข่าวลือในร้านน้ำชา การโฆษณาชวนเชื่อในสื่อโซเชียลของแนวร่วมขบวนการ ที่ชี้ให้คนในพื้นที่เข้าใจผิดว่าผู้ที่ลงมือทำร้ายประชาชนคือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากในการลบความมีอคติของผู้คนเหล่านั้นกับมุมมองเจ้าหน้าที่คือผู้ร้าย แต่กรณีเจ้าหน้าที่รวบตัวคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุได้อย่างทันท่วงที สามารถยืนยันและตอกย้ำให้เห็นว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้ได้จัดตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” ขึ้นมาจริง เพื่อมุ่งก่อเหตุแล้วโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ นี่คือตัวตนที่แท้จริงของทีมงูเต๊ะโจรใต้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาก กับความจริงที่ยากจะปฏิเสธว่าแท้จริงแล้วเป็นได้แค่โจรใต้ขี้ขลาดตาขาว เก่งแต่คอยลอบกัดเหมือนสัตว์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเลือกกัดเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่มีแม้อาวุธที่จะต่อสู้ เมื่อไล่เรียงแล้วพบว่าที่ผ่านมาโจรใต้ขี้ขลาดตาขาวมักลอบทำร้ายคนชรา ผู้หญิง และเด็กเล็กอายุแค่ 2 ปี 8 เดือน และเหยื่อความชั่วล่าสุดเป้าหมายก็ยังคงเป็นผู้หญิง ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นตายเท่ากัน แล้วจะให้เรียกหรือยกย่องโจรใต้กลุ่มนี้ว่าเป็น “นักรบ”กระนั้นหรือ? คงให้ราคามากไปกว่า “โจรใต้เมาน้ำกระท่อม ย้อมใจฮึดให้กล้า ฆ่าเด็ก ยิงผู้หญิง ทำร้ายคนชรา” มากกว่า   เหตุคนร้ายประกบยิงนางวนิดา ศรีแก้ว ผู้ช่วยพยาบาล
ส่วนการทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ถือได้ว่าเป็นการละเมิดหลักการมนุษยธรรม หากจะย้อนไปดูความป่าเถื่อนพบว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค.59 โจรใต้บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหลายราย สร้างความวุ่นวายในบริเวณสถานพยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วยได้รับความเดือดร้อน ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ยังก่อกวนด้วยการตัดโค่นต้นไม้ขวางถนน วางตะปูเรือใบใส่รถรีเฟอร์โรงพยาบาลเบตง ซึ่งมีผู้ป่วยผ่าตัดทางสมองทำการส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ส่งผลให้รถพยาบาลคันดังกล่าวต้องเสียเวลาในการเปลี่ยนยาง และเดินทางไปส่งคนไข้ล่าช้า หากคนไข้เสียชีวิตใครรับผิดชอบ ถามว่าการกระทำดังกล่าวสมควรประณามหรือไม่? และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ช่วยพยาบาลประจำห้องฟอกไต โรงพยาบาลศูนย์ยะลาล่าสุดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส NGOs มุดหัวไปไหน กลับเพิกเฉยไม่รู้ไม่ชี้ หรือที่เงียบเพื่อเตรียมข้อมูลช่วยเหลือและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัว นายซับรี เจะแว ทีมงูเต๊ะโจรใต้ให้พ้นผิดอีกตามเคย!! ในข้อหาถูกเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน... นี่แหละพฤติกรรม NGOs --------------------
Categories: NEWS Feed

ทีมงูเต๊ะกับวิวัฒนาการของ ผกร.

Mon, 11/20/2017 - 08:21
"แบดิง โกตาบารู"
“ทีมงูเต๊ะซึ่งเป็นภาษามลายูหากแปลความหมายคือ “ทีมเก็บกวาดล้างหรือทีมล่าสังหาร” ใครก็ตามที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะรู้ถึงพฤติกรรมของสื่อแนวร่วมโจรใต้กับการโฆษณาชวนเชื่อด้วยการชี้นำว่า “ทีมงูเต๊ะ” คือ “ทีมล่าสังหารของเจ้าหน้าที่” ซึ่งสื่อแนวร่วมเหล่านี้พยายามสื่อให้เห็นว่าทีมล่าสังหารของเจ้าหน้าที่ตามเก็บหมายเอาชีวิตพี่น้องมลายูปาตานี ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันด้วยความระมัดระวังจากการลอบทำร้ายจากทีมงูเต๊ะ
นั่นคือความพยายามของสื่อแนวร่วมโจรใต้ที่กระทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความหวาดระแวง ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ หากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของ ผกร. หลายท่านอาจจะนึกภาพ RKK ที่มีการฝึกการใช้อาวุธ ฝึกการประกอบระเบิด มีการซูมเปาะห์ (สาบานตน) จนกระทั่งมีการทดสอบกำลังใจผู้ที่ฝึกจบใหม่ๆ ให้ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์จนเป็นที่ยอมรับจากแกนนำ ส่งลงพื้นที่ปฏิบัติการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ลอบระเบิด เผาสถานที่ราชการ ทำลายสาธารณูปโภค ไฟฟ้า โทรศัพท์ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง แต่ในขณะที่ RKK เหล่านี้จะมุ่งเป้าโจมตีก่อเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ต่อคนหมู่มากแล้ว ยังมีการปฏิบัติการ “ทีมงูเต๊ะ”ขึ้นมาเพื่อตามเก็บ กวาดล้างในรายเล็กๆ ซึ่งเป็นผู้ที่หันหลังให้กับขบวนการ หรือแม้กระทั่งรับจ้างเป็นมือปืนให้กับกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ ขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน จากความขัดแย้ง     ในเรื่องธุรกิจมืด นอกจากนี้ยังพัวพันไปถึงความขัดแย้งในเรื่องการเมืองท้องถิ่น และยังตามเก็บฝ่ายเดียวกันเองซึ่งเป็นผู้ที่มีหมายจับในคดีความมั่นคง หมาย ป.วิอาญา และหมาย พรก. ซึ่งแน่นอนว่าหากบุคคลกลุ่มนี้เสียชีวิตเมื่อไหร่ สื่อแนวร่วมขบวนการจะทำการชี้นำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ตามเก็บบุคคลที่มีหมายติดตัวเหล่านี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงแผนการชั่วของกลุ่มขบวนการที่ได้มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนไว้แล้ว หากมองในเรื่องของการสร้าง “วาทกรรม” ขึ้นมาของกลุ่มขบวนการเพื่อต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากมีการใช้บ่อยและมักได้ผลทุกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ใช้วิธีดังกล่าวเนื่องจากในปัจจุบันจากการรุกทางการเมืองของหน่วยงานภาครัฐ มีการส่งเสริมเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญการค้าการลงทุน พัฒนาแหล่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้อยู่ดีกินดีมีงานทำ จากความพยายามของหน่วยงานภาครัฐที่ได้ทุ่มงบประมาณลงมาและการติดตามโครงการต่างๆ ในพื้นที่ มาวันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในการสร้างฝันให้เป็นจริง ได้ใจประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ผลที่ตามมาเกิดความร่วมมือจากประชาชนรอบด้านที่มีให้หน่วยงานภาครัฐ 
จากปรากฎการณ์ดังกล่าว กลุ่ม ผกร. กลัวเสียมวลชนให้กับหน่วยงานภาครัฐ จึงได้จัดตั้ง “ทีมงูเต๊ะ”ขึ้นมาเพื่อลงมือปฏิบัติการแล้วใส่ร้ายเจ้าหน้าที่เป็นการโดยเฉพาะเพื่อแย่งชิงมวลชนกลับคืนมา โดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของประชาชน ยัดเยียดความชั่วร้ายให้กับประชาชนบริสุทธิ์ ผู้ที่มีหมายคดีความมั่นคงติดตัว สมาชิกที่หันหลังให้กับกลุ่มขบวนการ กลุ่มธรกิจมืด หรือแม้กระทั่งผู้นำศาสนาที่เดินทางสายกลาง ก็จะถูก “ทีมงูเต๊ะ” ตามเก็บ ผลลัพธ์ที่กลุ่มโจรใต้ได้รับจากการใช้ “ทีมงูเต๊ะ” ปฏิบัติการเงียบเปรียบเสมือน “ยิงปืนครั้งเดียวได้นกถึงสองตัว”นกตัวแรกคือกำจัดเสี้ยนหนามของกลุ่มขบวนการ รับจ้างตามเก็บกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม และนกตัวที่สองคือโยนความผิดที่กลุ่มโจรใต้ก่อขึ้นเหล่านั้นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ หากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการความชั่วร้าย สุดโต่ง ของกลุ่มขบวนการโจรใต้ที่มีการตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” ขึ้นมา แท้จริงแล้วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของขบวนการ และต้องการทำลายความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเพื่อความอยู่รอดของสมาชิกที่ขาดการเหลียวแลจากแกนนำ ต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ต้องรับจ้างฆ่าคนด้วยการล่าสังหารตามใบสั่ง ซึ่งมาจากความขัดแย้งในเรื่องธุรกิจเถื่อน ความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่านักรบ RKK ที่ยิ่งใหญ่ ได้รับการยกย่องจากแกนนำในวันนั้น มาวันนี้กลับเป็น “ทีมงูเต๊ะ” ที่รับจ้างฆ่าคนแลกกับเศษเงินเพื่อความอยู่รอด หมดสิ้นอุดมการณ์    ที่เคยมี... นี่หรือ!! นักรบฟาตอนี เห็นแล้ว.. ช่างอนาถใจแท้

-----------------------
Categories: NEWS Feed

อะไร!! ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบกับการคัดเลือก กอจ.ชายแดนใต้

Sat, 11/18/2017 - 16:08
"แบดิง โกตาบารู"

คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี จะหมดวาระลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 กรมการปกครองได้กำหนดวันเลือกตั้งขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 โดยจะมีการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม หมวด 4 ว่าด้วยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มาตรา 23 บัญญัติไว้ว่า จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดตามมาตรา 13 ไม่น้อยกว่า 3 มัสยิดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คนแต่ไม่เกิน 30 คนโดยการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด กำหนดให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก
พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการเตรียมการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งหากจับตาความเคลื่อนไหวของแต่ละจังหวัดจะดูเงียบๆ แต่ภายใต้ความเงียบดังกล่าวกลับส่งผลสะเทือนสูง ต้องยอมรับว่าการแข่งขันมีการส่งทีมแคนดิเดตเพื่อร่วมคัดเลือกเป็นคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้รอบหลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันค่อนข้างสูง อีกทั้งหลายฝ่ายต่างจับตาเนื่องจากคณะกรรมการอิสลามฯ ที่เข้ามาบริหารงานในแต่ละจังหวัดไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเป็นผู้นำองค์กรศาสนาในพื้นที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหลากหลายในท้องถิ่นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเยาวชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาเกี่ยวกับอาหารฮาลาล รวมทั้งสานสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆ จึงถือเป็นกลไกสำคัญยิ่งในการร่วมสถาปนา “สันติสุข” ให้เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
การคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้คงจะวัดกันด้วยวิสัยทัศน์ การนำเสนอนโยบาย การบริหารองค์กรและตัวบุคคลเป็นหลัก ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีความรู้ อยากเรียกร้องไปยังอิหม่ามประจำมัสยิดที่มีสิทธิในการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามฯ พิจารณาด้วยความรอบคอบ และไม่ถูกครอบงำจากกลุ่มหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มขบวนการที่หนุนหลัง หรือองค์กรที่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ซึ่งที่ผ่านมาในบางจังหวัดมีเรื่องของการแสวงประโยชน์จากเงินซะกาต โดยฝ่ายบริหารของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนั้นไม่เคยชี้แจงเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินซะกาตที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งส่อเจตนาที่จะปกปิดอะไรบางอย่าง!!และแสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส   ในการบริหารจัดการซะกาต และมีนัยส่อเป็นเครือข่ายสนับสนุนกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ ------------------------
Categories: NEWS Feed

สันติภาพที่ชายแดนใต้..กับความจริงใจในการพูดคุย

Tue, 11/14/2017 - 06:57

"แบมะ ฟาตอนี"


สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขาดความจริงใจในการพูดคุย การจับอาวุธลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยการใช้กำลังไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาและไม่ใช่หนทางนำมาซึ่งสันติสุขที่แท้จริง โดยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 “มารา ปาตานี” ได้ยื่นข้อเสนอ เพื่อต่อรองในการพูดคุย “สันติภาพชายแดนใต้” ซึ่งจากการที่กลุ่ม “มาราปาตานี” ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อต่อรัฐบาลไทย อ้างเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพโดยให้ทางการไทยกำหนดการพูดคุยสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ,ให้ยอมรับองค์กรอยู่บนโต๊ะเจรจาและขอคุ้มครองทางกฎหมายแก่คณะพูดคุย..........เผยทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนจะออกแนวทางไหน?จะเลือก “เอกราช” หรือจะเป็นการปกครองตนเองในรูปแบบเขตการปกครองพิเศษ หรือยังคงรูปแบบที่เป็นอยู่ดั่งเช่นในปัจจุบัน

การออกมาเปิดเผยและเรียกร้องของ มารา ปาตานี สอดรับกับ “ปีกการเมือง” ของกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และ NGOs ปูพรหมลงพื้นที่ในการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ ลึกๆ แล้วการทำกิจกรรมดังกล่าวย่อมมีอะไรแอบแฝง ต้องการอะไร? มากกว่าการสร้างการรับรู้ในเรื่องสันติภาพ ซึ่งหากคาดเดาการจัดเวทีในสถานที่ต่างๆ คงไม่เกินความคาดหมายเท่าไหร่นัก คงหนีไม่พ้นการโน้มน้าวชักจูงและชี้นำทางความคิด เพื่อปลุกระดมประชาชนเข้ามาเป็นมวลชนแนวร่วมทางการเมือง มุ่งไปสู่การกำหนดใจตนเองในการลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย การเดินเกมส์ ซึ่งไร้ความจริงใจ ด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงกลุ่ม “มาราปาตานี” หรือแม้กระทั่งปีกการเมือง องค์กรภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ มีความถนัดอยู่แล้ว การชี้โดยกล่าวอ้างทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชนจะเลือกเดินทางไหน? เป็นอะไรที่น่าคิด  ซึ่งการอ้างประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกชะตากรรมของตนเอง เสมือนหนึ่ง “มาราปาตานี” จะมีความมั่นใจว่าได้เปรียบรัฐบาล สามารถชี้นำสั่งการให้ประชาชนที่ได้มีการจัดตั้งตัดสินใจตามที่แกนนำกลุ่มขบวนการต้องการ

คงจำกันได้กับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของคนไทยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการโหวตโน ซึ่งในครั้งนั้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ไม่เห็นชอบ 61.84% จังหวัดปัตตานี ไม่เห็นชอบ 65.14% และจังหวัดยะลา ไม่เห็นชอบ 59.54% ผลที่ออกมากลับด้านกับผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 เพราะครั้งนั้นนราธิวาสรับร่างฯ 73.4% ปัตตานี รับร่างฯ 72.2% ขณะที่จังหวัดยะลา รับร่างฯ 69.6% เป็นที่น่าสังเกตุว่าก่อนเวลาเปิดหีบออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มโจรใต้ได้สร้างความหวาดกลัวเพื่อต้องการข่มขู่ไม่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ด้วยการลอบวางระเบิดขึ้นถี่ยิบ นับรวมได้กว่า 30 ลูก แต่ประชาชนก็ยังออกมาใช้สิทธิ์เกินครึ่ง “การสร้างสันติภาพ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หาก “มาราปาตานี” และตัวแทนกลุ่มผู้เห็นต่างทุกกลุ่มยุติความเคลื่อนไหว และที่สำคัญจะต้องมีความจริงใจในการพูดคุยกับรัฐบาลไทย ซึ่งที่ผ่านมารัฐได้ให้ความสำคัญกับประชาชน   คนไทยทุกคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยอย่างเท่าเทียม การช่วยเหลือหรือการปฏิบัติไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้นใดๆ จะมีแต่กลุ่มคิดต่างจากรัฐเท่านั้นที่ยังคงมุ่งเคลื่อนไหวชี้นำสร้างความแตกแยกว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติ ไม่ให้ความเป็นธรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง

ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนคนไทยทุกคนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในลำดับต้นๆ ฉะนั้น “ผู้ที่ทำร้ายประชาชน” คือ “ผู้ทำลายสันติภาพ” กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นได้ทุกแห่ง หากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งกระบวนการสันติภาพจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อ “ผู้เห็นต่าง” เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท้ายสุด “ผู้สร้างสันติภาพตัวจริง” คือ “ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตน”เพื่อดูแลความปลอดภัยสร้างความสงบสุขให้กับพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ “ผู้ทำลายสันติสุข” ด้วยการก่อเหตุร้ายสร้างสถานการณ์รายวันนำไปสู่ความสูญเสีย… หากไม่มีความจริงใจตลบตะแลงแล้วอีกเมื่อไหร่? สันติภาพจะเป็นจริง...
------------------------
Categories: NEWS Feed

เบื้องลึกก่อนตายโจรใต้… เจ้าหน้าที่ ผู้นำศาสนาและพ่อแม่ร่วมเกลี้ยกล่อมแต่ไร้ผล

Fri, 11/10/2017 - 09:08
"แบดิง โกตาบารู"
ข้อมูลเชิงลึกซึ่งได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งร่วมปฏิบัติการในวันดังกล่าวได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนที่ 2 โจรใต้จะใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ นำไปสู่การปะทะและเป็นเหตุให้เสียชีวิต ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ ผู้นำศาสนาและพ่อแม่ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดได้ร่วมกันเกลี้ยกล่อมให้ทำการมอบตัวถึง 6 ครั้งแต่ไม่ยินยอม ในที่สุดนำมาซึ่งความสูญเสียที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น
จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 เหตุเจ้าหน้าที่ปะทะกับโจรใต้ที่มาหลบซ่อนตัว   ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่บ้านเจาะโบ ม.1 ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายอยู่นั้น ทราบจากเจ้าของบ้านว่ามีผู้ต้องสงสัยอยู่ในบ้าน จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่ได้ทำการเจรจา ซึ่งมีผู้นำศาสนาร่วมกันเกลี่ยกล่อมเพื่อให้เข้ามอบตัวนานกว่า 4 ชั่วโมง แต่ผู้ต้องสงสัยกลับใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่จนเกิดการปะทะกันขึ้น ในที่สุดนำมาซึ่งความโศกเศร้าที่ทุกคนเสียใจไม่อยากให้เกิดขึ้น คนร้ายเสียชีวิตทั้งคู่ในที่เกิดเหตุ ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายอาลียะ อาหะแม  และ นายกาดาฟี ตามะแซ จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการเปิดเผยทราบว่าบุคคลทั้ง 2 ราย ได้กระทำความผิด ก่อนหน้าเจ้าหน้าที่จะออกหมายจับเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้ใช้แนวทางสันติวิธีร่วมกับผู้นำศาสนา และพ่อแม่ช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้ยอมมอบตัวต่อทางการถึง 6 ครั้งด้วยกันแต่ไม่ยินยอม


พฤติกรรม นายอาลียะ ดาหะแม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 1 ต.บือเระ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ เป็นบุคคลตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ 38/60 ลง 10 มีนาคม 2560 ต้องสงสัยก่อเหตุยิง อส.ทพ.อภิสิทธิ์ มุกดาห์ เสียชีวิต เหตุเกิดพื้นที่      ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 , ก่อเหตุขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ในโรงเรียน เมื่อ 28 เมษายน 2559, ยิง อส.ทพ.เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 และทำการลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ อส. เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ส่วนพฤติกรรม นายกาดาฟี ซามะแซ อยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 4 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ที่    จ.256/60 ลง 20 เมษายน 2560 และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้ตรวจยึดอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอก พร้อมซองกระสุน และกระสุนจำนวนหนึ่ง สำหรับกรณีการเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 2 สื่อแนวร่วมได้ทำการโฆษณาชวนเชื่อกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตุจากภาพแม็กในตัวปืนแยกออกจากกัน ในความเป็นจริงแล้วเป็นขั้นตอนการตรวจสอบอาวุธ โดยเจ้าหน้าที่ทำการถอดแม็กออกจากปืนเพื่อความปลอดภัย และได้นำมาวางไว้เพื่อสะดวกในการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และในที่เกิดเหตุโดยทั่วไป ไม่มีใครรู้หรอกว่าแม็กเป็นของอาวุธปืนกระบอกไหนเมื่อทำการถอด แต่ตามหลักสากลทั่วโลกสามารถใช้ร่วมกันอยู่แล้ว หากมองหลักความจริงคงไม่มีแค่กระสุน 2 แม็กหรอก จะต้องมีกระสุนและแม็กสำรองติดตัวไปด้วยเสมอ

เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และอยู่ในกรอบของอำนาจที่กฎหมายมอบให้เพื่อการปฏิบัติงานในการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิด มีการใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหาทางออกของความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี เจ้าหน้าที่ให้โอกาสกับผู้ที่หลงผิดกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี จะเห็นได้ว่ามีการกระทำทุกวิถีทางเพื่อลดการปะทะซึ่งนำไปสู่การสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเกลี้ยกล่อมโดยให้ผู้นำศาสนาในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ของผู้ที่กระทำความผิดเองมาทำการเกลี้ยกล่อมถึง 6 ครั้ง ด้วยกัน แต่ผู้กระทำความผิดกลับไม่เลือกและไม่สำนึก สุดท้ายสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ แล้วใคร? คือคนที่ทำให้เขาตาย!! เจ้าหน้าที่หรอกหรือที่ยัดเยียดความตายให้... เขาต่างหากที่เลือกความตายให้ตัวเอง โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังความตายคือแกนนำโจรใต้ เพราะสุดท้ายแล้วโจรใต้ทุกคนถูกกำหนดให้ตายหรือไม่ก็ติดคุก จะต้องหมดสิ้นอิสรภาพไม่สามารถหนีรอดเงื้อมมือของกฎหมายพ้น... ส่วนผู้ที่กำลังหลบหนีหากไม่คิดมอบตัว ก็ต้องอยู่ในสภาพอดๆ อยากๆ อดมือกินมื้อ เจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีแม้หยูกยารักษา ไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุขดั่งเช่นครอบครัวคนอื่นเขา... จงเลือกเอา
---------------
Categories: NEWS Feed

สื่อโซเชียลดราม่าหนัก.. เมื่อ 3 นักสิทธิร้องถูกข่มขู่คุกคาม และขู่ฆ่า

Thu, 11/09/2017 - 14:58
"แบดิง โกตาบารู"
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560 สำนักข่าวอิศราได้ทำการเผยแพร่สกู๊ปข่าวเรื่อง ยูเอ็นจี้ไทยสอบ “ไอโอสีดำ” คุกคาม “อังคณานักสิทธิมนุษยชน” ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีแนวร่วมโจรใต้ได้ขยายผลต่อในสื่อสังคมออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง เมื่ออ่านเนื้อหาใจความในสกู๊ปข่าวพอจับประเด็นใจความสำคัญมีการกล่าวอ้างว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ทำหนังสือถึง อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อสอบถามข้อมูลการถูกข่มขู่คุกคาม และขู่ฆ่า รวมไปถึง กรณีของ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย)ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและอัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มด้วยใจ ซึ่งมีข้อมูล ถูกข่มขู่ คุกคาม และขู่ฆ่าด้วยเช่นกัน          สำนักข่าวอิศรายังกล่าวด้วยว่า “การใส่ร้ายและบิดเบือนข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์   เพื่อลดความน่าเชื่อถือ หรืออาจถึงขั้นบ่อนทำลายการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนไทยหลายคน กลายเป็นประเด็นระดับสากล โดยคณะผู้แทนพิเศษขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น สอบถามเรื่องดังกล่าวมายังรัฐบาลไทย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง” สำนักข่าวอิศรามีการตั้งข้อสังเกตุว่าข้อมูลเท็จที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ บางส่วนมาจากเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยที่ใช้ “ปฏิบัติการข่าวสาร” เพื่อสร้างความเกลียดชังกับอีกฝ่าย    เรียกกันว่า Black IO หรือ Dirty IO หากจับประเด็นว่า “สำนักข่าวอิศรา” ต้องการที่จะสื่ออะไร!! เมื่อวิเคราะห์ถึงเจตนาการเขียนสกู๊ปข่าวเรื่องดังกล่าวขึ้นมา ความมุ่งหมายเพื่อต้องการสื่อให้สังคมเห็นว่านักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยถูกรัฐรังแก และมีการข่มขู่คุกคาม และขู่ฆ่า แต่เมื่อเจตนาของ “สำนักข่าวอิศรา” ที่ต้องการให้ประชาชนเห็นใจนักสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 คนนั้นไม่เป็นผล กระแสตีกลับนอกจากไม่เป็นไปตามเจตนาที่ต้องการแล้ว กลับเป็นการซ้ำเติมสร้างความเกลียดชัง 3 นักสิทธิมนุษยชนหนักเข้าไปอีกเมื่อสื่อสังคมออนไลน์กลุ่มแนวร่วมนำสกู๊ปข่าวดังกล่าวไปทำการเผยแพร่เพื่อขยายผลการรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เพจ:เสียงจากแผ่นดินแม่  มีกระแส ดราม่าเกิดขึ้นอย่างหนัก เกิดปรากฏการณ์กระแสโจมตีต่อนักสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เพราะอะไร? ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จึงไม่เห็นด้วยและมีการแสดงออกที่บ่งบอกถึงอารมณ์ไม่พอใจ แทนที่จะเห็นใจและปกป้อง 3 นักสิทธิฯ ที่ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกข่มขู่คุกคามหมายเอาชีวิต.. หากใครติดตามข่าวสารและรับรู้เรื่องราวการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ ก็คงจะร้องอ๋อ!! อย่างนี้นี่เอง หากนักสิทธิฯ เหล่านี้ทำงานอย่างเที่ยงตรงไม่เอนเอียงก็คงไม่เจอปรากฏการณ์แบบนี้ หากทำงานอย่างตรงไปตรงมาทำหน้าที่ของนักสิทธิฯ ที่อุทิศชีวิตในการทำงานเพื่อสังคมและส่วนรวม แต่นี่ไม่ใช่!! เพราะ.....พฤติกรรมที่ผ่านมาได้แสดงธาตุแท้ให้สาธารณชนได้เห็นแล้วว่าคุณทำงานกันแบบไหน? ทำงานเพื่อใคร? เวลาเจ้าหน้าที่จับกุมโจรใต้ก็จะออกมาดิ้นเป็นดิ้นตาย เวลาโจรใต้ฆ่าผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตกลับนิ่งดูดาย... ไม่เคยเคลื่อนไหวใดๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวม มีสักครั้งมั๊ย!! ที่ประชาชนชื่นใจต่อการทำหน้าที่อันทรงเกียรติของคุณ บทเรียนในครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่นักสิทธิฯ ทั้งหลายต้องกลับไปคิดทบทวนบทบาทของตนเอง เพราะนี่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนต่อสิ่งที่พวกคุณได้ก่อขึ้น และคงไม่มีใครข่มขู่ คุกคามเอาชีวิตของพวกคุณหรอก.. มีแต่พวกคุณที่มโนไปเองแล้วสร้าง Story ไปฟ้องยูเอ็น.. และเรียกร้องให้คนอื่นเห็นใจ.. งามหน้ามั๊ยล่ะ!!เสียงสะท้อนจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อพฤติกรรมนักสิทธิแห่งปี  


 



 







Categories: NEWS Feed

“เหลือบ ริ้น ไร”แมลงร้ายชายแดนใต้

Wed, 11/08/2017 - 11:31
"แบดิง โกตาบารู"

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมาสิบกว่าปี รัฐต้องใช้งบประมาณมากมายในการแก้ปัญหาขับเคลื่อนด้วยโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำกิน พัฒนาคุณภาพชีวิตยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ลงมาปฏิบัติหน้าที่ เพิ่มอัตรากองกำลังประจำถิ่น อาสาสมัครทหารพราน กองอาสาสมัครรักษาดินแดน ชรบ. และ อรบ. ซึ่งเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องด้วยกันเอง ในขณะที่กลุ่มโจรใต้ยังคงคอยหาจังหวะทีเผลอลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทำลายเสาไฟฟ้า เสาสัญญาณโทรศัพท์ กล้อง cctv เผาโรงเรียน ลอบยิง ลอบระเบิดที่ชุมชนซึ่งมีคนหมู่มากโดยไม่มีการแยกแยะเป้าหมาย กระทำการอย่างไร้อุดมการณ์เพียงเพื่อเอาใจนายใหญ่ที่สั่งการอยู่ต่างแดน..
หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มโจรใต้นอกจากไร้อุดมการณ์แล้ว ยังทำการก่อเหตุเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ยึดโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงชั้นดีที่คอยเติมเชื้อไฟใต้ไม่ให้มอดดับ นอกจากกลุ่มโจรใต้ที่มีผลประโยชน์แอบแฝงแล้ว ยังมีกลุ่ม “เหลือบ ริ้น ไร” กลุ่มต่างๆ  ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนมากกว่า 521 องค์กร ครอบคลุมพื้นที่แทบจะเดินชนกันตาย ถามว่า!! ด้วยเหตุใดองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงโตไวและเพิ่มปริมาณแบบก้าวกระโดดเช่นนี้!! คงหนีไม่พ้นในเรื่องของผลประโยชน์ เป็นอาชีพที่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นซึ่งมีไอดอลที่ประสบความสำเร็จจากอาชีพนี้เป็นต้นแบบ ร่ำรวยตามๆ กัน ข่าวเชิงลึกมีแกนนำองค์กรบางคนซื้อที่แถวถนนลพบุรีราเมศร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ราคาร้อยกว่าล้านบาท อีกรายเป็นผู้นำองค์กรผู้หญิงซื้อที่ดินในตัวเมืองจังหวัดยะลาราคาแปดสิบกว่าล้าน แอ๊ะ!! ชักสงสัยไปร่ำรวยจากไหนมา ถึงมีเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาแพงขนาดนี้
องค์กรภาคประชาสังคมที่มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ อุทิศตนเพื่อส่วนรวม มีจุดยืนของตัวเองในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ข้อนี้ผู้เขียนจะไม่ขอก้าวล่วงขอยกย่องเชิดชูด้วยใจจริง แต่สำหรับบางท่านกล้าที่ประกาศบนเวทีต่อหน้าสาธารณชนว่าตนเองประกอบอาชีพ NGOs ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วพ่อแม่อยากให้เป็นข้าราชการที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีรับใช้ชาติบ้านเมืองก็ตามที แต่ในเมื่อรับราชการแล้วไม่รวยก็ไม่เอาดีกว่า.. สู้เรียนลัดชีวิตเป็นนักสิทธิฯ เป็น NGOs ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง แถมได้ท่องเที่ยวบินลัดฟ้าไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น..ก็ไม่ได้ไปว่าใครหรอกนะ!! คนเราห้ามความคิดกันไม่ได้หรอก หากประกอบอาชีพสุจริต  ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็น และตามล่าความฝันของตนเอง แต่ที่อดกล่าวถึงไม่ได้กับพฤติกรรมขององค์กรภาคประชาสังคมส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าเดิมๆ บางคนไต่เต้ามาจากอาชีพเด็กล้างรถแล้วเขยิบยกฐานะตนเองมาเป็น NGOs ที่ยอมรับไม่ได้คือ.. หลงลืมตนเอง เตะต้องไม่ได้ ดั่งเป็นวัวลืมตีน ประกาศเดี้ยนคือ “นักสิทธิ” ผู้ทรงเกียรติ แต่กลับเคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มโจรใต้ ลืมจรรยาบรรณของอาชีพ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในคอมพิวเตอร์ ซึ่งไร้การตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อมุ่งโจมตีหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่เคยหลาบจำ.. เพื่ออะไร?

องค์กรภาคประชาสังคมมีส่วนเสริมและเกื้อหนุนการแก้ปัญหาไฟใต้มีหรือไม่? ก็ต้องบอกตามตรงเลยว่าในจำนวน 521 กว่าองค์กรที่เคลื่อนไหวอยู่ คงมีส่วนน้อยนิดที่มีความจริงใจ แสดงออกในบทบาทชัดเจนในการหนุนเสริมร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไฟใต้ ซึ่งจะไปคาดหวังอะไรมากมายกับองค์กรภาคประชาสังคมเหล่านี้คงเป็นเรื่องยากเต็มกลืน ลำพังกับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้.. มีแต่คอยซ้ำเติมปัญหาไฟใต้มิหยุดหย่อน... เป็นแค่ “เหลือบ ริ้น ไร” แมลงร้ายชายแดนใต้ที่คอยดูดเลือดหากินโดยอ้างทำเพื่อประชาชน แท้จริงเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนกลุ่มโจรใต้ และเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน ต้องการดึงเม็ดเงินงบจากต่างชาติ หากเป็นแล้วไม่ได้อะไร!! ชายแดนใต้แห่งนี้คงไม่มีองค์กรภาคประชาสังคมมากมายถึง 500 กว่าองค์กรหรอกนะ!! ว่ามั๊ย... ------------------------
Categories: NEWS Feed

อุดมการณ์ในการต่อสู้!!! ในปาตานี

Mon, 11/06/2017 - 09:48

          สิ่งที่ถูกผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังนำมาหยิบยก ให้กลุ่มผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อเหตุรุนแรงยึดถือเป็นอุดมการณ์ในการต่อสู้  (The ideology in the fight)  คืออะไร มีการออกแบบ สร้าง และใช้อย่างไร  ใคร่ขอนำมาไล่เรียงทีละประเด็นดังนี้ทำไมเยาวชนวัยรุ่นหนุ่มสาวจึงตกเป็นเป้าหมาย!!!เยาวชนหรือวัยรุ่นจะมีความกระตือรือร้นสูง  มีพลังและความปรารถนาอันแรงกล้า ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงและได้รับการยอมรับ อีกทั้งสังคมทั่วไปเชื่อและยอมรับว่าพลังเยาวชนเป็นพลังบริสุทธิ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็คืออยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงของวัย ซึ่งจะสับสน เคว้งคว้าง  ยังไม่แน่ใจในเป้าหมายของชีวิตตน  กอปรวุฒิภาวะยังน้อย หรืออ่อนต่อโลก  เป็นเป้าหมายที่ผู้นำ หรือผู้ที่ทำหน้าที่กระตุ้นแนวความคิด (catalyst)  สามารถที่จะเผยแพร่แนวความคิด สร้างแรงบันดาลใจ  เพื่อชักจูงให้เข้าร่วมขบวนการได้โดยง่าย ยิ่งถ้าผู้บอกเล่าเป็นครู  หรือผู้นำในด้านใดด้านหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากชุมชน และเป็น Idol เยาวชนเหล่านั้น เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งจะทำให้เยาวชนหลงเชื่อได้โดยบริสุทธิ์ใจ
การสร้างอุดมการณ์ร่วมกัน ทำอย่างไร!!!การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือปรัชญาในการปลูกฝังอุดมการณ์ที่สร้างขึ้นมา เช่น นำเรื่อง เชื้อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ  มาขยายให้เห็นจุดร่วมและจุดต่างชัดขึ้น  ฉายภาพประวัติศาสตร์ที่หยุดนิ่งเพื่อสร้างความเคียดแค้น เกลียดชัง (hatred)  บนความแตกต่าง หรือไม่ก็ต้องสร้างเหตุการณ์ที่สำคัญเพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลร่วมสมัยไว้สำหรับการระลึกถึง  และใช้การกระตุ้นทางการเมืองและศาสนา เป็นระยะๆ เพื่อสร้างความเกลียดชังหล่อเลี้ยงอุดมการณ์ที่สร้างขึ้นมา ให้เชื่อว่าเป็นอุดมการณ์ในการต่อสู้ร่วมกัน โดยที่เหยื่อเหล่านั้น ไม่รู้เลยว่าอุดมการณ์ที่รับการปลูกฝังมานั้น  เป็นอุดมการณ์ที่ถูกวางแผน และสร้างขึ้นมา อาจจะเนื่องมาจากความเคียดแค้นส่วนตัวของบุคคล  หรือกลุ่มบุคคล ที่อาจจะเคยได้รับการปฏิบัติอย่างอยุติธรรม หรือหลงผิดคิดว่าคนคือตนกับรัฐเป็นสิ่งเดียวกันเท่านั้น  หรืออาจจะเป็นผลประโยชน์แห่งรัฐ ซึ่งกว่าที่เยาวชนผู้หลงเชื่อเหล่านั้นจะรู้ก็ถลำลึก และได้สูญเสียช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเสียแล้ว กลายเป็นผู้หลงผิดในสายตาของรัฐ  แล้วอะไรคืออุดมการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้!!!
ในช่วงแรกๆ ของการสร้างสถานการณ์ไม่มีกลุ่มใดๆ ออกมายอมรับ  เรียกร้อง หรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ  ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสน ว่าใคร และทำเพื่ออะไร แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งขบวนการที่คิดว่า ตนเองมีอิทธิพลมากสุด  ได้ออกมาแถลงการณ์เมื่อ กุมภาพันธ์ 2556  , ตุลาคม 2558 และ เม.ย.60 ซึ่งทั้ง 3 ครั้ง ก็ไม่ได้กล่าวถึงอุดมการณ์ในการต่อสู้แต่อย่างไร มีเพียงข้อเรียกร้องและความต้องการได้รับการยอมรับ แม้กระทั่งแถลงการณ์ล่าสุดของกลุ่มผู้แทนในการพูดคุย ซึ่งผู้แทนจากขบวนการสำคัญก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็มีเพียงความต้องการได้รับการยอมรับถึงกับเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษรับรองสถานะของตน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพและสถานะปัจจุบัน ที่ชัดเจน ประมวลจากภาพเหล่านี้ก็อาจจะเป็นคำตอบได้ว่า สาเหตุที่ขบวนการและกลุ่มเหล่านี้ไม่เคยพูดถึงอุดมการณ์ในการต่อสู้เลยก็เพราะว่ามันไม่เคยมีกระมัง  มีแต่ผู้หลงผิด ยึดติดในสิ่งที่ถูกสร้างและได้รับปลูกฝังขึ้นมาเท่านั้น ที่ยังหลงผิดคิดว่านั่นคืออุดมการณ์ของขบวนการที่ตนร่วมอยู่ และหลงว่าตนกับขบวนการคือสิ่งเดียวกัน
เยาวชนเป้าหมายระหว่างการปลูกฝัง จะเป็นอย่างไร!!!เราอาจวิเคราะห์กระบวนการสร้างแนวร่วมที่ปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ จชต.เทียบเคียงกับบันไดสู่การก่อการร้าย (Staircase to Terrorism) ของ Moghaddam ได้ดังนี้เยาวชนผู้หลงผิดเมื่อได้รับการปลูกฝัง ตอกย้ำ จะเกิดการตีความทางจิตวิทยา รู้สึกว่าอัตลักษณ์ของตนและกลุ่มตนถูกคุกคาม ไม่มีความสำคัญ ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม ยิ่งรวมเข้ากับประสบการณ์ตรงที่พบเห็น หรือการบอกเล่าของบางคนในกลุ่มที่ได้รับประสบการณ์ตรง จะยิ่งสามารถสร้างความคุมแค้น เกลียดชังได้ง่ายขึ้น ซึ่งขั้นแรกนี้จะถูกปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัยทำให้เยาวชนที่ได้รับการปลูกฝังเหล่านั้นต้องพยายามหาทางออกเพื่อต่อต้านความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม หลงเชื่อโดยสนิทใจในสิ่งที่ได้รับการปลูกฝัง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกตัวเองจากผู้ที่ไม่ได้คิดเหมือนตน ปฏิเสธความคิดของผู้อื่น แม้กระทั่งคนในครอบครัวการเลือกเยาวชนเป้าหมายจะต้องเป็นเยาวชนที่มีความประพฤติเรียบร้อย มีความอ่อนไหวง่ายต่อการปลูกฝังอุดมการณ์ทางความคิด โดยที่ผ่านมาส่วนมากจะเป็นครูสอนศาสนา รุ่นพี่หรือบุคลากรในสถานศึกษาที่เป็นนักจัดตั้ง ทำการปลุกระดม ชักชวนให้เยาวชนเป้าหมายเข้าสู่ขบวนการ ซึ่งจะแบ่งเป็นเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษาการเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ในการชักชวนเยาวชนเป้าหมายเข้าร่วมอุดมการณ์ ปัจจุบันมีความสะดวกมาก เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ หันมาสนใจกับเทคโนโลยีทางการสื่อสารมากยิ่งขึ้น มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง จึงเป็นช่องทางให้กลุ่มขบวนการ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโน้มน้าว ชักชวนกลุ่มเยาวชนเป้าหมายที่มีคุณสมบัติดังกล่าว พร้อมกับมีการนัดพบปะเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แนวความคิดต่อต้านรัฐ พัฒนาเยาวชนเป้าหมายไปเข้าสู่ขบวนการตามขั้นตอนในการจัดตั้งเพื่อเป็นสมาชิกร่วมอุดมการณ์ต่อไปพัฒนาการต่อมาก็คือไม่ยอมรับความจริงที่รับรู้ได้ในภายหลัง มีแนวคิดที่สุดโต่ง ใช้ความรุนแรง (Violent Extremism) ขาดสำนึกในเรื่องผิดชอบชั่วดี ต้องการแก้แค้น คิดว่าฆาตกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แยกตัวออกจากครอบครัว เชื่อว่าการใช้ความรุนแรงเป็นทางที่ถูกต้องตามหลักความเชื่อศาสนาโดยถูกปลูกฝังในทางที่ผิด เป็นสิ่งที่ทำให้เหนือฝ่ายตรงข้ามและเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำและพร้อมที่จะใช้หรือเข้าร่วมกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน และเป็นผู้เข้าร่วมขบวนการในที่สุดเมื่อร่วมขบวนการแล้วเป็นอย่างไร!!!ผู้เข้าร่วมขบวนการจะต้องรับการฝึกเพื่อสร้างความฮึกเหิม และความมั่นใจในการก่อเหตุรุนแรง สร้างความเกลียดชังหล่อเลี้ยงอุดมการณ์ร่วมในการต่อสู้ที่สร้างขึ้นมา เริ่มก่อเหตุจากง่ายๆ ให้มีหมายจับเพื่อยึดโยงทางกฎหมายอีกที ขยับจากเรื่องง่ายไปยาก เรื่องเล็กไปใหญ่ตามลำดับ หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การสร้างกงล้อแห่งความหวาดกลัว     โดยเริ่มจากสร้างความรุนแรงและเสียหายในพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลกระทบในด้านที่ต้องการ  สร้างความหวาดกลัว และการจดจำ  เป็นวงจรไปเรื่อยๆ โดยผู้เข้าร่วมขบวนการไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากกงล้อนี้ได้อย่างไร เมื่อรู้แล้ว จะออกจากขบวนการได้อย่างไร!!!ผู้เข้าร่วมขบวนการไประยะหนึ่งแล้ว จะรับรู้ความจริงและตระหนักในสำนึกความรับผิดชอบ ชั่ว ดี อยากออกมาจากขบวนการ ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่ติดพันธะทางกฎหมาย พันธะขบวนการสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ตลอดจนความไม่รู้ เป็นอุปสรรคไม่สามารถทำตามที่ใจตนเองต้องการ จะปรึกษาปัญหานี้กับใครก็ไม่ได้ มีแต่เพื่อนร่วมขบวนการจำใจต้องร่วมขบวนการไปเรื่อยๆ การหาทางออกที่ดีที่สุดของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป  แต่รัฐบาลมองว่าเยาวชนเหล่านี้คือผู้หลงผิด ซึ่งควรได้รับโอกาส และโครงการพาคนกลับบ้านที่กำลังดำเนินการอยู่ในพื้นที่ขณะนี้เป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้หลงผิดเหล่านี้ เมื่อรู้แล้วจะยอมเป็นตัวแทนของผู้ที่มีความเกลียดชัง เคียดแค้นเป็นการส่วนตัว ไปเพื่ออะไร
"ดำดิ่งมหาสมุทร"
Categories: NEWS Feed

ทำไม? ยกฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชน

Sun, 11/05/2017 - 09:47

จากประเด็นข่าว “กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนักสิทธิ” ที่เขียนและเผยแพร่โดย isranews เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน 2560 เวลา 21:01 ในกรณีรายงานการทรมานภาคใต้นั้น  ไม่ได้หมายความว่า นักสิทธิฯ ทั้ง 3 ท่าน ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้นั้น  เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ที่ถูกต้องแล้ว หรือ พยานหลักฐานอ่อน ในความเห็นของพนักงานอัยการ!!  แล้วอะไรล่ะ ???? คือข้อเท็จจริงขอการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้
ทำไม? จึงต้องฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชนหากย้อนไปดู ก็พบว่าหนึ่งในกลุ่ม NGOs จากต่างประเทศ คือ องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่ง เป็นองค์กรนอกภาครัฐที่ทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและทั่วโลก ได้เขียนข้อความโจมตีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต. ว่ามีการกระทำความรุนแรง และการทรมานที่โหดร้าย ต่อผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน เป็นข้อมูลที่ องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้มาจากการเผยแพร่รายงาน “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ใน จชต. ปี 2557 – 2558”  ของ 3 นักสิทธิฯ  ในพื้นที่ประกอบด้วย  นายสมชาย หอมลออ, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ  โดยเรื่องที่นักสิทธิฯ ทั้ง 3 ท่าน ได้รายงานนั้น ก็ไม่ได้มีการเกิดขึ้นจริง โดยทั้งสามคนอ้างว่า มีการกระทำความรุนแรง และการทรมานที่โหดร้าย ของเจ้าหน้าตำรวจ และทหาร ทั้งการทุบตี การใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะ ใช้มือหรือเชือกรัดคอ และการกระทำให้อับอายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเป็นการกล่าวอ้างที่ขาดทั้งหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่มีการตรวจสอบก่อนที่จะนำมาเสนอต่อสาธารณชน พฤติกรรมของนักสิทธิที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ จชต.ทั้ง 3 คน ถือได้ว่า “เป็นการจงใจพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระดับสากล สร้างความเสื่อมเสียที่ไม่น่าให้อภัย” อีกทั้งข้อมูลที่นักสิทธิฯ ทั้ง 3 ร้องเรียนก็เป็นรายงานเท็จ และไม่ยอมให้ความร่วมมือหรือยินดีรับการตรวจสอบใดๆ  จึงได้มีการฟ้องร้องเป็นคดีความในเวลาต่อมา ในข้อหา “หมิ่นประมาท” และการกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์”
เหตุผลที่ศาลสั่งไม่ฟ้อง...เหตุผลที่ศาลสั่งไม่ฟ้องไม่ได้เกิดจาก พยานหลักฐานอ่อน  หรือขาดน้ำหนัก หรือ การกดดันขององค์กรภาคประชาสังคม หรือ NGOs  แต่เป็นเพราะ  กอ.รมน.ภาค 4 สน. อยากให้โอกาสนักสิทธิทั้ง 3 คนนี้ ที่เป็นประชาชนคนไทยด้วยกัน ได้กลับใจ มาปฏิบัติงานแก้ไขปัญหา จชต.ร่วมกันในอนาคตจึงได้ถอนแจ้งความ
       โดยเมื่อวันที่  7 มีนาคม 2560  กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้จัดหารือร่วมระหว่าง  3 นักสิทธิฯ ประกอบด้วย นายสมชาย หอมละออ, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ : มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และน.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธาน กลุ่มด้วยใจ  พร้อม ดร.โคทม อารียา  ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี   และ ผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ เพื่อหาทางยุติการดำเนินคดีที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยื่นฟ้องนักสิทธิทั้ง 3 ฐานหมิ่นประมาท ที่ สภ.เมืองปัตตานี  โดยได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน 3 ประการคือ การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น, การป้องกันการละเมิด  กำหนดมาตรการแก้ไขหลังเหตุละเมิด  และการกำหนดสถานที่นำตัวเข้าซักถามข้อมูลรวมทั้งการจัดทำรายงานสิทธิมนุษยชน ผ่านกลไกต่างๆ เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้การรายงานถูกต้อง ไม่กระทบฝ่ายใด ซึ่งเมื่อบรรลุข้อตกลง ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ก็ได้ถอนแจ้งความกับนักสิทธิฯ ทั้ง 3 ท่าน ซึ่งทางนายสมชาย, น.ส.พรเพ็ญ และ น.ส.อัญชนา ได้กล่าวขอบคุณ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ถอนแจ้งความ             จะเห็นได้ว่า  กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไม่ได้มีเจตนาเอาความทางคดี ให้ 3 นักสิทธิฯ ได้รับโทษทัณฑ์ แต่ต้องการให้เกิดการแก้ปัญหา มีการตรวจสอบความจริงร่วมกัน และมีการจัดทำรายงานร่วมกัน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ จชต.  โดยหวังว่าทั้ง 3 คน จะมีสำนึกรับผิดชอบในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนที่จะได้จากองค์กรข้ามชาติ  ซึ่งกำลังใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ทันคิดว่าผลประโยชน์ส่วนตนที่ได้รับนั้น เป็นการทำลายชื่อเสียง เกียรติภูมิของประเทศ ของเขาเอง             ภาพลักษณ์ที่ผ่านมาของภาคประชาสังคมในพื้นที่ มักถูกมองในทัศนคติเชิงลบ เช่น  ..... เป็นองค์กรที่สร้างความแตกแยกและสร้างความขัดแย้งในสังคม ..... เป็นองค์กรที่รับเงินต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ..... เป็นม๊อบรับจ้าง ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมต่างๆ ..... เป็นกลุ่มขัดขวางการพัฒนาประเทศ หรือไม่ก็ .... เป็นพวกที่ชอบต่อต้านประท้วงและคัดค้าน โครงการต่าง ๆ ของรัฐ... เลือกข้าง  ไม่เคยออกมาประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่  นี่คือการมองจากภายนอกและกิจกรรมในบางประเด็น  ซึ่งภาคประชาสังคมในอุดมคตินั้นเป็นกลุ่มคนที่ปรารถนาอยากให้สังคมดีขึ้น และอยากให้การทำงานและการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐ  ได้ถูกตรวจสอบและเปิดเผย ภายใต้หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน  เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความมุ่งมั่น อยากเห็นปัญหาสังคมได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหากลุ่มคนด้อยโอกาส และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา สุดท้ายอยากให้สังคมได้รับรู้ความจริงว่า เหตุที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ถอนแจ้งความพนักงานอัยการจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง คดีก็เป็นอันยุติ
        ก็ขอแสดงความยินดีกับนักสิทธิฯ ทั้ง  3 ท่าน  ซึ่งก็หวังว่าการถอนแจ้งความซึ่งนำมาซึ่งความเห็นสั่งไม่ฟ้องของอัยการในครั้งนี้นั้น  จะทำให้บรรยากาศในการทำงานร่วมกันในอนาคต เป็นไปโดยราบรื่นสามารถ สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. ได้อย่างยั่งยืนต่อไป!!!

"ดำดิ่งมหาสมุทร"
Categories: NEWS Feed

ชาวเคิร์ด...คือใคร!! ทำไม? ร่วมมือกับอเมริกา

Sun, 10/22/2017 - 14:45



“ชาวเคิร์ด”คือใคร?หลายท่านอาจสงสัยเป็นใคร? อยู่ส่วนไหนของแผนที่โลก และทำไมเรื่องราวของชาวเคิร์ดมีการนำเสนอข่าวต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ในทีวีบ้านเราหรือทั่วโลก.. 
“ชาวเคิร์ด”คือชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่แถบอาหรับและเปอร์เซียมาอย่างยาวนานนับพันๆ ปี เร่ร่อนไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วทวีป บ้างก็ตั้งรกรากถิ่นฐานกระจัดกระจายกันไป ในประเทศต่างๆ เช่น ในประเทศอิรัก, ซีเรีย, อิหร่าน และประเทศรัสเซีย และมีมากที่สุดคือประเทศตุรกี 
“ชาวเคิร์ด” เป็นชนชาติที่ทำการรบเก่งมาก มีจิตวิญญาณของนักสู้ แต่ชาวเคิร์ดเป็นชนชาติที่ต้องคำสาปคล้ายๆ กับปาเลสไตน์ คือมีปัญหาในเรื่องดินแดนที่มาจากการยอมรับของนานาชาติไม่มีประเทศเป็นของตนเอง อีกทั้งชาวเคิร์ดที่อาศัยในประเทศต่างๆ กลับถูกมองว่า “เป็นพลเมืองชั้นที่สอง”ของประเทศที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ กล่าวคือเป็นชนกลุ่มน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่มีบทบาท ไม่มีสิทธิมีเสียงเหมือนพลเมืองแท้ๆ ของประเทศนั้นๆ ถึงแม้จะถูกเหยียดหยามต่างๆ นาๆ แต่ชาวเคิร์ดมีความใฝ่ฝันว่าจะมีดินแดนของตัวเอง มีประชาชนชาวเคิร์ดที่แท้จริงปกครอง จึงพยายามเสาะแสวงหาทุกวิถีทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เศรษฐกิจ

“ประเทศตุรกี”หรืออดีตอาณาจักร“ออตโตมัน”มีชาวเคิร์ดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับถูกกดขี่ จำกัดสิทธิเสรีภาพเสมือนเป็น“พลเมืองชั้นสอง”ตุรกีเกลียดชังชาวเคิร์ดเป็นอย่างมาก พยายามคุมอำนาจชาวเคิร์ด อีกทั้งพยายามกำจัดเพื่อป้องกันการลุกฮือของชาวเคิร์ด  ตุรกีมีความหวาดระแวงเปรียบชาวเคิร์ดเสมือน“หอกข้างแคร่”และเป็นอุปสรรคในการสร้างอาณาจักรออตโตมันให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ชาวเคิร์ดจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือให้กับชาติมหาอำนาจ เพียงเพื่ออำนาจต่อรองสร้างชาติเป็นของตนเอง
“ศัตรู”ของ“ศัตรู”คือ...มิตรของข้า 
ตุรกีเป็นมหามิตรที่สำคัญยิ่งของอเมริกา เพราะตุรกีในมุมมองของอเมริกาคือเป็นรัฐกันชนและคานอำนาจกับรัสเซีย ทั้งสองประเทศรักกันเหนียวแน่น... แต่แล้วด้วยเกมการเมืองที่ผิดพลาด (รัฐประหารที่ตุรกีไม่สำเร็จ) ทำให้ตุรกีหวาดระแวงอเมริกา... 
ตุรกีจึงหันไปคบเอาใจรัสเซีย.. ซึ่งเป็นคู่อริตลอดกาลของอเมริกา. ด้วยความที่อเมริกาซึ่งกระทำตัวเป็นนายใหญ่ของโลกกลัวเสียหน้าและไม่ยอมเสียประโยชน์ จึงพยายามหาหนทางที่จะแก้เผ็ดและทวงคืนอำนาจของตนเองในคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งยุโรป อเมริกาจึงปรึกษาหารือกันว่าจะทำการเช่นไร?.... เพราะหาก     รัสเซียและตุรกีจับมือกันอย่างเหนียวแน่นแล้ว จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง... เพราะหากเกิดสงครามขึ้นกับรัสเซียเมื่อไหร่ รัสเซียจะสามารถกรีฑาทัพบุกได้โดยง่าย อีกทั้งสูญเสียอำนาจแถวคาบสมุทรอาหรับ แต่ในที่สุดอเมริกาก็หาออกในการแก้เผ็ดได้สำเร็จ โดยหันไปจับมือกับ“ชาวเคิร์ด”ซึ่งเป็นอริศัตรูของตุรกีนั่นเอง
ซึ่งตุรกีหรือประเทศในแถบยุโรปไม่เคยชายตา หรือให้ความสำคัญต่อชาวเคิร์ดเลย อเมริกาหยอดคำหวานให้ความหวัง“วันหนึ่งชาวเคิร์ดจะมีดินแดนเป็นประเทศของตนเอง” 
ซึ่งที่ผ่านมาชาวเคิร์ด กลับมองว่าตัวเองจะไม่มีประเทศได้ ตราบใดที่มีตุรกีและมีรัสเซียหนุนหลัง จึงจับมือกับอเมริกาและยุโรป อเมริกาให้การสนับสนุนชาวเคิร์ดด้วยการส่งทั้งอาหาร เสบียงและอาวุธ พร้อมฝึกทำการรบให้เก่งขึ้นไปอีก ชาวเคิร์ดยิ่งนับวันยิ่งแข็งแกร่ง สร้างความเกรงกลัวให้กับตุรกีและนานาประเทศที่มีชาวเคิร์ดอยู่อาศัยว่าซักวันหนึ่งประเทศของตัวเอง จะถูกชาวเคิร์ดเหล่านั้นลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน
เพราะฉะนั้น“ชาวเคิร์ด”คือหมากสำคัญของอเมริกา และอย่าคิดว่าอเมริกาจะแพ้เพราะจนแต้ม เพราะหมากตัวสำคัญยิ่งอีกตัวอีกตัวของอเมริกาตัวคือ“อิสราเอล”ซึ่งเป็นมหามิตรของอเมริกาในดินแดนตะวันออกกลาง หมากแต่ละเกมส์สนุก ชิงไหวชิงพริบกันสนุกระหว่างสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลก ระหว่าง“พญาอินทรีกับพญาหมีขาว”โดยมี“พญามังกร”อย่างจีนติดตามดูอย่างใกล้ชิด และคอยสอดแทรกเมื่อสองมหาอำนาจทะเลาะกันเอง...
          “ชาวเคิร์ด”เป็นมุสลิม เชื้อสายนิกายซุนหนี่ ซึ่งเป็นพวกนักรบเร่ร่อน ชอบไปรุกรานและยึดครองตามที่ต่าง แบ่งเป็นกลุ่มๆ เมื่อเกิดการแบ่งประเทศ จึงกระจายเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ในหลายประเทศ CIA จึงใช้เป็นเครื่องมือ ในการปฏิบัติการลับและให้การสนับสนุน อย่างเช่นในประเทศจีน คือ“อุยกูร์”ในซีเรีย ก็ใช้เป็นท่อสนับสนุนกลุ่มIS”รวมทั้งอเมริกาหนุนหลังให้ทำการปฏิวัติในตุรกีแล้วเหลว ตุรกีเกิดความหวาดระแวงจึงหันไปอิงรัสเซีย ส่งผลต่ออียู และดุลย์อำนาจระหว่างยุโรปกับเอเชีย ในช่วงออตโตมันรุ่งเรือง มีการรบเพื่อขยายอาณาเขต แต่กลับปล่อยให้ประชาชนอดอยากจึงเกิดยังเติร์กปฏิวัติหันกลับมาช่วยประชาชน...
          สุดท้ายของคำตอบคือทำไม? จึงมีความเชื่อมโยงเหตุระเบิดบ้านเราที่ศาลพระพรหม ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 18.55 น. ตามเวลาในประเทศไทย ที่ศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และในวันต่อมาได้เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดลงมาจากสะพานตากสิน บริเวณท่าเรือสาทร ทำให้เรือที่จอดอยู่บริเวณใกล้เคียงถูกสะเก็ดระเบิดเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
นายแอนโธนี่ เดวิส นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของไอเอชเอส เจนส์ ที่มีสำนักงานในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ภาคใต้ เป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ ขณะที่นายโทนี่ คาตาลุซซี่ นักวิเคราะห์ชาวสหรัฐฯ บอกว่า เป็นความป่าเถื่อนของสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาเยือนลิเบีย ซีเรีย ยูเครน ขณะนี้กำลังเข้ามาเยี่ยมชมกรุงเทพฯ ของประเทศไทยด้วยการก่อการร้ายข้ามชาติ
isis - อุยกูร์- ชาวเคิร์ด จึงยืนอยู่บนฟากเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย สุดท้ายจะถอดรหัสไปสู่ต้นขั้วของทุกสิ่งคือ“อเมริกา”ที่ใช้งานกลุ่มเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ เพื่อแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจกับรัสเซีย โดยมีจีนคอยสอดแทรก... เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างลงตัว.. ในคราบการก่อการร้ายแทรกแซงประเทศอื่นๆ ------------------------ขอบคุณ: ข้อมูลจากผู้รู้ท่านหนึ่ง
Categories: NEWS Feed

“อาสา” เพราะใจรักในแผ่นดินเกิด

Fri, 10/20/2017 - 19:58
“ถึงแม้ท่านจะไม่ได้รับรางวัลอะไร แต่ความภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของท่านยังคงมีอยู่แน่นอนและตลอดไป”ทำไม? กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจึงกังวลกับการที่รัฐบาลให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่มีจิตใจเสียสละเข้ามาสมัครและคัดเลือกเป็นกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ในพื้นที่ จชต.  ถึงกับต้องออกมาข่มขู่  และสร้างความหวาดระแวงให้กับพี่น้องประชาชนขนาดนั้น

Paragraph ข้างบนเป็นคำถามตัวใหญ่ในสังคมโซเชียลในวันที่ผ่านมา ทั้งที่การให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่อาจเป็นญาติพี่น้อง มีความคุ้นเคยกับวิถีชีวิต พื้นที่ชุมชนของตนมาเป็นผู้ดูแลชุมชนของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องดังที่ว่า “สูเจ้าทั้งหลายอย่าก่อกวนความเสียหายขึ้นในแผ่นดิน การรักบ้านเกิดเมืองนอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการศรัทธามั่นในองค์อัลเลาะห์ (จากคัมภีร์อัลกุรอาน) เงินเดือน 17,000 กับค่าเสี่ยงภัย 2,500  มันเทียบไม่ได้กับหน้าที่และความรับผิดชอบที่เขาเหล่านั้นจะต้องทำหลังจากผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็น อส. ซึ่งแสดงถึงการรู้คุณแผ่นดินเกิดและศรัทธาที่มั่นคงซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อวันกียาม๊ะห์มาถึง ผู้ที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดินแม่ กับผู้ที่ทำร้ายแผ่นดิน-เกิด เก็บเกี่ยวหาประโยชน์บนหลุมฝังศพและคราบน้ำตาของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ต้องมีที่หมายในวันนั้นที่ต่างกัน


ผู้เขียนเองเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่อัลเลาะห์สร้างขึ้นมา เป็นผู้ที่ประเสริฐและมีปัญญาสูงคงไม่มีใครมาจับแพะชนแกะได้ คงได้แต่พวก ดอละห์  ซาและห์ เท่านั้น การมองมนุษย์ทั้งหมดว่าเป็นแบบ X มันล้าหลังไปหลายร้อยปี หรือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงอยู่ทุกวันพบว่าไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของตน  รู้ว่ากำลังจะสูญเสียมวลชน  การสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่ด้วยอุดมการณ์จอมปลอมจากนักอุดมการณ์รับจ้างทั้งหลายไม่ได้ผล ถึงกับต้องผูกมัดแนวร่วมไว้ด้วยสิ่งที่เป็นหะรอม  ให้มีมาตั้งแต่เด็กๆตัดกำลังวัยรุ่นในพื้นที่  ที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนในอนาคต
“กำลังเพลี่ยงพล้ำ” นี่กระมังคือคำตอบต่อคำถาม
ยอมสละความสุขส่วนตัว ยอมห่างไกลครอบครัว ยอมห่างลูกเมียพ่อแม่พี่น้องเพื่อมาทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตอบแทนบรรพชนรุ่นหลังที่มีประเทศไทยมาจนตราบทุกวันนี้ ไม่มีรางวัลใดๆ ที่จะซาบซึ้งเท่ากับความเข้าใจในความรู้สึก การให้เกียรติ รักแผ่นดิน รักชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบัน ซึ่งยากที่จะอธิบายให้ใครฟังได้ มีเพียงเท่านี้ที่จะบ่งบอกได้ถึงขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทยของเราเหล่าอาสา...ประเทศไทยเราเสียแผ่นดินมามากพอแล้ว วันนี้คุณทำอะไรตอบแทนแผ่นดินเกิดบ้างหรือยัง?



Categories: NEWS Feed

โจรใต้ฆ่ามาเลย์ดับคาด่านที่ตากใบ..คุ้มมั๊ย!! กับการให้ที่พักพิง

Fri, 10/20/2017 - 07:27
"แบมะ ฟาตอนี"

          ความรุนแรง...ที่โจรใต้ได้ก่อ ไม่เลือกสถานที่..เลือกเวลา และเป้าหมายเกิดขึ้นกับใคร?นำมาซึ่งคราบน้ำตาของความเศร้าโศกเสียใจผู้ที่สูญเสีย กี่ชีวิตที่จะต้องขาดเสาหลักของครอบครัว และมีเด็กน้อยอีกนับพันที่ต้องกำพร้าพ่อและแม่...เพียงแค่การกระทำของกลุ่มคนร้ายเพียงไม่กี่คนที่มาพรากคนที่รักของเขาไป...อย่างไม่มีวันหวนกลับ
ความชั่วล่าสุดของกลุ่มโจรใต้ ได้ลงมือปฏิบัติการเมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 15 ตุลาคม 2560 ในขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบ้านตาบา หมู่ที่ 1 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กำลังปฏิบัติหน้าที่ทำการตรวจตรารถจักรยานยนต์อยู่นั้น จู่ๆ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับรถยนต์กระบะไม่ทราบสียี่ห้อและแผ่นป้ายทะเบียน ไม่พูดพร่ำทำเพลงใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ป้อมจุดตรวจ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย
จากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตเป็นชาวมาเลเซีย ทราบชื่อคือ นายวันโมฮัมหมัดซีน บิน วันฮูซีนถูกกระสุนปืนของคนร้ายขณะเจ้าหน้าที่เรียกตรวจรถจักรยายนต์บริเวณด่านตรวจ

จากการเปิดเผยของญาติผู้เสียชีวิต หนึ่งในผู้ที่มารับศพที่ด่านตากใบ กล่าวว่า นายวันโมฮัมหมัดซีน บิน วันฮูซีน ได้เดินทางเข้า-ออกในพื้นที่อำเภอตากใบอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมีญาติอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
จะเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของกลุ่มโจรใต้หรือไม่ก็แล้วแต่.. สำนักสื่อบางสำนักนำเสนอข่าวด้วยการพาดหัว “โจรใต้ยิงถล่มป้อมจุดตรวจที่ตากใบ ชาวมาเลย์โดนลูกหลงดับ” ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับชาวมาเลย์ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือเข้ามาทำกิจธุระในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 ได้เกิดเหตุคาร์บอมบ์ขึ้นในเมืองเศรษฐกิจ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยงที่ชาวมาเลย์นิยมเดินทางเข้ามา ในครั้งนั้นจากแรงระเบิดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 33 ราย และในจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมี ชาวมาเลย์รวมอยู่ด้วย 2 รายด้วยกัน
14 ธันวาคม 2558 คนร้ายไม่ทราบจำนวนขับขี่รถยนต์กระบะตามประกบยิง นายมูฮัมหมัดชาทริดวัน บินอิสเมล และนางพจนีย์ ปะจารา สองสามีชาวมาเลเซียถูกกระสุนปืนอาการสาหัส เหตุเกิดบนถนนสาย 42 หมู่ที่ 4 ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
นั่นคือเหตุการณ์ที่กลุ่มโจรใต้ได้กระทำต่อชาวมาเลย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย มีทั้งได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กรณี นายวันโมฮัมหมัดซีน บิน วันฮูซีน ชาวมาเลย์ ซึ่งเสียชีวิตจากการที่โจรใต้ยิงถล่มป้อมจุดตรวจที่ตากใบ ถึงแม้ญาติไม่ติดใจถึงสาเหตุการเสียชีวิตก็ตาม เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่.. แต่ได้สร้างผลกระทบต่อความรู้สึก
ที่แน่ๆ จากการตายของคนมาเลย์ในครั้งนี้ที่ต้องเอาชีวิตมาจบ สังเวยกับความชั่วช้าสามานของกลุ่มโจรใต้ จากพฤติกรรมสุดโต่งที่ผ่านมา น่าจะเป็นบทเรียนให้กับทางการมาเลเซียคิดทบทวนใหม่กับการให้แหล่งที่พักพิงแก่กลุ่มโจรใต้เร่ร่อนไม่มีแม้ที่ซุกหัวนอนเหล่านี้ได้อยู่อาศัย...บ้าง!! ไม่มากก็น้อย..
          สิบกว่าปีของเหตุการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าไฟใต้จะดับลงเมื่อไหร่!! ในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่ จชต. คนหนึ่ง รวมทั้งชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างทราบพฤติกรรมของโจรใต้เป็นอย่างดี เมื่อลงมือฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ด้วยการลอบระเบิด ซุ่มยิ ก่อเหตุเสร็จสรรพหลบหนีข้ามพรหมแดนไปกบดานยังประเทศมาเลเซียเมื่อเรื่องเงียบกลับย่องมาก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก.. เป็นเช่นนี้มานาน.. เรียกร้องไปยังมาเลเซียยกเลิกสนับสนุนให้ที่พักพิงแก่กลุ่มโจรใต้กลุ่มนี้เสีย!!  โดยเฉพาะระดับแกนนำสั่งการ เพราะตราบใดมาเลย์ยังสนับสนุนให้ที่ซุกหัวนอนกลุ่มโจรใต้อยู่ สักวัน...กลุ่มโจรกลุ่มนี้จะตอบแทนด้วยการลอบกัดทำร้ายชาวมาเลเซีย...ดั่งเช่นที่กระทำกับพี่น้องคนไทยศาสนาเดียวกันในพื้นที่ จชต.ดั่งที่เป็นเช่นอยู่ทุกวันนี้..------------------------
Categories: NEWS Feed

ใคร!!.. คือผู้บงการโจรใต้เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์

Thu, 10/19/2017 - 08:25
"แบมะ ฟาตอนี"

ความพยายามของกลุ่มโจรใต้ด้วยการผูกโยง“ศาสนา”เข้ามาเกี่ยวข้องในการต่อสู้ เราจะเห็นอยู่บ่อยครั้ง การสื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าผู้ก่อเหตุฆ่าคน “ต่อสู้เพื่อศาสนา”โดยมีแกนนำขบวนการ ผู้นำศาสนา   และครูสอนศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งวิธีการของกลุ่มโจรใต้มักกล่าวอ้างอยู่ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ…
ประการแรกกล่าวอ้างว่ารัฐไทยปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ได้รับความเท่าเทียม
ประการที่สองร่ำร้องว่ารัฐไทยข่มเหงรังแกพี่น้องมุสลิม!! ไม่ได้รับความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย กีดกันเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจทางศาสนา
กลุ่มขบวนการโจรใต้ใช้ 2 ประเด็นดังกล่าวเป็น“ชนวน”คอยจุดกระแสความขัดแย้ง นำไปสู่ความแตกแยก ความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในชุมชน อีกทั้งสร้างความหวาดกลัวด้วยการข่มขู่คุกคาม“ทำร้าย”หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ทิ้งใบปลิว แขวนป้ายผ้า กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ให้ความร่วมมือรัฐ ควบคู่กับการปล่อยข่าวลือในร้านน้ำชา ในที่ชุมชน ส่งผลให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่เป็นความจริง…
กลุ่มขบวนการโจรใต้จัดตั้ง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ รวมทั้งครูสอนศาสนา(อุสตาส)เป็นแกนนำในหมู่บ้านจัดตั้ง แบ่งงานกันรับผิดชอบ ปฏิบัติตามสั่งการของระดับแกนนำ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้สมาชิกแนวร่วมมีความเลื่อมใสศรัทธา ด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา หลอกให้ทำการต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย และหลงเชื่อว่าเป็น“นักรบของพระเจ้า”เป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา…
ความพยายามของแกนนำโจรใต้ด้วยการดึงศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง สร้างภาพให้เห็นว่า“คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า”ถ้าใครไม่ร่วมรบจะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่งแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกับกลุ่มขบวนการ ไม่ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกคนต้องสาบานว่าจะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีให้เป็นแผ่นดินดารุสสลามโดยถือคำสาบานทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละโดยไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น 
กลุ่มขบวนการโจรใต้ใช้วิธีหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากการสร้างนักรบรุ่นใหม่ ด้วยการปลูกฝังแนวความคิดความเชื่อ บิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างความฮึกเหิมให้มีความกล้า ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมขบวนการยอมเป็นทาสรับใช้ โดยไม่ได้สำนึกแม้สักนิดว่า แผ่นดินที่ถูกกล่าวอ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้านั้นแท้จริงแล้วคือ“จังหวัดปัตตานี”ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา…
การบิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมแปลงประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยเข้าทำการยึดครอง…
เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยกลับไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้แต่ตารางนิ้วเดียว...
สิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทยอยู่ เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯ เหมือนคนบางกอกไม่มีผิดเพี้ยน!!
ประเทศไทยเสียอีกที่เสียดินแดนให้แก่อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมาเลเซียให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนกลับคืนมา.. แต่กลับต้องสูญเสียดินแดนไปอีกรวมแล้ว 5 จังหวัดด้วยกัน 
ดินแดนปัตตานีเป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก ประกอบกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างส่งเดชว่า “ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช”
เรื่องง่ายๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งเหยิง ถูกโจรใต้ปาตานีแหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่ครั้งอดีตจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ยอมเลิกรา..
วิธีการที่กลุ่มขบวนการโจรใต้เอามาใช้ได้ผล นั้นคือเรื่องของการ“บิดเบือน”แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเบือนให้น่าเชื่อถือว่า“เป็นเรื่องจริง”โดยแอบอ้างศาสนา อ้างพระเจ้า หรือ“องค์อัลเลาะห์”มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันกับพี่น้องในพื้นที่ ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกัน พี่น้องอิสลามผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของโจรใต้ปาตานี ขยายวงกว้างออกไปทุกทีโดยการไม่รู้เท่าทัน...
โจรใต้ปาตานี ชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริงต้องเป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์เท่านั้น ผู้นำของประเทศต้องใช้หลักศาสนาบริหารประเทศ แต่น่าแปลกใจกับพฤติกรรมที่ได้กระทำตรงกันข้ามอย่างป่าเถื่อน สุดโต่ง ทำการก่อเหตุทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เด็ก ผู้หญิง คนชรา โดยไม่แยกแยะเป้าหมายเพื่อปูทางไปสู่ผลประโยชน์ของกลุ่มตน.. 
วันนี้!!ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะแตกต่างกัน...คนที่“บงการ”กับคนที่จะมาเป็น“สุลต่าน”ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่านไม่ได้ร่วมบัญชาการรบ....แต่ทำหน้าที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ในระดับสากล
คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่“รบ”เป็นการจำเพาะโฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้... 
ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง“อ๋อ”คนนี้นี่เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า “ใคร”...คือสายเลือดของ“อับดุลกาเดร์”และใครคือสายเลือดของ“หะยีสุหลง”คนใดคนหนึ่งใน“ต้นตระกูล”นักสู้ดังกล่าวนี้คือ...จอมบงการโจรใต้อย่างแน่นอน!!
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของ“จอมบงการ”จะยังไม่ชัดก็ตามที.. แต่ภาพที่ปรากฏออกมาชัดเจนคือ การพยายามนำเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง และการพยายามผลักให้เป็นเจ้าภาพตัวจริง!!
โจรใต้ปาตานีเองมีความ“จงใจ”ที่จะให้เจ้าภาพตัวจริงคือ“สถาบันศาสนา”ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกระทบต่อความรู้สึก ต่อความคิดความเชื่อของผู้คน มีความพยายามชูศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม“ปั้นกรอบ”ให้เป็นภาระหน้าที่ของพี่น้องมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการร่วมกันต่อสู้
แต่ในเวลาเดียวกันได้อาศัย“พลังอิสลาม”เป็นทฤษฎีชี้นำไปในตัวเสร็จพร้อม โดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่าถ้าจัดตั้งรัฐปัตตานีดารุสสลามสำเร็จ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นมาใหม่ไม่ใช่อิสลามในพื้นที่อื่นๆ แต่เป็นพี่น้องอิสลามใน 3 จชต.และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาเท่านั้น
พวกเขาคิดการไกลขนาดนั้น ผู้เขียนพยายามที่จะกะเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้า“จอมบงการ คือใคร?”ซึ่งตอนนี้ท่านพอจะมองออกได้แล้วว่า“คนนั้นกับคนนี้”คือจอมบงการ!! แม้ว่าโจรใต้ปาตานี จะหาทางให้ศาสนาอิสลามเป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่จอมบงการที่แท้จริง!! มิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลัง   มีอำนาจ มีอิทธิพล และที่สำคัญคนๆ นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่น้องมลายูปาตานีเท่านั้น
13 ปีไฟใต้ตลอดระยะเวลาของการสูญเสีย เสียงปืน เสียงระเบิด เสียงร่ำไห้ของครอบครัวผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตน แล้ววันนี้...คนที่บงการหลอกผู้คนให้ไปตายแล้วบอกว่าได้ขึ้นสวรรค์...เข่นฆ่าคนแล้วได้บุญยังคงมีให้เห็นอยู่ ในขณะที่เรากำลังควานหาตัวว่าเป็นใครอยู่นั้น... “ไฟใต้...ใครบงการ?” เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำไว้ว่า...โจรใต้ปาตานีตัวจริง ป้วนเปี้ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านหรอกครับ....-------------------

Categories: NEWS Feed

“ตากใบ กรือเซะ”ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กลุ่ม ผกร.หลอกคนไปตาย

Wed, 10/18/2017 - 15:00
“Ibrahim”
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือโดยการเรียกร้องต้องการของประชาชน หรือของญาติพี่น้องของผู้ต้องหาเกี่ยวกับการแจ้งความเท็จเรื่องอาวุธปืนจำนวน 6 คน แต่เป็นเรื่องของการจงใจสร้างสถานการณ์อย่างชัดเจน มีการประสานงานกับมวลชนในหลายพื้นที่ รวมทั้งในพื้นที่อำเภอตากใบ และพื้นที่อื่นๆ ให้มาร่วมชุมนุมยังจุดนัดหมายในเวลาเดียวกัน…ซึ่งในเวลาต่อมาปรากฏว่าได้มีบรรดาชายฉกรรจ์ และกลุ่มวัยรุ่นนับหลายร้อยคน  เริ่มเดินทางมารวมตัวปิดทางเข้าออกของโรงพักอำเภอตากใบ เพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ซึ่งเมื่อเวลายิ่งผ่านไป จำนวนคนที่โอบล้อมได้เพิ่มจำนวนเป็นหลักพันคน เจ้าหน้าที่พยายามใช้วิธีเจรจาไกล่เกลี่ย  แต่บรรดาผู้ชุมนุมไม่มีทีท่าจะรับฟังสิ่งใดทั้งสิ้น พร้อมกับโห่ร้องปลุกระดม ยื่นเงื่อนไขให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 โดยไม่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อบรรดาผู้ปกครองของผู้ชุมนุมที่เป็นวัยรุ่นให้มาช่วยกันกล่อมบุตรหลานให้กลับบ้าน ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง มีผู้ชุมนุมบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับ เนื่องจากรู้ว่าเป็นกลลวงของกลุ่มขบวนการที่ชักจูงโน้มน้าวให้ชาวบ้านมาชุมนุมปิดล้อมโรงพักตากใบ ซึ่งมีบางส่วนได้ให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้มีการหลอกชาวบ้านว่าจะนำไปเปิดบวช (ละศีลอด เดือนรอมฏอน) ซึ่งชาวบ้านเองก็หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มขบวนการขนมาสมทบเพื่อเพิ่มกำลังคนในการชุมนุมจนเกิดการประท้วงขึ้น แต่เหตุการณ์ก็ยังคงมีทีท่าว่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีผู้ชุมนุมบางส่วนมีการนำอาวุธเข้ามา และบางส่วนมีอาการในลักษณะมึนเมา และเริ่มรุนแรง  จนถึงขั้นใช้ทั้งก้อนหิน ใช้ไม้และสิ่งของขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ และไปจนถึงขั้นมีบางคนที่ใช้อาวุธปืน             จากนั้นเริ่มมีบางส่วนทำการผลักดันบุกเข้ามาในบริเวณที่เจ้าหน้าที่ตั้งรับอยู่ จึงเกิดการปะทะกันขึ้น นำไปสู่ความชุลมุนวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ทำการสลายการชุมนุมด้วยการใช้น้ำแรงดันสูงฉีดเข้าใส่ผู้ชุมนุม และใช้กำลังตำรวจทหาร เข้าจับกุมบรรดาหัวโจกหลายๆ คนที่เป็นแกนนำ ทำการควบคุมสถานการณ์ และเมื่อสถานการณ์สงบลง ปรากฎว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บบางส่วนการเกณฑ์คนให้มารวมตัวกันนำไปสู่ความสูญเสีย เป็นความมุ่งหมายของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ต้องการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมา อีกทั้งยังนำเหตุการณ์ต่างๆ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน เช่น กรณี กรือเซะ ตากใบ ถือว่าเป็นเหตุการณ์“ตายหมู่”จากการถูกหลอกให้ประชาชนเป็นเหยื่อความตายของกลุ่มขบวนการ เนื่องจากมีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยการปลุกระดมชวนเชื่อให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการต่อสู้ที่ไร้อุดมการณ์ นำไปสู่การสูญเสียชีวิตจะต้องสังเวยไปกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกฝ่ายเสียใจกับเหตุการณ์เหล่านั้น แต่กลุ่ม ผกร.กลับใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อสู้        สำหรับปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยแทรกซ้อนหลายเรื่องที่มีความเชื่อมโยงกัน จนทำให้สภาพปัญหามีความสลับซับซ้อนเกี่ยวพันกันในหลายมิติ มีการนำเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่มาสร้างความแตกต่าง สร้างความแปลกแยก ปลูกฝังความคิดความเชื่อมานานจากอดีตจวบจนปัจจุบัน ให้มีความเกลียดชังคนต่างศาสนา รวมถึงความพยายามของกลุ่ม ผกร. ในการวางแผนสร้างความแตกแยกในพื้นที่ใส่ร้าย สาดโคลนเจ้าหน้าที่รัฐ 

        นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่เคยเข้าร่วมทำการเคลื่อนไหวเหตุกรือเซะ ตากใบ มีบางคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่ความเกลียดชังฝังใจ ซึ่งเป็นช่องทางให้กลุ่มขบวนการ นำคนเหล่านั้นเข้าร่วมเป็นสมาชิกโดยง่าย สั่งการให้ทำการก่อเหตุลอบทำร้ายประชาชน ทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นายมะรอโซ จันทราวดี อดีตแกนนำคนสำคัญที่เคยก่อเหตุนับครั้งไม่ถ้วนในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แต่ต้องมาจบชีวิตจากการเป็นหัวโจกนำพวกบุกโจมตีฐานนาวิกโยธินต้องสังเวย 16 ศพ
        เหตุการณ์หลายๆ เหตุเป็นแผนลวง ขุดหลุมพราง ของกลุ่ม ผกร. ที่หลอกคนให้ไปตาย เพื่อต้องการสร้างประวัติศาสตร์ร่วมสมัยขึ้นมา ใช้เป็นเงื่อนไขในการทำลายความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมาย ถึงคราววาระครบรอบเหตุการณ์สำคัญเมื่อไหร่ จะมีปีกการเมืองแนวร่วมออกมารำลึก ทำการเผยแพร่ขุดคุ้ยเรื่องราวเก่าๆ ซึ่งน่ายกย่องสรรเสริญจริงๆ กับแผนชั่ว ที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้ใช้ความตายเหยียบศพของพี่น้องมุสลิมด้วยกันเองศพแล้วศพเล่า เพื่อสนองตัณหา สนองความอยาก.. ผลประโยชน์ของแกนนำขบวนการที่เสวยสุขอยู่เมืองนอก เพียงไม่กี่คน...แล้วประชาชนในพื้นที่..ครอบครัวผู้ที่สูญเสียล่ะ...ได้อะไร?
--------------------------
Categories: NEWS Feed

ความรุนแรงและความสูญเสียคำฮิตที่รู้สึกได้ใน 3 จชต.

Sun, 10/15/2017 - 13:48
แบคอรี ลังกาสุกะ




















คงจะบอกว่าอีกครั้งมันคงจะไม่ถูก ต้องบอกว่าทุกครั้ง ที่กลุ่มขบวบนการโจรใต้ได้ก่อเหตุรุนแรงด้วยการเลือกใช้วิธีการลอบวางระเบิดและประกบยิงมีผู้สูญเสียทั้งพี่น้องไทยพุทธและมุสลิม ขณะที่ด่านมีเป็นพันแล้วเขาหลบหนีได้อย่างไร  คำถามนี้คนที่รู้คำตอบที่ดีที่สุดคงจะไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คนที่ตอบได้ดีที่สุดก็คือคนในพื้นที่เองนี้แหละ โจรใต้เขาไม่หนีผ่านด่านกันหรอกครับ เขาหนีเข้าหมู่บ้านอยู่ในบ้านของชาวบ้านที่จัดตั้งไว้ ขณะที่ชาวบ้านเองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่  พอเจ้าหน้าที่มาถามก็บอกว่า กะไม่รู้ แบไม่รู้ ทั้งที่วิ่งเข้าบ้าน  กว่าจะประสานผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาเพื่อร่วมเข้าตรวจค้นกับเจ้าหน้าที่  มันก็หนีไปที่อื่นแหละ ด้วยการสนับสนุนของเพื่อนบ้าน พื้นที่แห่งนี้เมื่อเกิดมักจะจับได้ยาก เจ้าหน้าที่ต้องเก็บพยานหลักฐานเพื่อนำไปตรวจผลนิติวิทยาศาสตร์ ขนาดผลพิสูจน์ DNA ตรงกับผู้ต้องหา มันยังพากันออกมาบอกว่า จับแพะ เลย จนกลายเป็นคำฮิตในพื้นที่ว่าเจ้าหน้าที่จับแพะ แพะที่ตรงกับ DNA  
        ขณะที่เจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหรือถูกลอบยิง ก็จะโกหกสร้างข่าวโฆษณาชวนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ต้องเอาคืน  การปล่อยข่าวลักษณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ก่อนที่กลุ่มขบวนการจะส่งทีมงูเต๊ะเข้าประกบยิงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และโยนผิดให้เจ้าหน้าที่ว่าเป็นการเอาคืนของเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่ากลุ่มขบวนการวางแผนชั่วอย่างเป็นระบบ ทีมงูเต๊ะกลุ่มขบวนการส่วนมากจะคุมกูมิตหรือระดับตำบล ทำหน้าที่ 2 อย่างคือควบคุมมวลชน และเก็บเงินต่างๆ ให้กับกลุ่มขบวนการ ใครที่มีปัญหาหรือไม่ให้ความร่วมมือ หรือแจ้งข่าวให้กับเจ้าหน้าที่ก็จะฆ่าทิ้งซะเหมือนกับที่ฆ่ารายวัน  ฆ่าคนรายวันมันคงไม่ใช่ซอมบี้เหมือนในหนังที่เจอใครก็ฆ่าไปหมด  แต่คนที่ทำได้คือคนที่ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของผู้เสียหายตลอด 24 ชม. วันนี้ทำอะไร ไปไหนกลับเวลาไหน ใช้เส้นทางอะไร มันเป็นวิธีเดียวกันกับที่กระทำกับเจ้าหน้าที่ แล้วใครละที่รู้ก็คือกลุ่มขบวนการที่แฝงอยู่กับคนในพื้นที่นั้นแหละ  จะให้เจ้าหน้าที่ไปเฝ้ามองติดตามตลอด 24 ชม. คงเป็นเรื่องที่ตลกน่าดู
    สื่อแนวร่วมขบวนการอาศัยเหตุการณ์ฆ่ารายวัน นำมาเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ พร้อมกับกล่าวถึงการทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ด่วนสรุปเหตุการณ์ฆ่ารายวันกลายเป็นคำฮิตในสามจังหวัดชายแดนใต้ เช่น ขัดแย้งส่วนตัว ขัดผลประโยชน์ธุรกิจผิดกฎหมาย ขัดผลประโยชน์โครงการต่างๆ หรือแม้แต่แย่งชิงอิทธิพลส่วนท้องถิ่น แต่แท้จริงแล้วมันคงไม่ใช่คำฮิตหรือคดีฮิตอะไร เพราะคดีแบบนี้มันเกิดขึ้นได้กับทุกที่ทั่วประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ยิ่งในพื้นที่ด้วยแล้วซึ่งได้รับงบประมาณในการพัฒนาจากรัฐบาลไม่รู้กี่โครงการ ก็ยิ่งทำให้เกิดกิเลสตัณหาแสวงหาผลประโยชน์กับงบประมาณของรัฐ กลายเป็นชนวนความขัดแย้ง โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นที่อาศัยจ้างทีมงูเต๊ะในการก่อเหตุเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ อีกทังยังโกหกคำโตว่าสรุปคดีเป็นเรื่องขัดแย้งส่วนตัว เพื่อต้องการลดงบประมาณเยียวยาทางกฎหมาย ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอยเพื่อหวังประเด็นให้คดีความขัดแย้งส่วนตัวได้เงินเยียวยา เหมือนกับคดีความไม่สงบในพื้นที่ สำหรับคดีผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ล่าสุดมติ ครม. เพิ่มเงินเยียวยาให้กับผลได้รับผลกระทบเป็นล้านและมีทุนการศึกษาเรียนจบปริญญาตรี  
    แท้จริงแล้วในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้คำที่ฮิตที่สุดคือ “ความรุนแรงและความสูญเสีย” เสียงระเบิดเสียงปืนที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ของผู้สูญเสียที่เกิดจากการกระทำของกลุ่มขบวนการโจรใต้ที่ประทานยัดเยียดความเจ็บปวดให้กับคนในพื้นที่มาตลอด 13 ปี  บางคนต้องสูญเสียครอบครัว  บางคนต้องกลายเป็นคนพิการ และยังต้องกำพร้าพ่อแม่ เราจำต้องทนกับความรู้สึกแบบนี้อีกนานแค่ไหน มันถูกต้องแล้วหรือที่เราต้องมาทนอยู่ความรุนแรงและความสูญเสียที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ยัดเยียดให้ แล้วเรายังจะรับมันอีกหรือ?

Categories: NEWS Feed

เพียงแค่เขาเล่ามา..

Sun, 10/15/2017 - 09:33

"แบคอรี ลังกาสุกะ"


     เครื่องมือการสร้างข่าวลือของกลุ่มขบวนการโจรใต้ ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ แต่ได้ผล แหล่งข่าวลือมักอยู่ที่ร้านน้ำชาเป็นหลัก ดังนั้นร้านน้ำชานี้เองจึงเป็นแหล่งรวมของพี่น้องชาวมลายูมุสลิมตามวิถีชีวิตปกติในแต่ละวัน และเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนต่างพื้นที่ ภาษา วัฒนธรรม จึงทำให้เป็นอุปสรรคปัญหาในการเข้าถึง  ทำให้ข่าวลือที่มาจากร้านน้ำชากลายเป็นปัญหาในการแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้
     การแพร่กระจายข่าวลือจึงเริ่มจากร้านน้ำชาจากปากสู่ปาก  จากนั้นก็แพร่สู่เพื่อนบ้านและหมู่บ้านต่างๆ รวมถึงตลาดนัด นอกจากการร่ำลือแบบปากต่อปาก ยังมีอุปกรณ์เสริมใช้เป็นเครื่องมือ เช่น โทรโข่ง โทรศัพท์มือถือ ใบปลิว โดยเฉพาะในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างสื่อสังคมออนไลน์ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมื่อในการสร้างข่าวลือให้กับกลุ่มขบวนการ โดยการสร้างโฆษณาชวนเชื่อผ่านแอปพิเคชั่นต่างๆ เช่น เฟสบุค ไลน์ ยูเทป ทวีตเตอร์ หรือแม้แต่เว็บไซต์ โดยข่าวสารจะถูกสร้างขึ้นและถูกปล่อยออกไปในลักษณะว่า เจ้าหน้าที่รัฐยิงชาวบ้าน ทหารฆ่าประชาชน  ทั้งนี้ยังบิดเบือนประวัติศาตร์ ชาติพันธ์ ศาสนา อัตลักษณ์วัฒนธรรม กระบวนการยุติธรรม รวมถึงความผิดผลาดของการทำงานเจ้าหน้าที่นำมาเป็นประเด็นในการสร้างความรู้สึกร่วมให้กับพี่น้องชาวมลายู เกลียดชังเจ้าหน้าที่ สร้างความแตกแยก สร้างความหวาดระแวงระหว่างประชาชนไทยพุทธกับประชาชนไทยมลายูและประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เพียงเพื่อต้องการแยกประชาชนออกจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งกลุ่มขบวนการจะไม่คำถึงผลกระทบหรือความสูญเสียของประชาชนในพื้นที่ คิดแค่ว่า อะไรก็ได้ที่ทำให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่สามารถแยกออกจากกันได้กลุ่มขบวนการจะทำหมด แม้แต่ฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกันก็ตามกลุ่มขบวนการเองก็ยอมทำและโยนความผิดด้วยการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายเจ้าหน้าที่           พฤติกรรมของกลุ่มสื่อแนวร่วมขบวนการ ซึ่งหลายคนที่ติดตามสื่อสังคมออนไลน์  มักจะเห็นว่ากลุ่มพวกนี้มักจะสร้างโฆษณาชวนเชื่อสร้างประเด็นขัดแย้ง เช่น ชอบแถด้วยข้อความ ไร้พยานหลักฐานไร้ข้อเท็จจริง ชอบเสริมเติมแต่งข้อมูลด้วยตัวอักษร ไม่เคยมีพยานหลักฐานใดๆ นำมาแสดงเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือประเด็นที่เกิดขึ้น ซึ่งต่างจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐานเด่นชัด รวมถึงการนำกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ก่อนจะนำเสนอข้อมูลทุกครั้ง ซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นการสะท้อนเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูล เหมือนเหรียญคนละด้าน หรือด้านมืดกับด้านสว่าง แต่ที่เจ็บปวดใจคือคนในพื้นที่บางกลุ่ม กลับหลงเชื่อการนำเสนอข้อมูลที่ไร้หลักฐานข้อเท็จจริง เพราะคนเหล่านี้ชอบอ้างว่า “เขาเล่ามา เขาพูดมา เขาบอกว่าจับผิด เขาบอกว่าโดนทรมาน เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนทำ เขาบอกว่าเป็นการจัดฉาก เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่อุ้ม”เมื่อเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง “ก็บอกว่าฉันไม่รู้ เห็นเขาเล่ามา” มันง่ายดีนะกับคำตอบที่เกิดขึ้น แล้วใครละจะรับผิดชอบต่อการนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จใครละรับผิดชอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องก้มรับชะตากรรมไป จะให้ไปไล่จับหรือฟ้องร้องก็หาว่าเจ้าหน้าที่รังแกประชาชนกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขในพื้นที่อีก คนเรามักจะเชื่อข้อมูลที่ได้รับมาในครั้งแรก โดยไม่ค่อยพิจารณาว่า ความจริงเป็นเช่นไร ไม่ตรวจสอบความจริงหรือรอให้ความจริงปรากฎกลับใช้หลักการรับรู้และตัดสินใจเชื่อจนกลายเป็นเหยื่อของกลุ่มขบวนการโดยไม่รู้ตัว              ดังนั้นผู้เขียนอยากเตือนสติ การเสพข่าวสารไม่ว่าจะเป็นปากต่อปาก ใบปลิว ภาพข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรใช้วิจารณญาณเลือกรับฟังข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และเสพข่าวอย่างมีสติ คิดวิเคราะห์ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงรอบด้าน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อเครื่องมือของกลุ่มขบวนการ จนกลายเป็นประเด็นปัญหาและอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

---------------------
Categories: NEWS Feed

ความเพ้อฝันของ NGOs ปีกการเมืองโจรใต้

Thu, 10/12/2017 - 15:39
"แบดิง โกตาบารู"

ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ความขัดแย้งที่เกิดจากการคิดต่างนำไปสู่ความรุนแรง ตลอดระยะเวลา13 ปีที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการเลี่ยงใช้ความรุนแรง..มุ่งแสวงหาทางออกด้วย"แนวทางสันติวิธี"ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
การเปิดเวทีการพูดคุยด้วยการเชิญกลุ่มคิดต่างจากรัฐกลุ่มต่างๆ มาถกปัญหาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศซึ่งที่ผ่านมานับว่าเป็นสิ่งที่ดีกับการเปิดพื้นที่ในการพูดคุยแทนการใช้กำลัง ซึ่งในระยะแรกจะเรียก"การพูดคุยเพื่อสันติภาพ"และในตอนหลังมีการเปลี่ยนมาเป็น"การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้"ก็ตามที
ตลอดระยะเวลา 13 ปีความรุนแรงชายแดนใต้ มีหนักบ้าง เบาบ้างตามสถานการณ์ กลุ่มขบวนการก่อเหตุเพื่อแสดงศักยภาพ ส่งผลให้หลายองค์กร ทั้งหน่วยงานภาครัฐเอง NGOs นักวิชาการได้จัดเวทีระดมสมอง ระดมความคิด รวบรวมปัญหาทำการศึกษาวิจัย นำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปมความขัดแย้ง
หลายองค์กรมีความจริงใจร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันท่ามกลางความขัดแย้ง กลับมีองค์กรบางองค์กรฉกฉวยโอกาสจัดเวทีเสวนาโดยใช้ชื่อที่สื่อเพื่อ"สันติภาพ"เพื่อสันติสุขของผู้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่บังหน้า เลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ แต่เนื้อหาในเวทีเสวนากลับมีการปลุกเร้าปลุกระดม"การกำหนดใจตนเอง" (RSD) เพื่อให้มีการลงประชามติแยกตัวเป็น"เอกราช"จากรัฐบาลไทย
หากเรามาดูคำว่า"สันติภาพ"และ"เอกราช"ความหมายของคำทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง...
ในขณะที่ "สันติภาพ"ใช้อธิบายการยุติแห่งความขัดแย้งไม่ใช้ความรุนแรง สันติภาพอาจหมายถึงสถานะแห่งความเงียบหรือความสุข อาจจะใช้อธิบายความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีความเคารพ ความยุติธรรมและความหวังดี ความเข้าใจและคำจำกัดความของคำว่า "สันติภาพ" จะแปรผันไปตามแต่ภูมิภาค วัฒนธรรม และศาสนา 
ส่วน"เอกราช"คือ ความเป็น"อิสระ"ในการปกครองตนเองของชาติหรือรัฐ มีอำนาจอธิปไตยไม่ถูกกดขี่ควบคุมทางการเมือง หรือเป็นอาณานิคมจากรัฐบาลภายนอก หรือพูดง่ายๆ คือ "มีอิสรภาพ"เป็นใหญ่...ไม่ขึ้นตรงต่อใคร… 
เพราะฉะนั้นผู้ที่กระสันอยากได้อำนาจทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ NGOs หรือกลุ่มองค์กรอีแอบสายโจรใต้ทั้งหลาย แกล้งตีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ทำทีต้องการ"สันติภาพ สันติสุข"แต่พฤติกรรมสวนทางกับความมักใหญ่ใฝ่สูงต้องการ"เอกราช"จนตัวสั่น
อย่างเช่นล่าสุดกับกระแสข่าวการลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราช ของชาวคาตาลันในแคว้นกาตาลุญญาของสเปนเมื่อวันที่ 1 ต.ค.60 และข่าวชาวบราซิลใน 3 รัฐทางใต้ของประเทศร่วมลงคะแนนเสียงประชามติแบ่งแยกประเทศอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักวิชาการ NGOs กลุ่มองค์กรแนวร่วมในพื้นที่ จขต.ของไทย ทำการขยายผลปลุกกระแสสร้างการรับรู้นำประเด็นดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ทำการชี้นำปัญหาใน จชต.เป็นปัญหาความขัดแย้งที่มีรากเหง้ามาจากประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม ระหว่างรัฐบาลไทย กับกลุ่มขบวนการ ซึ่งใช้ความรุนแรงก่อความไม่สงบในพื้นที่มานาน นำไปสู่การสู้รบด้วยการใช้กำลังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การแยกตนเป็น"เอกราช"โดยมีกลุ่ม BRN เป็นหลัก  ที่ผ่านมาเรามักจะได้รับคำตอบแบบวิชาการ แบบทฤษฎี และในแง่ของกฎหมายจากผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะในทางกฎหมายและในทางทฤษฎีไม่สามารถยอมรับได้ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองสาธารณะไม่ใช่การเมืองในกรอบกฎหมายเพราะฉะนั้นหากไม่ระมัดระวัง!! ด้วยการสร้างตระหนักรู้และจับตาพฤติกรรมนักวิชาการ NGOs และกลุ่มองค์กรปีกการเมืองโจรใต้ ปล่อยให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อตามอำเภอใจ ในไม่ช้าอาจจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับสเปนและบราซิล...
แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าการลงประชามติในผืนแผ่นดินไทยไม่สามารถทำได้ แกนนำขบวนการและปีกการเมืองสิ้นหวัง เนื่องจากรากเหง้าปัญหาแคว้นกาตาลุญญาของสเปนกับปัญหาในพื้นที่ จชต.แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝากไปยัง NGOs องค์กรภาคประชาสังคมล้มเลิกความคิดดังกล่าว เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจากผืนแผ่นดินไทย..จะมีแต่กลุ่มคนส่วนน้อยที่เห็นผลประโยชน์ส่วนตนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ต้องการ...------------------------
Categories: NEWS Feed

ใบสั่ง... ใคร? บงการ NGOs ไทย

Wed, 10/04/2017 - 14:02

"แบดิง โกตาบารู"


“จุดคบไฟใต้”เริ่มเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 คือ “จุดกำเนิดความรุนแรง” ที่หล่อเลี้ยงสถานการณ์ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา จากสถิติความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มที่นิยมความรุนแรงมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อเหตุจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตรวม 961 คน และมีเด็กกำพร้าในและนอกพื้นที่กว่า 10,000 คน 
การใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางความรุนแรง และการสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อเด็กเหล่านี้อย่างไร?  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคนในพื้นที่จะร่วมแก้ปัญหาหาทางออกแนวทางไหน? ในเมื่อความรุนแรงยังคงถูกยัดเยียดให้ประชาชนเป็นผู้รับกรรม การสูญเสียที่ยังไม่ยุติ อนาคตผ้าขาวที่เปื้อนเลือดจะเป็นเช่นไร? หากกลุ่มโจรใต้ยังคงใช้ความรุนแรงยังเป็นทางออกของการปัญหาแทนการพูดคุย..
13 ปีไฟใต้ โรงเรียนยังคงถูกเผา และเด็กยังคงได้รับผลกระทบ ปฏิบัติการความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย สะท้อนว่า “เด็กยังคงถูกโอบล้อมด้วยความรุนแรงไม่รู้จบ!!” แล้วเป็นฝีมือใครล่ะ!! เจ้าหน้าที่รัฐหรือ!! ที่ทำการก่อเหตุ ทำการลอบระเบิด ลอบยิง เผาโรงเรียน ทำลายเสาไฟฟ้า เสาสัญญาณโทรศัพท์ที่ผ่านมา...
การพูดคุยสันติสุขของกลุ่มคิดต่างจากรัฐ โดยมีมาเลย์เป็นผู้อำนวยความสะดวก “การกำหนดพื้นที่ปลอดภัย” หรือ “เซฟตี้ โซน” กำลังเผชิญอุปสรรค หลังปรากฎกลุ่มโจรใต้ออกมาประกาศเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มาเจรจาสันติภาพโดยตรงกับกลุ่มตน แทนการเจรจากับกลุ่ม “มารา ปาตานี” และจะยิงประชาชนต่อไป จนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่ายกับกลุ่มตนเท่านั้น...
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด มีทั้งผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บ้างต้องพิการแขนขาขาด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ถามว่าเกิดจากน้ำมือของใคร? แต่เป็นที่น่าแปลกใจกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ จชต.ที่มีมากถึง 521 องค์กร กลับมากดดันรัฐ ตั้งคำถามกับรัฐ ส่วนราชการ และคนในพื้นที่แก้ปัญหาอะไรอยู่? ท่ามกลางความรุนแรง...อยากถามกลับไปยังกลุ่ม NGOs ตั้งองค์กรขึ้นมาหาพระแสงอะไร?
แทนที่จะกดดันโดดเดี่ยวกลุ่มโจรใต้ ช่วยกันประณามเปิดโปงความชั่วร้ายที่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ซึ่งผลจากการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ฉุดให้เศรษฐกิจการค้าการลงทุนในพื้นที่ต้องชะงักงัน ไม่มีใครกล้ามาลงทุนประชาชนว่างงาน แต่องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ กลับมาตั้งคำถามห่วยๆ มีสักครั้งมั๊ย!! ที่คุณหรือเธอ ทั้งหลายทำงานตามแนวทางและวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างแท้จริง ทำงานเพื่อส่วนรวม เคลื่อนไหวเพื่อประชาชน หรือ!! ที่ทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐ ด่ารัฐ ความเสี่ยงมันจะน้อยกว่าด่าโจร หรือเป็นใบสั่งของใคร? บางคน 
ประชาชนในพื้นที่ จชต.ทั้งหลาย ดูเอาเถิด!! ว่าเราจะหวังพึ่งพาอาศัยกับเหลือบริ้นไรกลุ่มนี้ได้หรือไม่? การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ NGOs ที่มีมากถึง 521 องค์กร มีเงินทุนสนับสนุนไหลมาจากต่างประเทศในการทำกิจกรรมปีหนึ่งจำนวนเท่าไหร่? หรือจะกลายเป็นอาชีพใหม่ไปแล้วในการเรียนลัดสร้างชีวิตสร้างอนาคตของผู้คนเหล่านี้ ที่ยึดไอดอลจากผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ที่ทำการด่ารัฐ คอยจับผิดรัฐ ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่แล้วรวย ขยายผลการละเมิดสิทธิมนุษยชน การคุกคามเด็กและสตรี ขายข้อมูลให้องค์กรระหว่างประเทศ ทั้งหมดทั้งสิ้นคุณและเธอทั้งหลายไม่ต่างจากคนที่เนรคุณประเทศชาติ หวังผลประโยชน์จากสถานการณ์ความรุนแรง..หากินบนซากศพของประชาชนผู้บริสุทธิ์...แล้วอย่างนี้สมควรให้ NGOs เหล่านี้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยต่อไปอีกหรือ?... -------------------------------
Categories: NEWS Feed

เป็นแค่อาชญากรกลับเหิมเกริม..ประกาศไม่หยุดยิงจนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่าย

Sun, 10/01/2017 - 21:22
"แบดิง โกตาบารู"

กลุ่มอาชญากร จชต. (BRN) ซึ่งเป็นกองกำลังหลักที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “บีบีซีไทย”(สื่อโจร)  เมื่อต้นสัปดาห์ โดยทำการเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มาเจรจาสันติภาพโดยตรงกับกลุ่มตน แทนการเจรจากับกลุ่ม “มารา ปาตานี”พร้อมทั้งประกาศ จะยิงประชาชนต่อไป จนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่ายเท่านั้น...
นั่นคือ “ความเหิมเกริม”ของกลุ่มอาชญากร จชต. ใช้ชีวิตชาวบ้านเป็นเดิมพันแอบอ้างศาสนานิยมความรุนแรง แสวงหาผลประโยชน์ใส่กลุ่มตนแต่กลับต่อรองทางการเมือง
แล้วกลุ่มอาชญากรกลุ่มนี้จะมาเรียกร้อง “สันติภาพ” ทำไม?       เพื่ออะไร?  ทั้งๆ ที่ทำได้แต่กลับไม่ลงมือทำ อีกทั้งเนื้อแท้เป็น      “ผู้ทำลายสันติภาพ”ด้วยการฆ่าประชาชนมาถึง 13 ปี ทำไม?     จะต้องรอการพูดคุยก่อนถึงจะทำ นี่หรือ? “พวกอาชญากรอ้างสันติภาพ”  เป็นแค่อาชญากรก่อเหตุร้ายที่น่ารังเกียจ แล้วยังจะมาเรียกร้องสิทธิในการเจรจา หลงลืมไปหรือไร!! ว่าชาวบ้านเขาไม่เอามึง!! และรังเกียจความรุนแรง ความสุดโต่งของพวกนอกรีตนอกศาสนา เห็นชีวิตพวกเขาเป็นแค่ “เครื่องมือเรียกร้องผลประโยชน์”  ฝากคำถามไปยัง “มาราปัตตานี”และผู้อยู่เบื้องหลังในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเสือก” อย่างมาเลเซียที่เป็นปี่เป็นขลุ่ย ช่วยออกมาชี้แจงต่อชาวโลกหน่อยว่า “ปาหี่สันติภาพ”นี่มันอะไรกัน?
ใครได้ใครเสีย ใครหนุนหลัง แล้วอย่างนี้จะพูดคุยกันไปหาพระแสงอะไร? เป็นแค่อาชญากรก่อเหตุไม่มีแม้ที่จะซุกหัวนอน เหมือน “ควายสีซอ” แต่กลับเหิมเกริม..เสือกออกแถลงการณ์โง่ๆ อีก อย่าบอกนะว่านับถือศาสนาอิสลามมันอายเค้า!!
ในเมื่อ “ควายสีซอ”เรียกร้องรัฐบาลไทยให้มาเจรจาสันติภาพโดยตรงกับกลุ่มตน แทนการเจรจากับกลุ่ม “มารา ปาตานี” พร้อมทั้งประกาศจะไม่หยุดยิงจนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่ายเท่านั้น ชัดแล้วนะ!! พี่น้องประชาชนกลุ่มใด? นักการเมืองหน้าไหน? ภาคประชาสังคมที่กระทำตัวเป็นอีแอบ หรือแม้แต่นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน นักสันติภาพ นักการศาสนา ท่านใดที่ยึดมั่นสนับสนุนแนวทางกลุ่มอาชญากรบีอาร์เอ็น แสดงตนได้เลย!! อย่าเงียบรอดูท่าที อย่ากำกวม และอย่าเบี่ยงเบนประเด็นในเมื่อ “ควายสีซอ”เดินหน้าประกาศเข่นฆ่าผู้คนต่อไปตราบใดที่ยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ หากนิ่งเฉยเท่ากับว่าสนับสนุนความรุนแรง และสนับสนุน“กลุ่มอาชญากร”ขอพี่น้องประชาชน ชาวไทยตลอดจนชาวโลกได้ตาสว่างเห็นว่า “กลุ่มอาชญากร”และแนวร่วมอาชญากรทั้งมวล  ยังคงประกาศใช้ความรุนแรงมาต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองต่อไป  แล้วท่านจะทนกับพวกมันถึงเมื่อไรกัน...
สุดท้ายอย่าลืมขอแรงช่วยกันยกย่องสรรเสริญ “บีบีซีไทย” ซึ่งเป็นเครือข่าย “บีบีซี” ของประเทศผู้ดีอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นตำรับนักล่าอาณานิคมตัวจริงที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ “กลุ่มอาชญากร”  นิยมความรุนแรง เป็นกลุ่มขบถต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจากประเทศไทย หวังว่าใครที่เกี่ยวข้องน่าจะต้องดำเนินการอะไรบางอย่างกับสื่อโจรนี้ ถ้าคิดไม่ออกก็ไปดูฟิลิปปินส์เขาทำอย่างไรกัน  เผื่อจะมีแนวทางกันบ้าง….------------------------ขอบคุณ: ข้อมูลจากผู้รู้ท่านหนึ่ง...
Categories: NEWS Feed

Pages