ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้

Subscribe to ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ feed
ความจริงจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่คุณสามารถเชื่อถือได้อับดุลรอนิง ลาเด๊ะnoreply@blogger.comBlogger659125
Updated: 20 hours 20 min ago

กุศโลบายในการลวงหลอก

Thu, 02/22/2018 - 13:29



กุศโลบายในการลวงหลอก
        แผนบันได้ 7 ขั้น เป็นที่มาของการแบ่งแยกดินแดน โดยหนึ่งในนั้นคือการจัดตั้ง
แนวร่วมและมวลชน แล้วทำอย่างไรถึงจะได้มวลชน ก็อ้างหลักศาสนา บิดเบือนประวัติศาสตร์ อ้างอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ในความเป็นมลายู ปลูกฝังจิตวิญญาณให้ฝักใฝ่ขบวนการตั้งแต่เด็ก ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่หลอกลวงทั้งนั้น เพียงเพื่อจัดตั้งแนวร่วมและมวลชนให้พร้อมต่อต้านรัฐบาลไทย ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน อาบู แกนนำระดับอุดมการณ์ ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และให้การยอมรับสารภาพทั้งหมด
        “อาบู”ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในคำรับสารภาพว่า “เมื่อตอนอายุ 6-7 ขวบ เขาจะสอนให้ถมน้ำลาย ถ้าเจอคนไทยพุทธให้ถมน้ำลาย เราจะได้ “คลายบาป” ถ้าไม่ถมน้ำลาย เหมือนกับว่าเรายอมให้เขาเป็นเพื่อนเรา ก็เลยถมน้ำลาย เมื่อก่อนผมก็นึกว่าบาป แต่พอมาปัจจุบันรู้ว่าเป็นเรื่องของการสร้างจิตวิทยา เพื่อต้องการสร้างความแบ่งแยก”
        ที่ผ่านมากลุ่มอาชญากรใต้พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีแต่ความรุนแรง เพียงเพื่อให้เกิดภาพเหตุการณ์ความเลวร้ายและให้ NGOs รายงานไปยังองค์กรระหว่างประเทศให้เข้ามาแทรกแซงการแก้ปัญหา และสุดท้ายก็จะขอลงประชามติในการกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย รับผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลที่มีอยู่ในพื้นที่ สาเหตุหลักที่เขาจะแบ่งแยกดินแดน ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของผลประโยชน์นี่แหละ ซึ่งมีทั้งแหล่งน้ำมัน แร่ธาตุต่างๆ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายผ่านเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย
        อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่างๆ ดูจะเริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะรัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจากการที่กลุ่มอาชญากรใต้บ่มเพาะแนวร่วมใหม่ๆ ด้วยการเข้าทำกิจกรรมในตาดีกาและสถาบันปอเนาะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องคนไทยพุทธ-ไทยมุสลิมด้วยว่าจะต้องช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของบุคคลแปลกหน้าหรือบุคคลต้องสงสัย รวมถึงพฤติกรรมแอบแฝงของพวกนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรมต่างๆ แม้แต่นักศึกษาบางกลุ่มก็ไว้ใจไม่ได้ เช่นนักศึกษา PerMAS นี่ตัวดีเลย เป็นโจรในคราบนักศึกษา ฝักใฝ่ความรุนแรง สร้างภาพ ฉวยโอกาสเรียกร้อง กล่าวหาว่ารัฐละเมิดสิทธิ์
พวกเราจะยอมตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนชั่วหรืออย่างไรที่นี่คือบ้านของเราจงร่วมกันต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ
Categories: NEWS Feed

ความไม่ชอบธรรมกับความชอบทำ(ลาย)ชีวิตประชาชนคือพฤติกรรมของ“กองกำลังโจรใต้”

Thu, 02/22/2018 - 07:29

"สหายท่านหนึ่ง"

          ผมเองได้ติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คราใด รู้สึกละเหี่ยใจ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงเสียจริงๆ... ล่าสุดกับการเคลื่อนไหวของสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ได้จัดงานร่วมวงสนทนา เรื่องเย็นๆ ทัศนะมุมมองต่อ "กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติปาตานี"
          ซึ่งจริงๆ แล้วจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ณ GALARI PATTANI ARTSPACE ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีผู้เข้าร่วมฟังการสนทนาพอประมาณน่าไม่เกิน 100 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม – และยังต้องแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่เลย – แต่ดันมีความคิดแปลกแยก) นอกจากนี้มีตัวแทนจากภาครัฐ เครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่ต้องการเข้ามารับฟังความคิดต่าง และความพยายามสร้างความแตกแยก ถ่วงความเจริญของชาติจากนักศึกษาโจรใต้ 
          กลุ่มนักศึกษาที่จัดงานอ้างว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการเสวนาในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจและเห็นสภาพสังคมปัจจุบันว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และร่วมกันแสวงหาทางแก้ไขปัญหา ร่วมกันเปลี่ยน “กระสุนปืน”เป็น“บัตรเลือกตั้ง” และ“เปลี่ยนพลรบ”เป็นผู้มีสิทธิทางการเมืองได้อย่างไร!! เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งไปมากกว่านี้ หรือทำให้ความขัดแย้งลดลง และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ต้องมีการหวาดระแวงต่อกัน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนก็ตามแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ .....
          การที่นักศึกษากลุ่มนี้ได้สาธารยายวัตถุประสงค์ในการจัดเสวนา ซึ่งถ้าเราไม่ทันได้คิดตาม ฟังแบบเพลินๆ ชิวๆ คงคล้อยตาม เคลิบเคลิ้มไปกับสายลมแสงแดดยามเย็น และลมปากเหม็นๆ ของกลุ่มคนที่จัดงานกันเลยทีเดียว และถ้าจะว่ากันจริงๆ แบบเด็กโง่ๆ เพิ่งอ่านหนังสือออกก็ยังพอคิดได้เลยครับว่า ความรุนแรง ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้สังคมไม่ปกติสุขอยู่ทุกวันนี้ การหวาดระแวงก็ดี รวมไปถึงกระสุนปืนและดินระเบิดนั้น แท้จริงแล้ว อะไร!! กันที่เป็นสาเหตุ ต้นตอของปัญหาจริงๆ ถ้าไม่ใช่พวกโจรใต้ BRN ตลอดจนพวกหัวรุนแรงที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน และรวมถึงกลุ่มที่อ้างตัวเป็นปัญญาชนนักศึกษา แต่กลับเป็นแนวร่วมโจรใต้ ที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมดนี้หรอกหรือครับ!!........
          การใช้คำว่า “กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติปาตานี”คิดดีและถูกต้องแล้วหรือ!! ในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ยิบ ซึ่งก็เป็นการกระทำของโจรใต้ ซึ่งเป็นอาชญากร เป็นสันดานของคนเลวๆ คนชั่ว ยิ่งไม่มีความชอบธรรมอะไรเอาเสียเลย ในเมื่อคนไม่ดี คิดร้ายต่อบ้านเมือง จะยังมาเสนอหน้ามีสิทธิอะไรมาเรียกร้องความถูกต้องล่ะครับ จริงมั๊ย!!   หรือถ้าต้องการจะสื่อถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา 14 ปี กลุ่มคนชั่วเหล่านี้ทำอะไรไปบ้าง แล้วเคยออกมาแสดงตัวตน แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้างมั๊ย!! ไม่เคยมีเลยแม้แต่สักครั้งหนึ่ง ในเมื่อไม่เคยรับผิดชอบต่อการกระทำ จะให้ใครๆ ไปยอมรับกองกำลังโจรได้อย่างไรเล่า
          หรือแม้แต่กลุ่มที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็แทบจะกลืนน้ำลายตัวเอง ย้อนแย้งคำพูดและการกระทำของตัวเองอยู่เลย ตัวเองยังสับสนสับขาหลอก แต่พยายามพูดชักนำให้คนอื่นคล้อยตามได้เยี่ยงไรเล่า เมื่อได้ยินได้ฟังจากการเสวนา เรื่องเย็นๆ ในยามเย็น แต่กลับพูดถึงเรื่อง “กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติปาตานี” ที่ใช้อาวุธปืน ระเบิด เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นผักปลานั้น แสดงนัยว่ารู้อยู่เป็นความรุนแรง แต่พยายามแถ กลบเกลื่อนให้ดูนุ่มนวลลง.....แบบนี้เรียกว่าตลบตะแลงได้หรือไม่ อย่างไร!!
          ในความเป็นจริงยอมรับไม่ได้หรอก เรื่อง“กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติปาตานี”ซึ่งคนส่วนใหญ่"ไม่เอา" และ "ผิดกฎหมาย" ด้วยมิใช่หรือ!!เพราะจะมาพูดถึงกองกำลังติดอาวุธได้อย่างไร ในเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา คุณไม่เคยยอมรับการกระทำการก่อเหตุใดๆ เลย แอบทำลับหลัง ไม่กล้าสู้ซึ่งๆ หน้า เป็นพวกโจรชั่วปล้นฆ่า ขมขู่ชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา จะมาสวมรอยอ้างชื่อตัวว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ ในจังหวะที่ตัวเองยังสถาปนาอะไรไม่ได้ ก็น่าจะผิดจังหวะไปหน่อยนะ....
          ถ้าอยากเป็นกองกำลัง แต่กลับไม่กล้าแสดงตัว ประชาชนที่เป็นเหยื่อและถูกกระทำจะยอมรับได้หรือ!!  ก็คงเป็นได้แค่โจรใต้ เป็นอาชญากรที่ขมขู่ คุกคาม เผาบ้านเผาเมือง กดดันไล่คนต่างศาสนาออกนอกพื้นที่ ในเมื่อแต่ละเหตุการณ์  มีการกล่าวอ้างว่าพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครทำ ก็ไม่สมควรมาเรียกร้องให้ยอมรับว่ามีกองกำลังติดอาวุธ เข้าใจหรือยังกลุ่มโจรใต้และแนวร่วมนักศึกษาทั้งหลาย อีกทั้งกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม NGOs ทั้งหลายที่เข้าข้างโจร หากมีกองกำลังติดอาวุธจริงๆ ช่วยตอบคำถามหน่อย!!
          1. กองกำลังติดอาวุธนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่?          2. แล้วที่ผ่านมากองกำลังติดอาวุธทำอะไรไปบ้าง?          3. ทำไมประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่เชื่อว่ามีกองกำลังจริง?          4. ถ้ามีจริงแล้วจะแอบไปเพื่ออะไร?          5. สมมุติว่าประชาชนยอมรับว่ามีกองกำลังติดอาวุธ แล้วตัวการใหญ่ที่สั่งการคือใคร?
          ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 กลุ่มนักศึกษาแนวร่วมโจรใต้ และองค์กรภาคประชาสังคมมีการเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมและเรียกร้องวันสิทธิมนุษยชนกันอยู่เลย แต่มาวันนี้กลับมาพูดถึงกองกำลังติดอาวุธมันค้านกันเห็นๆ แล้วตกลงจะเอาอย่างไร? จะเคลื่อนไหวแนวไหน?
          รัฐยึดถือความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยยืนหยัดเคียงข้างประชาชนมาโดยตลอด องค์กรแนวร่วม เคลื่อนไหวกดดันกล่าวหารัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ไม่เคยกล่าวถึงกองกำลังติดอาวุธทำการละเมิดสิทธิประชาชน เพราะอะไร? ช่วยตอบหน่อย!!!  ประชาชนอยู่อย่างสงบสุขอยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรม แต่กลุ่มขบวนการกลับมาบีบบังคับโน้นนี่ องค์กรภาคประชาสังคมเองกลับสนับสนุนการคุกคามขู่เข็ญเข่นฆ่า มุ่งสร้างความเดือดร้อนทำลายสิทธิความอยู่ดีกินดีของประชาชนในพื้นที่ไม่พออีกหรือ!! ว่ากันตรงๆ กองกำลังติดอาวุธ เองนั่นแหล่ะ คือตัวการที่ละเมิดสิทธิของประชาชนมิใช่รัฐ
          จากการตั้งข้อสังเกตการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น จะเป็นความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับประเด็นการจัดเวทีทัศนะ มุมมอง ต่อ "กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติปาตานี" ของกลุ่มนักศึกษา PerMAS หรือไม่ แค่แอบคิดว่ากลุ่มแนวร่วมนักศึกษากำลังหาความชอบธรรมให้กลุ่มโจรใต้ และกำลังแสดงตัวตนเพื่อเข้าสู่เงื่อนไข “กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”  (International Humanitarian Law : IHL)  พยายามทำให้เรื่องภายในประเทศ เป็นเรื่องใหญ่โตดึงต่างชาติองค์กรระหว่างประเทศเข้ามายุ่งวุ่นวาย ที่สำคัญต้องการดูดงบประมาณเพื่อหล่อเลี้ยง NGOs ที่หิวโซทั้งหลาย
          การพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ประเด็นต่อรองของผู้คิดต่างจากรัฐพยายามยื่นเงื่อนไขให้มีการนิรโทษกรรมกับกลุ่มโจรทุกกรณี นี่กระมังที่เป็นสาเหตุหลักที่ไม่กล้าแสดงตัวตราบใดที่รัฐบาลไทยไม่ตอบสนองที่กลุ่มโจรร้องขอ ตั้งแต่ปี 47 จนกระทั่งปัจจุบันการก่อเหตุทำให้ผู้คนสงสัยเป็นฝีมือใครกันแน่!! ถ้าปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นกับการก่อเหตุทั้งหมดก็จบข่าว...ไม่รู้รัฐต่อสู้อยู่กับใคร? แต่ที่ยอมรับไม่ได้คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น องค์กรภาคประชาสังคมหรือ NGOs เดินสายบิดเบือนความจริงรัฐละเมิดสิทธิประชาชน วันดีคืนดีหยิบยกประเด็น กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติปาตานี มันอะไร? กัน จะมาประกาศตัวตนให้โลกยอมรับว่ามีกองกำลังโดยชอบธรรม แต่ไม่เคยประกาศความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เอาเถอะอย่าเชื่อกับข้อมูลทั้งหมด ลองติดตามข่าวสารและหาข้อมูลรอบด้านก่อนจะเชื่อ ใช้สติ ใช้วิจารณญาณให้มากๆ....อย่าโง่เหมือนพวกนักศึกษาแนวร่วมกับ NGOs สายโจรที่ยอมเป็นทาสให้กับขบวนการ....แล้วสักวันความจริงจะปรากฏน้ำลดตอผุด----------------------------

Categories: NEWS Feed

จนท. เข้าตาดีกาปลูกฝังความรักชาติ โจรใต้เข้าตาดีกาปลูกฝังความรุนแรง

Tue, 02/20/2018 - 15:13



จนท. เข้าตาดีกาปลูกฝังความรักชาติ
โจรใต้เข้าตาดีกาปลูกฝังความรุนแรง  
ปอเนาะ ตาดีกา บางแห่ง (ย้ำนะ!! บางแห่ง เดี๋ยวมาดราม่ากันอีก)
เป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีของกลุ่มอาชญากรใต้แบ่งแยกดินแดน
พวกเขาใช้สถานศึกษาตาดีกาเป็นที่ปลูกฝังแนวความคิด
ใส่อุดมการณ์ (จอมปลอม) สร้างเรื่องบิดเบือนหลักศาสนา ประวัติศาสตร์
สารพัดวิธีที่พวกเขาทำ เพียงเพราะต้องการสร้างแนวร่วม
เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง
เพื่อไม่ให้ จนท.รัฐ เข้ามาทำกิจกรรมในสถานศึกษา
สลายแนวความคิดที่ไม่ดี สร้างการรับรู้ ปลูกฝังความรักชาติ   ที่ผ่านมามีคำสั่งให้เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย
เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความสำคัญของชาติไทยที่ถูกต้อง
ซึ่งในปอเนาะ ตาดีกา จะสอนเฉพาะหลักศาสนาเท่านั้น
ซึ่งเป็นช่องว่างให้แกนนำอาชญากรเข้าไปใช้ประโยชน์
อ้างศาสนา ดำเนินการสอน มอมเมาในสิ่งที่ผิด
ถึงคราวหูตาสว่างกันเสียทีพี่น้องเอ๋ย
กับพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการที่ทำลายความสงบสุข
แนวร่วมที่หลงผิด ไม่ตายก็ติดคุก หมดสิ้นอนาคต
เพราะใครทำ มิใช่กลุ่มโจรใต้หรอกหรือ?
Categories: NEWS Feed

เปิดหน้ากาก NGOs ร้องเรียน จนท.เข้า"ตาดีกา"ละเมิดสิทธิเด็ก

Mon, 02/19/2018 - 15:19

"กะ กันดา"

          สถานการณ์ไฟใต้นับตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ปี 2561 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำลายความสงบสุขของผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การก่อเหตุจะลดน้อยลงแต่การก่อเหตุแต่ละครั้งได้สร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินให้กับคนไทยพุทธและไทยมุสลิม กลางเดือนมกราคมเกิดเหตุ จยย.บอมบ์ตลาดสดเมืองยะลา การวางระเบิดชุดคุ้มครองครูหน้าโรงเรียนบ้านซีเยาะ ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา ต่อด้วยการวางระเบิด 10 กว่าจุดใน 3 อำเภอของ จ.ปัตตานี และวางเพลิงเผาบ้านของชาวไทยพุทธที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
          เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่ากลุ่มอาชญากรโจรใต้ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อสิ่งที่ได้ก่อขึ้น แต่จุดมุ่งหมายเป็นการทำลายเทศกาลแห่ง "ความสุข" ของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเฉลิมฉลองช่วง "เทศกาลปีใหม่ "สากล" เทศกาลวาเลนไทน์ " ของฝรั่ง ต่อด้วย "เทศกาลปีใหม่จีน" หรือ "ตรุษจีน" ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ต้องตกเป็น "เหยื่อ"

          การก่อเหตุของกลุ่มอาชญากรโจรใต้ด้วยการวางระเบิดชุดคุ้มครองครูหน้าโรงเรียนบ้านซีเยาะ ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา และการก่อเหตุ 10 กว่าจุดในพื้นที่ จ.ปัตตานี หนึ่งในนั้นเป็นการลอบวางระเบิดป้ายหน้าโรงเรียนยะหริ่ง ต.ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ล่าสุดกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านถือโอกาสวางระเบิดแสวงเครื่องชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชคต. ที่ทำหน้าที่คุ้มครองครูที่โรงเรียนบันนังสาเรง อ.เมือง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นักเรียนบาดเจ็บ 3 ราย
          ทั้ง 3 เหตุการณ์ที่กล่าวมาเป็นการก่อเหตุใกล้ๆ สถานศึกษา ซึ่งมีผลกระทบต่อเด็กและบุคลากรครู การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นความจงใจของกลุ่มอาชญากรโจรใต้ที่ต้องการทำลายความเชื่อมั่น และความชอบธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของ NGOs ที่พยายามขัดขวางทุกรูปแบบไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปทำกิจกรรมในสถานศึกษา โดยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 กลุ่มด้วยใจ, มูลนิธินูซันตารอเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้ และ Selatan Nature ได้ยื่นหนังสือร้องเรียน การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารในตาดีกาเป็นการ "ละเมิดสิทธิ์" อาจทำให้เด็กตกเป็นเป้าความรุนแรงต่อ กอ.รมน.ภาค 4 สน. สำเนาถึง ผบ.ฉก.ปัตตานี และ เลขาธิการ ศอ.บต.
          หากจะมองนัยการเคลื่อนไหวของ NGOs ซึ่งสอดคล้องกับการก่อเหตุของกลุ่มอาชญากรโจรใต้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "สอดรับ " กันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย ช่างเหมาะเจาะอะไรปานนี้ หรือแค่เป็นเหตุบังเอิญ จึงไม่น่าแปลกใจที่เครือข่าย NGOs ดังกล่าวร่วมกันยื่นหนังสือร้องเรียนเพราะการเคลื่อนไหวที่ผ่านมามักจะต่อต้านการปฏิบัติงานของรัฐอยู่ตลอดเวลา การที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้า "ตาดีกา" และ[สถาบัน] "ปอเนาะ" เป็นผลสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ก่อความรุนแรงใช้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะเด็ก เป็นแหล่งซ่อนอาวุธ และใช้เป็นสถานที่ประกอบระเบิด ถามว่าใคร? เสียผลประโยชน์ เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียนเป้าหมายของกลุ่มขบวนการ

          การทำกิจกรรมของเจ้าหน้าที่ทหารใน "ตาดีกา" และ[สถาบัน] "ปอเนาะ" ในลักษณะเช่นนี้มีมานานเป็น 10 ปีแล้ว ถามใจเครือข่าย NGOs ที่ร่วมกันยื่นหนังสือร้องเรียน จุดประสงค์คืออะไร? ต้องการให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้โรงเรียนเหล่านี้เป็นแหล่งบ่มเพาะเด็ก เป็นแหล่งซุกซ่อนอาวุธ และใช้เป็นสถานที่ประกอบระเบิด ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ทำลายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ใช่หรือไม่?
          เครือข่าย NGOs ที่นำโดยนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ She เป็นผู้ก่อตั้ง "กลุ่มด้วยใจโจรใต้"เอาเวลาว่างไปเรียกร้องกลุ่มอาชญากรให้เลิกทำการก่อเหตุเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ลอบทำร้ายเด็กและบุคลากรทางการศึกษาดีกว่ามั๊ย!! หรือ She เป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มอาชญากร ต้องทำหน้าที่ต่อต้านการปฏิบัติของรัฐให้ถึงที่สุดและเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ขอเถอะ!! อย่าเอาเลือดเอาเนื้อของผู้บริสุทธิ์สังเวยความอยาก ความทะเยอทยานของใคร? บางคนอีกเลย ได้เด่นดีมีตังค์เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นว่าเล่นอยู่ในทุกวันนี้ อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่ได้ใช้วิธีเหยียบย่ำศพแล้วศพเล่าของผู้สูญเสียเพื่อไต่เต้าให้ถึงจุดหมาย.. เชื่อเหลือเกินว่ายังมี NGOs ดีๆ ที่ทำตัวเป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน" ผู้จงรักภักดีในหน้าที่ และประเทศชาติ ไม่ยอมเปลี่ยนสภาพเป็น "สุนัขรับใช้ขบวนการ" เพื่อหวังเสพสุข โดยการละทิ้งหน้าที่และจรรยาบรรณของการเป็น "นักสิทธิ" ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ จชต.แห่งนี้... ----------------------
Categories: NEWS Feed

เด็ก 3 จชต. จะเป็นเช่นไร หากถูกกลุ่มโจรใต้ครอบงำ

Mon, 02/19/2018 - 15:07


โจรใต้ไม่ยอมให้จนท. เข้าโรงเรียนตาดีกา
เพราะกลัวว่าจะมาสอนให้เด็กร้องเพลงชาติ

ประเทศไทยมีเอกราช มีเอกลักษณ์ มีภาษา มีวัฒนธรรม

มีขนบธรรมเนียม ประเพณี เป็นของตนเองมาอย่างช้านาน 
ธงไตรรงค์มี 3 สี
สีแดงหมายถึงชาติ มี 2 ริ้ว ซึ่งในประเทศไทยมีหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
สีขาวหมายถึงศาสนา มี 2 ริ้ว นอกจากประเทศไทยจะมีหลากหลายเชื้อชาติแล้ว ก็ยังมีหลากหลายศาสนาไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ อิสลาม โดยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข
สีน้ำเงิน มี 1 ริ้ว (ซึ่งเป็นริ้วใหญ่ที่สุดกลางผืนธง) หมายถึง พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขพระองค์เดียวของประเทศไทย เป็นผู้ซึ่งคนไทยจักจงรักและภักดี ทรงเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรของปวงชนชาวไทยมาอย่างช้านาน
เพลงชาติไทยบ่งบอกถึงความเป็นปึกแผ่น ความมั่นคง
รวมถึงให้ตระหนักถึงความเสียสละชีวิตของบรรพบุรุษ
กว่าจะเป็นประเทศไทยจวบจนทุกวันนี้ได้
ต้องเสียเลือดเสียเนื้อมามากมาย เพื่อรักษาแผ่นดินไว้
แต่ที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีโจรใต้ใจบาป ที่คิดจะแยกแผ่นดินไทย
นอกจากจะไม่ตระหนักถึงความเสียสละของบรรพบุรุษแล้ว
ยังจะปลูกฝังให้เด็ก 3 จชต. เกลียดชังประเทศไทย
ปลูกฝังให้เกลียดคนไทยพุทธ ทั้งๆ ที่ประเทศไทย
เป็นประเทศเดียวที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น ไม่แบ่งแยกศาสนา
จอมโจรชายแดนใต้ใช้สถานศึกษา ปอเนาะ ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะ
ปลูกฝังเชื้อร้าย ความชั่ว ความรุนแรงต่างๆ
ทั้งยังเป็นที่เก็บซ่อนอาวุธและวัตถุระเบิด เพื่อทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง
ครูตาดีกาบางคนก็ฝักใฝ่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน
ยอมให้มันหลอกใช้ เพราะได้รับผลตอบแทนสูง
ที่อ้างว่าต้องการแบ่งแยกดินแดนไปปกครองตนเอง
แต่อันที่จริงแล้วก็ไม่พ้นเรื่องของผลประโยชน์
เพราะพื้นที่ชายแดนใต้มีแหล่งแร่ มีน้ำมัน มีทรัพยากรธรรมชาติ
ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล ถ้าแบ่งแยกไปได้ผลประโยชน์ก็ได้รับเต็มๆ
จนท. รู้ทันโจร ก็เข้าปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ
ละลายพฤติกรรม สลายการบ่มเพาะความชั่วช้า
สร้างเสริมให้เด็กเป็นคนดี ไม่หลงคำลวงของโจรชั่ว
สุดท้ายแล้วคนไทยทุกคนก็คงไม่มีใครยอมให้พวกมันแบ่งแยกไปได้
คนไทยทุกคนจะร่วมกันต่อสู้ ยืนหยัดและปกป้องแผ่นดินเกิด
จริงอยู่ที่ในอดีต บรรพบุรุษเสียเลือดเสียเนื้อมามากแล้ว
แต่ ณ ตอนนี้ ถ้ามีการแบ่งแยกผืนแผ่นดินไทย
ลูกหลานคนไทยก็พร้อมที่จะสละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องแผ่นดิน






Categories: NEWS Feed

เหตุระเบิดหลายจุดปัตตานี ตอบโจทย์ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีจริงหรือ!!

Mon, 02/12/2018 - 13:13

"กะ กันดา"


          พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียนสอนศาสนามากมายผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ใครๆ ต่างเชื่อว่าโรงเรียนสอนศาสนาเหล่านี้มีส่วนช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กและเยาวชนให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคม เมื่อโรงเรียนสอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักบาปบุญ ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ถูกต้องตามแนวทางของนบี ปัญหาการก่อเหตุ การเข่นฆ่ากันรายวันจะลดน้อยลง เพราะคนเหล่านั้นมีความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทำผิด นั่นคือความคิดของใครหลายคนที่คาดหวัง กับการที่มีโรงเรียนสอนศาสนาเป็นจำนวนมากแทรกซึมอยู่แทบทุกหมู่บ้าน

          เช้านี้ ( 11 ก.พ.61) ต้องตกใจตื่นเมื่อเสียงแอพลิเคชั่นไลน์ดังขึ้นรัวๆ มือรีบคว้าโทรศัพท์มาเปิดอ่าน ในใจได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้นเลย แต่ในใจคิดไว้แล้วจะต้องมีเหตุที่ไม่ปกติแน่ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดต้องรีบลุกจากที่นอนกะว่าจะนอนตื่นสายสักวันเนื่องจากเป็นวันหยุดล้มเลิกไป ต้องรีบไปตรวจสอบติดตามข่าวสารความเสียหายที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าปัตตานีบ้านฉัน ผกร. ทำการก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 อำเภอ (อ.ยะหริ่ง, อ.สายบุรี และ อ.ยะรัง) จำนวนหลายจุด มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โชคดีไร้ผู้เสียชีวิต ทำให้ความคิดของผู้เขียนแว๊บขึ้นมา ที่ก่อนหน้านี้ที่ใครหลายๆ คน ต่างเชื่อว่าการที่มีโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่มากมายจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมชี้ชัดแล้วว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย!! อีกทั้งยังมีผู้ตั้งคำถามต่อสังคม “เมืองที่มีผู้เรียนศาสนามากที่สุด สอนให้เป็นคนดีจริงหรือ!!!” และยังมีผู้ที่คิดว่าโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่คือแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุรุนแรง

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งมีข่าวเชิงลึกพบว่าเป็นการสั่งการจากแกนนำที่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และเหตุการณ์ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า นายดุนเลาะ แวมะนอ ได้สั่งการให้ลูกเขยตัวเองคือ นายอิสมะแอ มะเซ็ง ทำการก่อเหตุสร้างความปั่นป่วนวางระเบิดสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ สร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพความมีตัวตน ลักษณะการก่อเหตุหลายจุดในเวลาไล่เลี่ยกัน มีความเหมือนกันคือเป็นการวางระเบิดแบบเร่งด่วน มีการใช้ประทัดยักษ์ ระเบิดกระป๋อง ซึ่งเป็นการหวังผลเพื่อทำการก่อกวนและทำลายความสงบสุขของประชาชน
          นายอิสมะแอ มะเซ็ง ลูกเขย นายดุนเลาะ แวมะนอ กะเกณฑ์กลุ่มวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดเป็นเครื่องมือเพื่อก่อเหตุ โดยไม่หวังผลสร้างความเสียหายมากนัก แต่ต้องการเป็นข่าวหวังผลด้านจิตวิทยาสังคมต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า น่าแปลกใจ!!! และตั้งข้อสังเกตที่กลุ่มคนพวกนี้เห็นประชาชนอยู่กันอย่างสงบสุขแล้วหงุดหงิด ไม่อยากเห็นพี่น้องประชาชนรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องการให้เกิดความแตกแยก ความหวาดระแวงต่อกัน ถามว่ากลุ่มขบวนการทำแล้วได้อะไร? เพื่อความสะใจกระนั้นหรือ!! แนวทางของขบวนการไม่ต้องการความสงบสุขอยู่แล้ว ต้องการใช้ความรุนแรงเท่านั้น มุ่งยัดเยียดความทุกข์ให้กับประชาชน และที่สำคัญไม่เกรงกลัวต่อบาป ไม่ย่ำเกรงต่อพระเจ้า ศาสนาไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจคนเหล่านี้เลย แต่กลับใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ บิดเบือนหลักคำสอนขึ้นใหม่ชักจูงให้ผู้คนหลงผิด “ฆ่าคนแล้วได้บุญหลายร้อยเท่า ไม่ผิด” นี่แหละคือสันดานที่แท้จริงของนักรบควายตอนี...---------------------
Categories: NEWS Feed

องค์กรสิทธิฯ แนวร่วมอาชญากรใต้ จัดฉากใส่ร้ายรัฐ อ้างละเมิดสิทธิ

Mon, 02/12/2018 - 10:45
กะกันดา

เป็นไปได้จริง ๆ กับการจัดฉากใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการทำลักษณะนี้มีมานานแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวให้กับปีกการเมืองให้กับกลุ่มอาชญากรชายแดนใต้ อย่างเช่น กลุ่มนักศึกษา PerMas กลุ่มนักสิทธิเพื่อโจรร้าย อย่าง มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ  องค์กรอุปโลก HAP รวมถึงนักวิชาการอาจารย์บางมหาลัยและสื่อแนวร่วม  ซึ่งที่ผ่านมามีการปลุกระดมสร้างกระแสกล่าวโจมตีการละเมิดเกินความเป็นจริง  กล่าวหาใส่ร้ายแต่งเติมอักษรผ่านสื่อโซเชียล  ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็พยายามอย่างมากในการสร้างความเข้าใจด้วยแนวทางสันติวิธีมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาเรื่องนี้

        แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มพวกนี้ไม่เข้าใจหรือมีความพยายามจะไม่เข้าใจ  ระยะหลังมีการโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ ทั้งที่ผลการควบคุมตัวของผู้ต้องสงสัยมีการซัดทอด เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ถูกซัดทอดเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่  โดยใช้วัตถุหลักฐานในที่เกิดเหตุและ DNA ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ตามหลักสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ  แต่กระนั้นกลุ่มเชื้อมะเร็งร้ายพวกนี้ก็ยังคอยยั่วยุปลุกระดมความรู้สึกคนในพื้นที่ว่าเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ จับแพะ ซ้อมทรมาน ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริง จนมุมมองของคนในพื้นที่หรือคนนอกพื้นที่เองมองว่า การมีพวกมากย่อมอยู่เหนือกฎหมายความถูกต้องไปแล้ว
        ขณะที่สื่อหลักอย่าง “ผู้จัดการออนไลน์” กลายร่างร่วมสร้างความสับสนให้กับสังคม สื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ ยอมเป็นเครื่องมือสร้างความเอนเอียงในการรับรู้ข่าวสารไม่เป็นกลางในการนำเสนอ แต่ดูไปแล้วตั้งใจในการนำเสนอเพื่อสร้างความเสียหายให้กับหน่วยความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ซะมากกว่า  
เป็นกระบอกเสียงสร้างความเกลียดชัง  เพื่อแลกกับผลประโยชน์ให้กับสำนักข่าวตัวเอง

        สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์  นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงไม่พอกลับยังกล้าจัดฉากสร้างเรื่องใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน 43 ว่าซ้อมทรมาน ทั้งที่เรื่องจริงสำนักข่าวนี้ไม่เคยทำเรื่องไปสอบถามตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยซักถามเลย  แต่กลับกล่าวอ้างสร้างละครปั่นกระแส ว่าแฉอดีตผู้ต้องสงสัยซ้อมทรมาน  ส่งผลให้มีการตรวจสอบบทความหรือบทสัมภาษณ์ที่ลงในสื่อนั้นไม่เป็นความจริง นำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านบาท  และดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมฯ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 61 ที่ผ่านมา การนำเสนอข่าวสารเพื่อทำลายหน่วยความมั่นคง ซ้ำเติมปัญหาความไม่สงบในพื้นที่โดยการจัดฉากละครสัมภาษณ์ใส่ร้ายคนอื่น มันคืออาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งต้องให้ความสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง หรือเป็นเพราะสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ บรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในสำนักไม่มีจรรยาบรรณสื่อในจิตใจหรืออย่างไร  ถึงได้โกหกหลอกลวงจัดฉากละครเท็จเยี่ยงนี้  ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์เสนอข่าวเท็จไร้ข้อเท็จจริงไปแล้วกี่รอบ?
        น้ำลดต่อผุด องค์กรนักสิทธิช่วยเหลือโจรร้ายชายแดน รับลูกแถลงการณ์ทันควัน โดยออกแถลงการณ์กดดันให้รัฐถอนฟ้องต่อสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์  แต่ถ้าใครอ่านในบทความเรื่องการแฉทรมานของสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ ก็จะรู้ว่า มีการสมมุติตัวละครจาก บทละครรายงานซ้อมทรมานของนักสิทธิ เมื่อ ปี 57- 58 ที่มีการรายงานสู่สาธารณะ ก่อนจะมีการตรวจสอบบทละครจากหลายหน่วยงานปรากฎว่าไม่เป็นเรื่องจริง  และถูก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ฟ้องร้องในที่สุด ก่อนที่จะให้มีการถอนฟ้องเพื่อการสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน  มาวันนี้ถึงบทเรียนราคา 10 ล้าน ต่อการรับผิดชอบของผู้จัดการออนไลน์ที่สร้างเรื่องเท็จโกหกพี่น้องประชาชนบ้าง ว่าจะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองอย่างไร?  และกลุ่มนักสิทธิช่วยโจรอาชญากรทั้งหลายจะมีความสำเนียกและมีจิตสำนึกของตนเองหรือไม่?  หรือจะเร่งทำผลงานทำลายภาพลักษณ์ของประเทศตัวเองต่อไปเพื่อสนองตัณหาเศษเงินที่ได้รับจากต่างชาติ  ก็ขอให้พี่น้องประชาชนพิจารณาติดตามพฤติกรรมของกลุ่มองค์กรสื่อและนักสิทธิฯ เหล่านี้ต่อไป  ทำไมหน้าด่านหน้าทน ประชาชนด่าก่นกันทั้งประเทศยังไม่สำนึกรู้สึกตัว  ก้มหน้าก้มตาซ้ำเติมเชื้อไฟให้ร้ายประเทศชาติตนเอง  กลุ่มที่อ้างตนว่าเป็นสื่อเป็นนักสิทธิฯ มีพฤติกรรมแบบนี้มันสมควรเรียกว่าอะไร?  ช่วยตอบที
Categories: NEWS Feed

ไร้สำนึก 4 องค์กรสิทธิฯ บิดเบือนข้อมูล กดดันรัฐถอนฟ้องสื่อ(แนวร่วมอาชญากรใต้)

Sat, 02/10/2018 - 20:44


กะกันดาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, กลุ่มด้วยใจ, เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และ เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกันออกแถลงการณ์ การรายงานข่าวไม่ใช่อาชญากรรม และขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ถอนแจ้งความสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์
            สืบเนื่องมาจาก เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานข่าวชาวบ้านแฉถูกซ้อมทรมาน ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ทางเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์นั้น ในเวลาต่อมาหน่วยงานความมั่นคงได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเสื่อมเสีย และสร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อเป็นการเอาผิดต่อผู้ที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้มอบอำนาจให้ พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 และทนายความ เป็นผู้แทนร้องโทษกล่าวทุกข์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อบรรณาธิการผู้จัดการออนไลน์ตามที่ได้เป็นข่าวและในเวลาต่อมาได้มีกระแส4 องค์กรร้อง กอ.รมน.ให้ถอนแจ้งความดังกล่าว ชี้เป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงจากประชาชน
            หากรื้อฟื้นคดีเก่าๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงมีการฟ้องร้องเอาผิดต่อผู้ที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นั้น กอ.รน.ภาค 4 สน. เคยดำเนินคดีฟ้อง 3นักสิทธิฯ (นายสมชาย หอมลออ ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ น.ส.อัญชนา หีมมีหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ)  มาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นมีการรายงานข้อมูลสถานการณ์ซ้อมทรมาน เมื่อปี 57-58 อันเป็นเท็จ อีกทั้งได้มีการรายงานสู่เวทีสาธารณะ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานความมั่นคง แต่ในเวลาต่อมาได้มีการถอนฟ้อง 3 นักสิทธิ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการพูดคุยสันติสุข อีกทั้งให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสงบสุข แต่หลังจากหน่วยงานความมั่นคงถอนฟ้องแล้ว ผู้ที่เรียกตนเองว่านักสิทธิไม่เคยที่จะเคลื่อนไหวสนับสนุนแนวทางสันติสุขแต่อย่างใด หนำซ้ำกลับเคลื่อนไหวด้อยค่าการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่รัฐ ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ             จึงไม่แปลกใจและเกินความคาดหมายสักเท่าไหร่ต่อกรณี กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจ้งความดำเนินคดีต่อสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ ว่านักสิทธิฯ หน้าเดิมๆ จะออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, กลุ่มด้วยใจ, เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และเครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ออกมากดดันให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ถอนแจ้งความ “ผู้จัดการออนไลน์”

            เมื่อส่องพฤติกรรมของนักสิทธิฯ ที่ไม่เคยมีความละอายแก่ใจและสำนึก ตลอดจนสื่อกระแสหลัก หรือแม้กระทั่งสื่อทางเลือกหลายๆ สำนักมีการนำเสนอข่าวสารที่บิดเบือน สร้างความแตกแยก ตลอดจนการปลุกระดมให้มีการเกลียดชังหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งหากปล่อยปะละเลยให้มีการเคลื่อนไหวในลักษณะเช่นนี้ต่อไป จะนำมาสู่ภัยอันตรายต่อความมั่นคง ความสงบสุขของประชาชนเป็นส่วนรวม การฟ้องร้องดำเนินคดีสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ เป็นการดำเนินการเพื่อเตือนสติให้ระลึกถึงจรรยาบรรณของความเป็นสื่อที่ดีและป้องปราม การนำเสนอข่าวสารที่ไร้การตรวจสอบ ไร้ข้อเท็จจริง และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับสำนักสื่ออื่นๆ ในอนาคต
            การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ เป็นการจงใจสร้างความเสื่อมเสียให้หน่วยงานความมั่นคงในสายตาประชาชน และจะเป็นเงื่อนไขต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กับกลุ่มคิดต่างและขบวนการ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเคยเกิดขึ้นซ้ำๆ มีการแจ้งเตือนให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวเสียแต่สื่อและองค์กรกลับเพิกเฉย จึงขอให้สื่อและนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ให้มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจรรยาบรรณในอาชีพของตนเอง และมิได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงแต่ประการใด จึงขอเรียกร้องไปยังสื่อและนักสิทธิฯ ดังนี้.-1.    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุผลต่อการฟ้องร้องเอาผิด ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นสามารถตรวจสอบได้ ไม่ควรใช้0สื่อหรือความเป็นนักสิทธิฯ กระทำตัวอยู่เหนือกฎหมายร่วมกันสร้างกระแส กดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ2.    สื่อมวลชนจะต้องมีจรรยาบรรณ ทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริง ที่อยู่ในพื้นฐานแห่งความจริง มีการตรวจสอบความถูกต้องก่อนเผยแพร่สู่สาธารณชน มิใช่ใช้ความเป็นสื่อชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความเกลียดชัง โดยไร้สำนึกความรับผิดชอบชั่วดี เมื่อกระทำความผิดก็ควรยอมรับผิดและแก้ไขให้ดีขึ้น และจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันไม่มีการละเว้นแม้กระทั่งสื่อและนักสิทธิฯ เมื่อกระทำความผิด3.    กฎหมายมีไว้บังคับใช้ ให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตาม หากกฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความยุติธรรม ความไม่เท่าเทียม และเลือกปฏิบัติ ความอยุติธรรมก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อนั้นกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อีกต่อไป 4.    การแจ้งความเอาผิดต่อสำนักนักสื่อผู้จัดการออนไลน์ จะเป็นบรรทัดฐานและไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สำนักสื่ออื่นๆ ในอนาคต เพราะการกระทำและพฤติการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายแก่ทางราชการ อีกทั้งจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา จชต. ในภาพรวม เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงมีความจำเป็นจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเอาผิดตามกฎหมายต่อ สำนักสื่อผู้จัดการออนไลน์ต่อไป             ท้ายสุดนี้ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของสื่อ และองค์กรภาคประชาสังคมตลอดจนนักวิชาการ (แนวร่วมอาชญากรใต้) ได้กระทำหน้าที่ตามบทบาท และจรรยาบรรณต่ออาชีพของตนเองหรือไม่? อีกทั้งขอให้เสพข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติและข้อมูลรอบด้าน หากข้อมูลใดที่สงสัยว่ามีการบิดเบือนความจริง ให้ทำการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หยุดการส่งต่อ หยุดแชร์ มิเช่นนั้นท่านจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีโดยไม่รู้ตัว.----------------------------------
Categories: NEWS Feed

บูคอรี หลำโสะ อาชญากรชั่วที่ทางการหมายหัว

Fri, 02/09/2018 - 14:15

"แบดิง โกตาบารู"

          เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ที่กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีสำคัญ เผยจับกุม 2 ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและมีความเชื่อมโยงกับ นายบูคอลี หลำโสะ เป็นหัวหน้าและสั่งการก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์รถยนต์กระบะสองสามีภรรยาไปประกอบคาร์บอมบ์ ซึ่งในครั้งนั้นคนร้ายได้ฆ่าโหดแล้วโยนทิ้งแม่น้ำใต้สะพานรวมใจภักดิ์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ในพื้นที่หมู่ 5 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ส่วนสองสามีภรรยาที่เสียชีวิตทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายกาจพน ภูววิมล และนางฐิตาภา ภูววิมล สภาพศพมีเทปกาวปิดตา ถูกจับมัดมือไพล่หลังและถูกตีที่ศีรษะ ส่วนอีกคดีคนร้ายร่วมกันขว้างระเบิดใส่ด่านตรวจตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ บ้านนาจวก ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ซึ่งในครั้งนั้น 3 จชต. และ 4 อำเภอ จ.สงขลา ด่านตรวจจุดสกัดถูกคนร้ายขว้างระเบิดใส่ในเวลาไล่เลี่ยกันสิบกว่าจุด

          จากผลการพิสูจน์ทราบ รู้ตัวผู้กระทำผิดทั้ง 2 คดี จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือนายฮีชาม มอซู ถูกจับกุมพร้อมยึดอาวุธปืนเอ็ม 16 ในพื้นที่ อ.ควนโดน จ.สตูล ยอมรับสารภาพและซัดทอดผู้ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดี ซึ่งปัจจุบันถูกฝากขังเรือนจำ จ.สตูล และนายสะอุดี ขเดมัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา จากเหตุระเบิด 3 จุด ในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา
          จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ให้การรับสารภาพทั้ง 2 คดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปประกอบทำแผนรับสารภาพในสถานที่เกิดเหตุ จากการพิสูจน์ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของ ผกร. กลุ่มเดียวกันอีกทั้งผู้ต้องหายังซัดทอด นายบูคอลี หลำโสะ เป็นหัวหน้าและเป็นผู้สั่งการในการก่อเหตุ

          จะเห็นได้ว่าการก่อเหตุฆ่าสองสามีภรรยาจากการสืบสวนในเชิงลึกและคำรับสารภาพของคนร้ายมีการซัดทอด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของกลุ่ม ผกร. ที่มีนายบูคอลี หลำโสะ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ นายฮีชาม มอซู ซึ่งถูกจับกุมที่จังหวัดสตูลได้เปิดเผยว่าผู้ที่ร่วมปฏิบัติการในครั้งนั้นมี 6 รายด้วยกัน และสอดคล้องกับคำให้การของ นายสะอุดี ขเดมัน ที่หนีการจับกุมไปกบดานกรีดยางพาราบ้านภรรยาที่ อ.เบตง    จ.ยะลา ยังได้เปิดเผยว่ายังมี นายรอซารี หลำโสะ ซึ่งเป็นน้องชายนายบูคอรีฯ เป็นประธานในการประชุมสั่งการทุกครั้ง และในเวลาต่อมาศาลจังหวัดนาทวีได้อนุมัติหมายจับ ป.วิอาญา ผู้ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดีแล้ว รวม 11 หมายจับ ผู้ต้องสงสัย 6 คน และจับกุมตัวแล้ว 2 คน

          นายบูคอรี หลำโสะ อายุ 28 ปี เลขบัตรประชาชน 1-9006-00053-39-8 อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 2  ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นหัวหน้าชุด ผกร. พบประวัติเคยก่อเหตุมาแล้วอย่างโชกโชน นอกจากเป็นผู้สั่งการก่อคดีสำคัญข้างต้นแล้ว ยังเคยก่อคดีร่วมกันใช้ไม้ทุบ นายอารมณ์ พรหมทองนวล ครูอัตราจ้าง โรงเรียนบ้านควนหรัน ได้รับบาดเจ็บ เป็นผู้ต้องหารายสำคัญเหตุปล้นเต็นท์รถยนต์มือสองที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 นายบูคอรีฯ เคยผ่านการซุมเปาะ อีกทั้งยังผ่านการฝึกร่างกายและอาวุธกับ RKK อีกด้วย หากยังปล่อยให้อาชญากรชั่วคนนี้ลอยนวล จะกลับมาก่อเหตุลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ สร้างความเดือดร้อนโดยไม่มีการสำนึก ล่าสุดจากข่าวแจ้งเตือนของหน่วยงานความมั่นคง ได้แจ้งว่า นายบูคอรีฯ ได้หลบหนีการจับกุม แอบหลบซ่อนตัวในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งผู้ใดพบเห็นช่วยกันแจ้งเบาะแส ข่าวสารต่อเจ้าหน้าที่ใกล้บ้านท่าน หรือสามารถแจ้งไปยัง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่หมายเลข 1341 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามนำตัวคนร้ายที่ทางการต้องการตัวกลับมาดำเนินคดีต่อไป..----------------------
Categories: NEWS Feed

ฉัน.. ถูกซ้อมทรมานในปาตานี

Thu, 02/08/2018 - 15:14

"กะ กันดา"

      ฉันเติบโตมาท่ามกลางเสียงปืนเสียงระเบิด เสียงไซเรนของรถกู้ภัยมูลนิธิและรถพยาบาลวิ่งกันขวักไขว่ ความโกลาหลของผู้คนหลังสิ้นเสียงระเบิดและเสียงปืน ต่างถามหาคนในครอบครัวบุคคลอันเป็นที่รักว่าได้รับภัยอันตรายหรือไม่ คราใดที่คนใกล้ชิดหรือบุคคลที่เรารู้จักได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ใจฉันหวั่นไหว!!กลัวเหลือเกินว่าสักวันหนึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับคนอื่นจะเกิดกับครอบครัวอันเป็นที่รักของฉัน
          ก่อนนอนทุกคืน.. ตื่นนอนเช้ามาทุกวันฉันได้แต่ภาวนา วันนี้ขออย่าได้มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้นอีกเลย ตั้งแต่ฉันจำความได้ เหตุเกิดเมื่อต้นปี 47 ซึ่งในตอนนั้นฉันอายุแค่ 7 ขวบ พอจะรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่พ่อแม่เล่าให้ฉันฟังแต่ฉันยังไม่รู้สึกกลัวอาจจะยังเป็นเด็ก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ฉันอายุ 21 ปีแล้วกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ได้ซึมซับรับรู้ถึงความรุนแรงที่อยู่รอบๆ ตัวเราและเกิดขึ้นกับคนรอบข้างซึ่งจะเกิดตอนไหนเวลาใดก็ได้ โดยไม่เลือกเป้าหมายว่าจะต้องเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิมอีกทั้งยังไม่เว้นสถานที่แม้แต่กุโบร์สถานที่ฝังศพ ฝังร่างบรรพชนก็ยังทำลาย
          ตลอดระยะเวลา 14 ปีของสถานการณ์ ครอบครัวของฉันต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ท่ามกลางควันปืนและเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการยัดเยียดให้ของกลุ่มขบวนการ  ครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าที่อยู่ในหมู่บ้านของฉัน ซึ่งเราได้รู้จักมักคุ้นกันมาได้ย้ายหนีไปตั้งรกรากยังที่อื่น ฉันเคยถามพ่อและแม่ว่าทำไมไม่ย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นเหมือนเค้าบ้าง พ่อแม่ได้แต่นิ่งมองตาฉัน ก่อนที่จะเดินมาหาฉันแล้วประคองกอดและลูบหัวฉันเบาๆ พ่อบอกฉันว่า "เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย เราเกิดและเติบโตที่นี่และตายที่นี่แล้วจะให้เราย้ายหนีไปไหน? เพราะที่นี่คือบ้านของเรา " ฉันได้แต่เก็บคำตอบของพ่อมาคิด ก็จริงอย่างที่พ่อพูดแล้วเราจะย้ายหนีไปทำไม? ซึ่งอีกไม่นานสันติสุขจะกลับคืนมาแล้ว ซึ่งฉันได้แต่ตั้งตารอด้วยความหวัง
          ทุกวันนี้ฉันจึงมีความพอใจและภูมิใจที่จะอยู่อาศัยในผืนแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่ฉันเกิด และไม่คิดรบเร้าให้พ่อแม่พาฉันย้ายหนีไปจากพื้นที่นี้อีกเลย ขณะเดียวกันจากที่ฉันได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ หลายคนในมหาวิทยาลัย ทุกคนต่างรักบ้านเกิด มีความผูกพันดินแดนแห่งนี้ ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ต้องทุกข์ทนรับรู้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ขณะเดียวกันในกลุ่มฉันและเพื่อนซึ่งมีหัวอกเดียวกันต่างรู้สึกว่า"ถูกซ้อมทรมานทางจิตใจ " จากกลุ่มขบวนการ และ NGOs จากที่เราเคยสนุกสนาน วิ่งเล่นกันตอนเป็นเด็ก อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข กลับมีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ยัดเยียดความทุกข์ให้โดยไม่เคยถามฉันหรือเพื่อนของฉันสักคำว่าต้องการหรือไม่? ส่วน NGOs ในสายตาฉัน หลายครั้งมาจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่ฉันศึกษาอยู่ แรกๆ ฉันไม่ได้สนใจและใส่ใจสักเท่าไหร่ แต่ในระยะหลังเห็นมาจัดกิจกรรมถี่ขึ้นมีการเกณฑ์นักศึกษา และชาวบ้านเข้าร่วม ซึ่งตัวฉันไม่เคยเข้าร่วมหรอก จะมีแต่เพื่อนฉันมาเล่าให้ฟังในกลุ่ม มีการพูดถึงบุคคลที่สามในทางเสียๆ หายๆ พร้อมกับโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ โจมตีรัฐบาล โจมตีโครงการต่างๆ ที่รัฐอนุมัติลงมาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องของฉัน มีการกล่าวหาโน่นนี่ ซึ่งฉันได้แต่เพียงรับฟัง เพื่อนๆ ฉันต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า คราวหน้าจะไม่ขอเสียเวลาไปนั่งฟังกับเรื่องไร้สาระที่กลุ่ม NGOs จัดขึ้นอีกเป็นเด็ดขาด
          ฉันและกลุ่มเพื่อนชอบติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปาตานีในเฟสบุ๊ค ซึ่งดูผ่านโทรศัพท์มีความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีอยู่หลายครั้งที่ฉันเห็นการเคลื่อนไหวของ NGOs บางกลุ่ม ซึ่งเป็นจริงอย่างที่เพื่อนๆ เล่าให้ฉันฟัง ฉันอยากรู้เหลือเกินว่า NGOs กลุ่มนี้เป็นใคร? และมาจากไหน? ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนอ้วนๆ ผิวคล้ำๆ ที่ชื่อ "อัญชนา หีมมิหน๊ะ" ที่ชอบด่าว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ฟังจากสำเนียงไม่ใช่คนบ้านฉันแน่นอน เห็นเขาทุ่มเท อยากรู้เขาทำกิจกรรมแล้วได้อะไร? มีเงินเดือน มีค่าจ้างหรือค่าตอบแทนบ้างมั๊ย!!หรือทำด้วยใจเหมือนชื่อองค์กรของเค้า หากทำด้วยใจจริงๆ ฉันขอเคารพนับถือและยกย่อง แต่นั่นแหละความคิดแว๊บในใจ ยังมีหรือคนประเภทนี้ในสังคมของเราอยู่อีกหรือ!! ฉันได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ และขอตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าสักวันจะหาคำตอบให้ได้ แต่ที่อยากจะขอในวันนี้ไปยัง NGOs และกลุ่มขบวนการ เป็นสิ่งที่ฉันและเพื่อนๆ ต้องการคือ "หยุดซ้อมทรมานฉันเสียที" เพราะตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมายังไม่พออีกหรือ!! สงสารฉัน เพื่อนๆฉัน และประชาชนตาดำๆ ด้วยเถอะ!!         ----------------------
Categories: NEWS Feed

แฉขบวนการปลุกผี!! ซ้อมทรมานใน จชต.

Thu, 02/08/2018 - 15:11

"กะ กันดา"

        สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน คนที่ตายก็ตายกันไปส่วนคนที่อยู่ก็ต่อสู้กันไป 14 ปีของเหตุการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคืนความสงบสุขให้กับประชาชน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีเป็นจำนวนมากรัฐเยียวยาให้การดูแลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมผู้ที่กระทำความผิด นำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อทำการสอบสวนหาความเชื่อมโยงของคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย เมื่อมีการสอบสวนผู้ต้องสงสัยแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จะทำการปล่อยตัวเพื่อให้ได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิตน้อยที่สุด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุ จะมีการควบคุมตัวไม่เกินคราวละ 7 วัน แต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ายังมีเหตุในการควบคุมตัวต่อ ทั้งนี้ รวมระยะเวลาทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 30 วัน เมื่อพ้นระยะเวลา 30 วันแล้วจะต้องได้รับการปล่อยตัว แต่หากมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็อาจถูกจับกุมตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
          ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างได้รับความเดือดร้อนจากการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐเร่งติดตามจับกุมเพื่อนำตัวคนร้ายดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาเมื่อใดที่มีการปิดล้อมตรวจค้นควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปยังศูนย์ซักถาม กลับมีองค์กรภาคประชาสังคมแนวร่วมทำการเคลื่อนไหวกดดันการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวคนร้ายเหล่านั้น อ้างความไม่ชอบธรรมในการควบคุมตัว ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นได้มีการสื่อชี้นำสังคมกล่าวหามีการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัย เป็นการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทำไม? ต้องมีขบวนการปลุกผีซ้อมทรมานใน จชต.
          ขบวนการนอกจากใช้ ผกร.ทำการก่อเหตุเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความสูญเสียแล้ว ยังเคลื่อนไหวงานการเมืองแย่งชิงมวลชน ขณะเดียวกันใช้องค์กรภาคประชาสังคมที่ขบวนการจัดตั้งขึ้นมาเคลื่อนไหวด้อยค่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งพยายามสื่อไปยังองค์กรต่างประเทศว่าพื้นที่ จชต. มีสถานการณ์การซ้อมทรมาน ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
          สถานการณ์จริงกับสิ่งที่นักสิทธิแนวร่วมทำการสื่อตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง การกล่าวหาโดยไร้ประจักษ์พยาน และไร้ร่องรอย มีการจัดทำข้อมูลเท็จนำไปรายงานสาธารณะ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเผยแพร่ในคอมพิวเตอร์
          จะเห็นได้ว่าขบวนการปลุกผี ซ้อมทรมานใน จชต. มีการทำเป็นขบวนการ เล่นกันเป็นทีมรุมกินโต๊ะต้องการสื่อให้ประชาชนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านั้นไร้ซึ่งความจริง เป็นการกล่าวหาอย่างหน้าด้านๆ ธงการเคลื่อนไหวที่แท้จริงในการปลุกผี ซ้อมทรมานใน จชต. ต้องการอะไร?
          ข้อมูลเบื้องลึกพบว่าขบวนการปลุกผีถูกจ้างมาจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่มุ่งใช้ อาเจ๊ะห์โมเดล ในการขับเคลื่อนเพื่อด้อยค่าเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐบาลไทย มุ่งสร้างความเกลียดชังให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้าง ทำลายความน่าเชื่อถือทุกรูปแบบ สุดท้ายทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ สนับสนุนแนวคิดและเห็นด้วยกับกลุ่มขบวนการให้ความร่วมมือร่วมกันต่อสู้ เกิดสงครามประชาชนจนไม่สามารถควบคุมได้ องค์กรระหว่างประเทศต้องเข้ามาดูแลปัญหาความขัดแย้ง นำไปสู่การลงประชามติกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการอย่างน้อยเป็นเขตการปกครองพิเศษเช่นเดียวกับอาเจ๊ะห์ในอินโดนีเซียก็ไม่ได้ต่างกับการได้รับเอกราชกันสักเท่าไหร่
          นั่นคือความต้องการของขบวนการ และปีกการเมืองที่พยายามทุกวิถีทางที่จะไปยังจุดฝัน มีการตรวจสอบท่าทีของประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอดว่าจะให้การสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จชต. เกือบ 100% มีความเข้าใจหน่วยงานภาครัฐดี ต่อความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสงบสุข และขอเรียกร้องไปยังขบวนการปลุกผี!! หยุดทำร้ายสังคม หยุดใช้สื่อในการสร้างความแตกแยก ให้ไปถามใจประชาชนดูว่าความต้องการที่แท้จริงนั้น ต้องการอะไร? แยกตัวเป็นเอกราช หรือต้องการสันติสุข.. คอยติดตามแฉขบวนการปลุกผี ว่ามีองค์กรไหนบ้างที่เป็นสุนัขรับใช้ขบวนการในตอนต่อไป..  ----------------------
Categories: NEWS Feed

ฆ่าล้างครัว มะมัน episode II ภาคต่อจากโจรหน้าโง่บุกเข้าโจมตีฐานยือลอ

Mon, 02/05/2018 - 15:26
"แบมะ ฟาตอนี"

        เหตุการณ์บางเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกัน และแน่นอนย่อมมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมต่อการก่อเหตุ นำมาซึ่งการล้างแค้นกันขึ้นมีการตามล่าล้างผลาญไม่เว้นแม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดง คนท้องก็ไม่เว้น ซึ่งไม่มีการเกรงกลัวต่อบาปทั้งๆ ที่ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ศาสนิกเป็นคนดีไม่เบียดเบียนและทำร้ายชีวิตมนุษย์ด้วยกัน ยิ่งศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอิสลามหลักคำสอนของศาสนาเคร่งครัด แต่กลับมีกลุ่มคนบางกลุ่มกลับบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนายุยงส่งเสริมให้มีการฆ่าคนแล้วได้บุญ ไม่บาป ได้ขึ้นสวรรค์
          ฆ่าล้างครัว “มะมัน” เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นมหากาพย์ เหมือนภาพยนตร์เรื่อง หนุมานสงครามมหาเทพ เป็น episode II ที่ต่อเนื่องและพัวพันมาจาก episode I กรณีที่กลุ่มโจรหน้าโง่บุกเข้าโจมตีฐานยือลอ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 แต่เกิดพลาดท่าเสียที กลุ่มโจรตายโหงไป 16 ตัว รวมทั้งหัวหน้าใหญ่มนุษย์หมาโจรมะรอโซ จันทรวดี เหตุเพราะ นาวิกโยธิน ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการบุกโจมตีจากคำบอกเล่าของพลทหารนาวิกโยธินนายหนึ่ง (คนที่ถูกทีมไอ้บื้อ/พ่อที่ไม่อยากเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียด) ต่อมาพลทหารคนนั้น ถูกทีมไอ้บื้อฆ่าตายที่หลังมัสยิดบาเจาะ แถมยังตามล่าสังหารพี่ชายของพลทหาร และถูกฆ่าตายพร้อมภรรยาที่กำลังตั้งท้อง อีก 2 ศพ ส่งผลให้ญาติพี่น้องของพลทหารนายดังกล่าวเกิดความเคียดค้น จึงต้องฆ่าล้างแค้นไอ้สันขวานตัวนั้น 
          และทราบหรือไม่ครับพี่น้องว่า ในวันเกิดเหตุมีใครบางคนที่ใช้เด็กเป็นโล่ห์มนุษย์ เพื่อปกป้องตัวเองให้รอดตาย เป็นความชั่วช้าสามานย์และตราบาปในใจของมัน แล้วยังจะมาลอยหน้าลอยตาเป็นคนดีศรีสังคม (ภายใต้การโปรโมทของ NGOs กลุ่มอีเป๋อ) ทำให้ผู้คนที่ต่างทราบเรื่องราวดี แม้กระทั่งเมียมัน รู้สึกสมเพช เวทนา และกระอักกระอ่วนใจ อยากจะอ๊วกใส่หน้ามัน....
          แต่การตายของครอบครัวพลทหาร เมื่อแลกกับการตายของหมาโจรอย่าง มะรอโซ จันทรวดี เทพบุตรในดวงใจของมนุษย์ป้า NGOs  แล้ว นับว่าคุ้มค่า..และ..สมควรยกย่องให้เป็นมหาวีรบุรุษ มากกว่าไอ้หมารอโซ จอมโจรมุสลิมที่ขี้ขลาดเลือกที่จะฆ่าแต่เป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ โดยเฉพาะต่อ เด็ก สตรี และ คนชราเสียอีก
          แต่ประเด็นที่ยอมรับไม่ได้ คือ กลุ่มโจรนายูมุสลิม กลับหยิบยกเอาประเด็นนี้ไปใช้แสวงประโยชน์ อ้างเป็นความชอบธรรมในการออกมาเข่นฆ่า/ล้างแค้นกับคนไทยพุทธผู้บริสุทธิ์  นับเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้ยางอาย ขาดความเป็นมนุษย์ ไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง และที่สำคัญและน่าสมเพชมากขึ้น กรณีมีกลุ่มคนไร้ยางอาย ไร้ความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นนักศึกษา PerMAS กลับฉกฉวยโอกาสหยิบยกเอาประเด็นนี้ มากำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์เป็นวันมนุษยธรรมปาตานวย เสียอีก .......บ้าไปแล้ว พี่น้อง.......
----------------------
Categories: NEWS Feed

เหตุแค้นส่วนตัวฆ่าล้างครัวมะมัน.. สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องชาวไทยพุทธ

Fri, 02/02/2018 - 07:52
"แบมะ ฟาตอนี"


          เหตุการณ์ค่ำคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 หรือ 4 ปีที่แล้ว กรณีคนร้ายบุกยิงนายเจ๊ะมุ มะมัน พร้อมครอบครัวขณะกลับจากมัสยิด ส่งผลให้ลูกชายนายเจ๊ะมุฯ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน ส่วนนายแจ๊ะมุฯ และภรรยาได้รับบาดเจ็บ นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่คนร้ายได้ลงมือกระทำต่อเด็ก ในพื้นที่ จชต.ต่างมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุและแรงจูงใจในการลงมือก่อเหตุของคนร้ายที่ต้องการล้างครัว"มะมัน " พร้อมๆ กับการปล่อยข่าวมุ่งปมสงสัยมายังเจ้าหน้าที่และเรียกร้องให้นำคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว
          ครบรอบ 1 เดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 2 ราย คือ อส.ทพ.มะมิง บินมามะ อายุ 22 ปี และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ อายุ 25 ปี บุคคลทั้งสองสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 โดยเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77/2557 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มี.ค.57 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทำไปเพื่อเป็นการล้างแค้นจากเรื่องส่วนตัว (เนื่องจากปักใจเชื่อว่านายเจ๊ะมุฯ เป็นผู้ลงมือฆ่าพี่ชายของตนเองเสียชีวิต และพี่สะใภ้ขณะกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน) และยังให้การต่อไปอีกว่าการกระทำในครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐที่ตนเองสังกัดเป็นทหารพรานอยู่
          ภายหลังถูกจับกุมทหารพรานทั้งสองถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็น "อดีตทหารพราน" และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาสตลอดมา จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2558 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุม ศาลจังหวัดนราธิวาสจึงมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง"เนื่องจาก"ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ แมยู ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้"
          นั่นคือกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีความว่าไปตามตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเพราะมูลเหตุศาลมีอันต้องยกฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง สืบเนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานถึงแม้ผู้ต้องหาจะให้คำรับสารภาพก็ตามที และด้วยเหตุนี้เองได้ส่งแรงกระเพื่อมขึ้นระลอกใหม่ของกลุ่มองค์กรแนวร่วม โดยมีกลุ่มนักศึกษา PerMAS เป็นตัวตั้งตัวตีมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันเชิงสัญลักษณ์ "วันมนุษยธรรมปาตานี"
เหตุแค้นส่วนตัวฆ่าล้างครัวมะมัน..                                     สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธอ้างเอาคืน
          กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวแอบอ้างสร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสั่งสมาชิกแนวร่วมฆ่าแล้วจุดไฟเผาชาวไทยพุทธ ยิงพระและประชาชนที่มารอตักบาตรในยามเช้า แล้วมีการโปรยใบปลิวที่เกิดเหตุอ้างเป็นการแก้แค้นให้กับครอบครัว "มะมัน " 6 ชีวิตชาวไทยพุทธต้องสังเวยกับความชั่วร้ายของกลุ่มอาชญากรโจรใต้ในครั้งนั้น ผู้เขียนขอรื้อฟื้นความทรงจำให้กับผู้อ่านถึงแม้ไม่อยากตอกย้ำต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่เพื่อเป็นข้อมูลช่วยกันไตร่ตรองว่าการที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ออกมาเคลื่อนไหวให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" สมควรแล้วหรือ!!
          ลำดับเหตุการณ์ความสูญเสียต่อชาวไทยพุทธ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 ถัดจากวันเกิดเหตุ 6 วัน กลุ่มอาชญากรโจรใต้ได้กระทำสิ่งที่ป่าเถื่อนและยอมรับไม่ได้ด้วยการยิงและจุดไฟเผา นางเบญจพร เกื้อทุ่ง ซึ่งมีสามีเป็นตำรวจกลางตลาดนัด เหตุเกิดในพื้นที่ ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งคนร้ายได้ทิ้งใบปลิวไว้ให้ดูต่างหน้า "นี่คือรางวัลของ 3 พี่น้องที่พวกมึงฆ่าและพวกกูจะฆ่าพวกมึงต่อไป ตราบใดที่พวกมึงยังอยู่ในแผ่นดินกู"
          วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 หรือ 3 วันถัดมาหลังฆ่าแล้วเผานางเบญจพร เกื้อทุ่ง อาชญากรโจรใต้ลงมือปฏิบัติการอีกครั้งในพื้นที่อำเภอเดียวบนถนนสายหลัก ด้วยการดักยิง นางสาวศยามล แซ่ลิ้ม พนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขาปัตตานี ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อกลับบ้าน ร่างของเธอถูกเผาพร้อมกับมีใบปลิวทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ "ถึง ผบ.ทบ.นี่ไม่ใช่ศพสุดท้ายสำหรับ 3 พี่น้อง"
          และก็เป็นไปตามคำขู่ในใบปลิวจริงๆ เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 กลุ่มอาชญากรโจรใต้ได้ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศด้วยการกราดยิงชาวไทยพุทธขณะกำลังตักบาตร ส่งผลให้พระสงฆ์มรณภาพในที่เกิดเหตุ และมีชาวไทยพุทธที่กำลังตักบาตรอยู่เสียชีวิตรวม 4 รายด้วยกัน เหตุครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บ 8 ราย เหตุเกิดในพื้นที่สามแยกบ้านใหม่ ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี จากเหตุดังกล่าวได้สร้างความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ-ชาวไทยมุสลิม อีกทั้งยังมีการปล่อยใบปลิว ปล่อยข่าวลือแจ้งเตือนให้พี่น้องมุสลิมระวังเจ้าหน้าที่จะทำร้ายกระจายไปทั่วพื้นที่ ส่งผลให้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความหวาดระแวงปกคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
          การกราดยิงพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่กำลังตักบาตรจนกระทั่งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ลักษณะการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกับสองเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีหลักฐานชี้ชัดว่าได้มีการราดน้ำมันเตรียมจุดไฟเผาพระสงฆ์และชาวบ้านที่เสียชีวิตเช่นกัน แต่ถูกยิงตอบโต้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงต้องถอยหนีไปก่อน การฆาตกรรมในลักษณะนี้จึงมิได้เป็นเพียงการหมายเอาชีวิต แต่ต้องการสร้างให้เกิดความสะพรึงกลัวอีกด้วย ต่อมาได้รับการเปิดเผยจากผู้ที่อยู่ในขบวนการ ได้ออกมารายงานตัวแสดงตนต่อทางการว่า "ความโหดเหี้ยมคือแผนการที่ต้องการสร้างให้เกิดความหวาดกลัว และกดดันให้ประชาชนอยู่ภายใต้อำนาจ และต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน จึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธและไทยมุสลิม"
          นั่นคือเหตุการณ์แก้แค้นส่วนตัวฆ่าล้างครัวมะมัน.. สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธ 6 ศพ ฆ่าแล้วเผา อาชญากรโจรใต้สร้างความชอบธรรมด้วยการโปรยใบปลิวอ้างเอาคืน ส่วนกลุ่มนักศึกษา PerMAS ประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" สมควรแล้วหรือ!! แล้วชาวไทยพุทธผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำล่ะ!! กลับไม่เคยกล่าวถึง....
----------------------
Categories: NEWS Feed

ความพยายามของ PerMAS กับ"วันมนุษยธรรมปาตานี"

Fri, 02/02/2018 - 07:44
"กะ กันดา"
          ความพยายามของ PerMAS กับการจุดกระแสเพื่อสร้างวันเชิงสัญลักษณ์ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีให้เป็น  "วันมนุษยธรรมปาตานี" มีการรวมพลังกางร่มแห่งสันติภาพและกางร่มบนโปร์ไฟล์ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมี Concept คือ "มนุษยธรรม กับปาตานีที่ยังมีชีวิต"  คนปาตานีมีสิทธิที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี ดำรงไว้ซึ่งความเป็นตัวตนของชนชาติ และอนาคตทางการเมืองของคนปาตานี อีกทั้งเพื่อให้คู่สงครามและประชาชนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญคุณค่าของชีวิต สิทธิของพลเรือนที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากปฏิบัติการทางการทหาร เพราะการเคารพหลักมนุษยธรรมกติกาสงคราม (International Humanitarian Law) นั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งระหว่างการหาทางยุติสงครามด้วยแนวทางทางการเมือง
          ปีนี้ครบรอบปีที่ 4 ที่กลุ่มนักศึกษาได้ทำการเคลื่อนไหว ซึ่งการกำหนดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีให้เป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร!! และเหมาะสมหรือไม่? โดยเฉพาะ Concept "มนุษยธรรม กับปาตานีที่ยังมีชีวิต" อีกทั้งที่ผ่านมากลุ่มนักศึกษา PerMAS ยังออกแถลงการณ์โน่นนี่ อย่างเช่นใช้คำว่า "คู่สงคราม" โดยเรียกร้องให้คู่สงครามทำสงครามภายใต้กฎกติกาสากลและคำนึงถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันผลักดันให้กระบวนการสร้างสันติภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง
ย้อนรอยความจริงทำไม? "วันมนุษยธรรมปาตานี" ต้องเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์
          วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 กลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้จุดกระแส "วันมนุษยธรรมปาตานี" ขึ้นมา โดยได้ใช้เหตุการณ์คนร้ายกราดยิงสามพี่น้อง "มะมัน" (ด.ช.อิลยาส มะมัน อายุ 6 ปี, ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.มูยาเฮด มะมัน อายุ 11 ปี) เสียชีวิต นายเจ๊ะมุ มะมัน และนางพาดีละห์ แมยู พ่อแม่ของเด็กได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 เหตุเกิดที่บ้านปะลุกาแปเราะ ตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส หลังเกิดเหตุกลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้เคลื่อนไหวชี้นำให้สังคมปักใจเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐในการลงมือก่อเหตุเพื่อฆ่าล้างครัว "มะมัน" เนื่องจากนายเจ๊ะมุฯ มีคดีติดตัวในข้อหาฆ่าผู้อื่นซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างประกันตัวต่อสู้ทางคดีอยู่ และเคยโดนข้อหาคดีความมั่นคงถูกควบคุมตัวเมื่อปลายปี 2556 ในเวลาต่อมาศาลได้ยกฟ้องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอเอาผิด
ครบ 1 เดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ก่อเหตุ 2 ราย
          วันที่ 3 มีนาคม 2557 ครบรอบหนึ่งเดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 2 ราย คือ อส.ทพ.มะมิง บินมามะ และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ บุคคลทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 การจับกุมในครั้งนั้นเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77/2557 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2557 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ที่ทำไปเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัด
มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุฆ่าล้างครัว
          หนึ่งในผู้ต้องหาที่ทำการก่อเหตุปักใจเชื่อว่านายเจ๊ะมุ มะมัน คือคนร้ายที่ลงมือฆ่าพี่ชายของตนเองเสียชีวิต พร้อมพี่สะใภ้ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ตนเองได้เก็บความแค้นเอาไว้ก่อนที่จะชักชวนเพื่อนร่วมงานวางแผนทำการก่อเหตุเพื่อเอาคืน ภายหลังถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารพรานทั้งสองนายถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็น "อดีตทหารพราน " และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2558 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุมศาลจึงมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยศาลให้เหตุผลเนื่องจาก"ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ แมยู ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้"
          จากลำดับเหตุการณ์ข้างต้นที่เกิดขึ้นส่งผลให้กลุ่มนักศึกษา PerMAS เดินหน้าเคลื่อนไหวกล่าวหาโจมตีหน่วยงานภาครัฐ โจมตีกระบวนการยุติธรรม ความไม่ได้รับความเป็นธรรม ความไม่เท่าเทียมในสังคม อีกทั้งการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากมองด้วยใจเป็นกลางเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการล้างแค้นกันของผู้ที่ขัดแย้งในท้องถิ่น แต่บังเอิญผู้ที่ลงมือก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพราน เป้าใหญ่คือหน่วยงานภาครัฐจึงถูกถล่ม อีกทั้งศาลจังหวัดนราธิวาสได้มีการยกฟ้องผู้ต้องหาในเวลาต่อมา ยิ่งทำให้กลุ่มนักศึกษา PerMAS เคลื่อนไหวชี้นำสังคมให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วกระบวนการยุติธรรมว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งที่ศาลยกฟ้องแม้กระทั่งกลุ่ม ผกร.เองที่เคยก่อเหตุมาอย่างโชกโชนยังเคยมีการยกฟ้องในชั้นศาล
          เพราะฉะนั้นการกำหนดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ให้เป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" ถือว่าเป็นความไม่ชอบธรรม กับการที่เอาเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวของคนในพื้นที่มาเพื่อขับเคลื่อนในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งการเอาเหตุฆ่าครอบครัว "มะมัน" เสียชีวิต 3 ศพนั้น ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่สำคัญวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันทหารผ่านศึก" วันที่คนไทยทุกคนให้ความสำคัญ และมีจิตสำนึกยกย่องเกียรติภูมิทหารหาญของชาติที่ได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อในการปกปักรักษาป้องกันประเทศนี้ไว้ด้วยชีวิต แผ่นดินไทยสงบสุขและเป็น "ไท" มาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลุ่มนักศึกษาปัญญานิ่ม PerMAS กลับประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันมนุษยธรรมปาตานี เนื่องจากการเสียชีวิตของเด็กน้อยสามศพครอบครัว "มะมัน" ที่พ่อของเด็กเคยก่อเหตุเข่นฆ่าผู้อื่นรวมถึงหญิงท้อง 4 เดือนต้องจบชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว ช่างน่าสรรเสริญแนวคิดของนักศึกษาปัญญาควายกลุ่มนี้จริงๆ ไม่เคารพดวงวิญญาณบรรพชนผู้กล้าที่ปกปักรักษาชาติบ้านเมืองไว้ให้กับชนรุ่นหลังทีหนึ่งแล้ว กลับนำวันดังกล่าวมาเป็นวันเชิงสัญลักษณ์เสียนี่!!!..ช่างน่าอับอายสิ้นดี..----------------------

Categories: NEWS Feed

"เอกราชจอมปลอม!!"กับชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสังเวย

Thu, 02/01/2018 - 08:44



"เอกราชจอมปลอม!!"กับชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสังเวย ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่ลุกโชน ในพื้นที่ที่มีแต่กลิ่นควันปืนและเสียงระเบิด ผู้คนต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในการใช้ชีวิต บ้างหอบลูกจูงหลานหนีไปตั้งรกรากยังพื้นที่อื่นๆ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ไม่อยากทิ้งถิ่นฐานที่อาศัยมาตั้งแต่แต่บรรพบุรุษ
ในค่ำคืนอันเงียบสงัดของคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน บ้านหลังน้อยๆ ที่พ่อแม่และลูกสามชีวิตใช้เป็นที่พักพิง หลังออกปอซอทานข้าวอิ่มหนำสำราญเผลอหลับผล็อยไป ต้องสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ครั้งแรกนึกว่าฝันไปแต่สักพักเริ่มจับต้นชนปลาย ไม่ใช่ฝันร้ายแต่เป็นเสียงของใครไม่รู้ที่อยู่ในบ้าน พร้อมๆ กับเสียงโอดโอยของผู้เป็นพ่อที่ร้องขอชีวิต
รีบลุกจากที่นอนวิ่งไปยังที่มาของเสียง ภาพพ่อที่ถูกมัดมือและร่างที่บอบช้ำนั่งครวญครางอยู่ตรงหน้า มีชายฉกรรจ์สามสี่คนอาวุธครบมือสวมหมวกไหมพรหมปิดบังใบหน้า ส่วนคุณแม่ร้องให้คุกเข่าอ้อนวอนอย่าทำร้ายสามีฉันเลย แต่คำอ้อนวอนนั้นสูญเปล่าเพราะพวกเขาไม่สนใจใยดีเลย
ฉันเห็นดังนั้นจึงร้องตะโกนออกไป "ปล่อยพ่อหนูน่ะ!!! พ่อหนูทำอะไรผิด!!!" ทำไมถึงทำกับพ่อหนู น้ำตาพ่อไหลริน เงยหน้ามองฉันด้วยรอยยิ้มบนคราบน้ำตา พ่อเอ่ยปากบอกฉันว่า.."พ่อรักแม่และลูกน่ะ" เดียวพ่อก็กลับมา อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว
ฉันได้แต่ร้องไห้เมื่อคนเหล่านั้นพาพ่อขึ้นรถไป โดยไม่รู้ว่าเขาจะพาพ่อฉันไปยังหนแห่งใด หรือจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่ได้เห็นรอยยิ้ม และเสียงบอกรักของพ่อที่บอกว่าพ่อรักแม่รักลูกน่ะ!!   และแล้วสิ่งที่ฉันไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นกับครอบครัวฉัน เมื่อรุ่งขึ้นอีกวันมีคนพบร่างไร้วิญญาณของพ่อถูกทิ้งท้ายหมู่บ้าน แม่ไปนำร่างพ่อกลับมาบ้านแต่ไร้วิญญาณมีแต่คราบเลือดแปดเปื้อนเสื้อผ้า ในไม่ช้าร่างของพ่อถูกห่อด้วยผ้าขาว พ่อฉันไร้รอยยิ้มและลมหายใจ   แม่กอดฉันไว้ตลอดเวลา ฉันพร่ำรำพัน "พ่อทำอะไรผิดเหรอค่ะแม่!!! ทำไมพวกเขาต้องฆ่าพ่อเราด้วยล่ะค่ะ!!!" เมื่อแม่ได้ยินฉันถามร้องไห้หนักขึ้นไปอีก พร้อมกอดฉันกระชับแน่น และไม่ได้ตอบคำถามที่ฉันได้ถาม จนกระทั่งจนโตเรียนชั้นประถม ถึงได้รู้ความจริงจากแม่ว่าเพียงพ่อหันหลังให้กับกลุ่มขบวนการ และไม่ยอมก่อเหตุเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธสั่งการจากนายใหญ่ อยากกลับมาอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ลูก.. เลิกเป็นคนชั่ว
อยากเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านที่ใครหลายคนเข้าร่วม แต่ได้แค่คิดเมื่อนายใหญ่ส่งทีมงูเต๊ะมาอุ้มฆ่าอย่างเลือดเย็น จนกระทั่งฉันเรียนระดับมหาลัยเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่งขับเคลื่อนเรื่อง"เอกราช" จัดเวทีเรียกร้องกำหนดใจตนเอง กล่าวหารัฐละเมิดสิทธิ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฉันได้แต่คิดในใจแล้วที่กลุ่มขบวนการทำกับครอบครัวฉันล่ะ ใครไม่ประสบกับตัวเองย่อมไม่รู้ถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ แล้ว "เอกราช" ที่คนพวกนี้ต้องการจะต้องเหยียบร่างไร้วิญญาณอีกกี่พันศพ ................
กี่ชีวิตที่ต้องสังเวย กี่ครอบครัวต้องขาดเสาหลัก แม่ต้องกลายเป็นหญิงหม้าย!!! ฉันต้องเป็นเด็กกำพร้า เมื่อไหร่ถึงจะพอ กับการเข่นฆ่าผู้คน หยุดทำร้าย.. และคืนความสงบสุขให้แผ่นดินเกิด
"ได้โปรดอย่ามากล่าวอ้างทำเพื่อเอกราชอีกเลย เพราะทั้งหมดกุขึ้นมาเป็นได้แค่เอกราชจอมปลอม"------------------
Categories: NEWS Feed

จะเป็นเช่นไรเมื่อนักศึกษากลายเป็นแนวร่วมซะเอง

Tue, 01/30/2018 - 21:15


เมื่ออาชญากรโจรใต้มีแนวร่วมเป็นนักศึกษา
PerMAS คือกลุ่มนักศึกษาที่คอยปกป้องอาชญากรโจรใต้

      PerMAS แนวร่วมอาชญากรโจรใต้ในคราบนักศึกษา ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐมีการปิดล้อมตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ก่อเหตุ จะออกมาปกป้องคนผิดด้วยการกดดันในทันทีโดยไม่สนว่าถูกหรือผิดหากเจ้าหน้าที่สกัดกั้น กลับกล่าวอ้างเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรม ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิเสรีภาพที่ควรมี
      หากสังเกตดู คราใดที่อาชญากรโจรใต้ตาย หรือถูกจับกุมจากการปิดล้อม จะออกมาเคลื่อนไหวทันทีแสดงพลังกดดัน และกล่าวหาโจมตีผ่านสื่อโซเชียล ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากการก่อเหตุจะคอยสอดส่องเพื่อหาโอกาสหากินบนซากศพและคราบน้ำตา
   ล่าสุดเหตุระเบิดตลาดพิมลชัย ใจกลางเมืองยะลา ใช้ความเป็นนักศึกษาชูป้ายข้อความยังสถานที่เกิดเหตุ ไม่ได้ออกมาประณามผู้ก่อเหตุหรอกครับ กลับชูป้ายเรียกร้องให้ “คู่สงครามยุติความรุนแรง” เป็นเครื่องมือโจรเลยครับ โจรก็คือโจร ที่นี่ไม่มีสงครามจะไม่มีให้มาเรียกร้องสิทธิ เป็นได้แค่ “อาชญากร” หรือหมาลอบกัดเท่านั้นที่ทำร้ายประชาชน ศึกษาคำก่อนนำมาใช้ “คู่สงคราม” ซ้ำเติมความรุนแรงหน้าที่นักเรียนนักศึกษาคืออะไรมาชูป้ายสนับสนุนโจรถูกแล้วหรือ!! ทุกวันยังแบมือขอเงินพ่อแม่มาเล่าเรียนศึกษา กลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง จบออกมาพ่อแม่หวังพึ่งพา นี่ละหนาเป็นเครื่องมือให้กับโจรน่าเวทนา ชูป้ายสร้างภาพให้องค์กรต่างชาติสนใจเข้ามา สุดท้ายใครได้ใครเสียหากมีการเรียกร้องขอแบ่งแยกดินแดน โดยอ้างว่าถูกกดขี่จากรัฐไทย รัฐไทยกีดกันสิทธิ์ทางสังคมเลยต้องการแยกดินแดนเป็นเอกราชเพื่อปกครองตนเองผลประโยชน์ตกอยู่กับใคร!! พ่อแม่ที่ส่งเราเรียนหรือ!! แกนนำสั่งการ นายทุนจากต่างชาติ หรืออดีตนักการเมือง
 
อย่าลืมว่าพื้นที่ 3จชต. เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากร 
ผลประโยชน์มากมายมหาศาล เหตุใดจึงดิ้นรนต้องการแบ่งแยกดินแดน
และในอดีตที่ผ่านมาฝ่ายใดที่เป็นผู้พ่ายแพ้ทางการเมือง…


Categories: NEWS Feed

อาสาสมัครทหารพราน ไพศาล ลาแล วีรบุรุษของประชาชน

Tue, 01/30/2018 - 09:10
"Aafiya pattani"

ก่อนอื่นผู้เขียน ขอสดุดีการทำหน้าที่ของชายชาติทหาร อส.ทพ.ไพศาล ลาแล ที่ท่านได้ปกป้องดูแลเสรีภาพความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว "ลาแล" ที่ต้องสูญเสียบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...

          สำหรับใครหลายๆคน อาจจะมองปัญหาชายแดนใต้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ไกลตัว และชินชากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวของตนเอง แต่สำหรับผู้ที่ได้รับความสูญเสีย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงย่อมรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดที่ได้รับจากการถูกยัดเยียดให้จากกลุ่มอาชญากรชั่ว มีการพูดกันเล่นๆ ในร้านน้ำชา ปัญหาชายแดนใต้วันไหนที่ไม่เกิดเหตุสิผิดปกติ เพราะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปัญหาได้รับรู้สถานการณ์ ได้เห็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจากการกระทำของอาชญากร  จนกระทั่งประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายมากมายตลอดระยะเวลา 14 ปี คนดีต้องจากไปผู้บริสุทธิ์ต้องมาตาย ดังเช่น กรณีเมื่อวันที่ 22 ม.ค.61 อาชญากรใต้ใจเหี้ยมโหดได้ลอบวางระเบิดตลาดสดพิมลชัย จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย มีทั้งไทยพุทธไทยมุสลิม ได้รับบาดเจ็บก็หลายสิบคน นำมาซึ่งความโศกเศร้า เสียใจ และสะเทือนใจ เหตุร้ายที่ตามหลอกหลอนผู้คนยังมิทันจางหาย วันถัดมากลุ่มอาชญากรใต้กลับกระทำการอุกอาจรุมถล่มยิง อส.ทพ.ไพศาล ลาแล เสียชีวิตคาบ้านพัก ขณะที่กำลังจะรับประทานอาหารพร้อมภรรยาและลูก 
          อส.ทพ.ไพศาล ลาแล อายุ 27  ปี เป็นเจ้าหน้าที่ชุด "ญาลันนันบารู" สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 ถูกกลุ่มอาชญากรยิงขณะจอดรถหน้าบ้านเช่าซึ่งอยู่อาศัยกับภรรยาและลูก บ้านเช่าหลังดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี คาดว่าคนร้ายขับรถมาดักจอดรออยู่ก่อนแล้ว และเมื่อสบโอกาสได้ลั่นกระสุนสังหารเขาทันที โดยไม่ได้สนใจว่าจุดที่ก่อเหตุนั้นอยู่ใกล้โรงเรียนจงรักสัตย์วิทยาปัตตานี

          เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสูญเสียให้กับครอบครัว "ลาแล" นำมาซึ่งความเสียใจของญาติมิตรและบุคคลที่ใกล้ชิดต่อการจากไปโดยยังไม่ถึงเวลาอันควร อส.ทพ.ไพศาล ลาแล ยังคงอยู่ในใจของบุคคลที่รักของเพื่อนร่วมงานตลอดไป นอกจากนี้ อส.ทพ.ไพศาลฯ ยังเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงาม มีจิตอาสาชอบช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะต่อพี่น้องร่วมศาสนาในพื้นที่ ไม่ว่าจะให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม การช่วยเหลือเยียวยาเยาวชนที่ติดยาเสพติด ที่น่าเศร้าสลดใจคือ อส.ทพ.ไพศาล ลาแล มีลูกที่น่ารักน่าชังด้วยวัยแค่เพียง 10 เดือนเศษ ต้องขาดคนดูแล เป็นเด็กกำพร้า เมื่อครอบครัวต้องขาดเสาหลักไปทำให้ภาระอันหนักอึ้งต้องตกอยู่กับภรรยากลายเป็นครอบครัวใบเลี้ยงเดี่ยว


          นิเมาะ ภรรยาของ อส.ทพ.ไพศาล ลาแล กล่าวว่า หลังจากต้องสูญเสียสามีไปแบบกะทันหัน ทำใจไม่ได้ ตนเองยังช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกมืดแปดด้าน คิดอะไรไม่ออก เพราะที่ผ่านมาสามีเป็นคนดูแลครอบครัวทุกอย่าง เธอเป็นแค่แม่บ้านเลี้ยงลูกชายวัย 10 เดือน โดยไม่มีรายได้ทางอื่นเลย          "เขาเป็นคนรักครอบครัว ชอบช่วยเหลือคนอื่น ทุกครั้งที่เงินเดือนใกล้ออก แฟนจะบอกว่าเงินจะออกแล้วนะ ขอเท่านั้นเท่านี้แบ่งให้กับเด็กกำพร้า สงสารเด็ก และเงินเบี้ยเลี้ยงที่ไปทำงานในโครงการ   ญาลันนันบารู แฟนก็บอกตลอดว่าขอให้เด็กเพื่อเป็นทุนการศึกษา เขาจะให้ทุกที่ที่เขาไป เพราะงานของเขาไปทั่วทั้ง 3 จังหวัด ชาวบ้านก็รักเขา ทุกคนรักเขา แต่ทำไมต้องมาทำเขาด้วย" นิเมาะฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายและตั้งคำถามทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีใครจะให้ความกระจ่างได้

          นายอับดุลรอซิ ทาเนาะ นายก อบต.บาโระ ยืนยันถึงความรู้สึกที่คนในพื้นที่มีต่อ อส.ทพ.ไพศาล  ว่า "เขาเป็นคนดี ชาวบ้านรักเขามาก" "เขาเป็นคนมีจิตอาสา เขาให้ความร่วมมือ ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุกคนอย่างเวลาชาวบ้านเดือดร้อน ไม่ว่าจะเรื่องน้ำท่วมหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เขาจะหาข้าวสารมาให้ เขาทุ่มเทกับทุกคน ช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อน" นายอับดุลรอซิฯ ยกตัวอย่างความมีน้ำใจของ อส.ทพ.ไพศาล  งานในโครงการ "ญาลันนันบารู" ซึ่งเขาทุ่มทำอย่างตั้งใจและจริงใจ ทำให้ชาวบ้านเทใจให้กับเขา "ชาวบ้านที่นี่ไม่มีปัญหาอะไรกับเขาแน่นอน"           "ที่สำคัญชุมชนที่นี่ปลอดยาเสพติด เพราะเขาดูแลบ้านเกิดของเขาเป็นอย่างดี พูดกับทุกคน คุยกับเยาวชนมาตลอด ทุกคนก็เข้าใจและเชื่อใจเขา ที่สำคัญคือรักเขามาก เขาเป็นวิทยากรหลายๆ พื้นที่ในสามจังหวัด เยาวชนรู้จักเขาเยอะ สิ่งที่เขาเล่าให้เยาวชนฟัง ล้วนเป็นสิ่งดีๆ เขาเน้นเรื่องความรักของพ่อแม่ หลายๆ ครั้งผมเห็นเยาวชนถึงขั้นร้องไห้หลังจากฟังเขาพูด และเลิกยาเสพติดได้ในที่สุด เราก็เสียดายที่เขาจากไป ยังคิดอยู่ว่าถ้าเขาอยู่เขาก็สามารถช่วยเหลือคนได้อีกเยอะ" นายก อบต.บาโระ กล่าว
          จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเป้าสังหารกลายเป็นเหยื่อให้กับกลุ่มอาชญากรใต้ แม้แต่พี่น้องประชาชนที่หาเช้ากินค่ำก็ยังตกเป็นเหยื่อ  ทำให้คนดีๆ ผู้ที่เป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมและประชาชนต้องจบชีวิตก่อนวัยอันควร ทั้งที่เขายังสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่า กลุ่มอาชญากรใต้หรือกลุ่มองค์กรบางองค์กรที่ประกาศเพื่อเอาหน้า ดีแค่ลมปากว่าจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเสียอีก
          สำหรับพิธีละหมาดและฝังศพ อส.ทพ.ไพศาลฯ ที่สุสานบ้านซีแซะใน ต.บาโระ อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเขามีผู้คนจำนวนมากมาร่วมพิธี ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตร ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพื้นที่รวมถึงผู้บังคับบัญชาและเพื่อนๆ ทหารพราน ได้ไปร่วมพิธีฝังศพในครั้งนี้ซึ่งเป็นการส่งคนดีครั้งสุดท้าย ต่างพากันเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพูดยกย่อง อส.ทพ.ไพศาล ลาแล อย่างไม่ขาดปากว่าเขาเป็นคนดี มีจิตอาสาชอบช่วยเหลือผู้อื่น  บางคนบอกลูกเลิกยาเสพติดได้ก็เพราะเขา เขาสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมาก เสียดายคนดีๆ  ที่ต้องจบชีวิตลง  บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศกพร้อมๆ กับเสียงสาปแช่งก่นด่าอาชญากรที่ปลิดชีวิตเขา คงไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสีย แต่ความดีของ อส.ทพ.ไพศาล ลาแล จะยังคงอยู่ในใจของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปอีกนานแสนนาน และที่สำคัญ อส.ทพ.ไพศาลฯ เขาคือวีรบุรุษของประชาชนอย่างแท้จริง สมควรที่จะได้รับการยกย่องในความดีที่เขาได้เคยกระทำมาสืบไป--------------------
Categories: NEWS Feed

Criminals bomb in Yala,Thialand

Mon, 01/29/2018 - 08:49




อาชญากรลอบวางระเบิดในเมืองยะลาประเทศไทย
เหตุสะเทือนขวัญล่าสุดจากที่เคยสงบในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย อาชญากรกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ที่ยอมรับไม่ได้คือการก่อเหตุการณ์ในตลาดสดกลางเมืองยะลา ของเช้าตรู่ของวันที่ 22 มกราคม เช้าวันใหม่ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่อาชญากรใต้กลับมาทำลายชีวิต ทำลายความสงบสุข คนไทยมุสลิมทั้งหมดไม่ได้เป็นอาชญากร แต่อาชญากรทั้งหมดที่ก่อเหตุคือคนไทยมุสลิม
เหตุใดเล่าอาชญากรชั่วถึงเลือกลงมือก่อเหตุในตลาด ขณะผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องมีทั้งคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม ส่อเจตนาให้เห็นว่าไม่มีการเจาะจงเป้าหมาย เพียงเพื่อลงมือก่อเหตุให้สำเร็จ เป้าหมายต้องการทำลายความสงบสุข ทำลายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 20 ราย เสียชีวิต 3 ราย มีทั้งพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม แม้แต่พี่น้องผู้นับถือศาสนาเดียวกันยังไม่ละเว้น แล้วกลุ่มอาชญากรก่อเหตุเพื่อใคร!! หรือฆ่าทุกคนแม้แต่ลูกเมียตัวเองกระนั้นหรือ ฆ่าแล้วได้อะไร!! หรือเพียงเพื่อสร้างผลงานเอาใจนายใหญ่ ก่อเหตุเพียงเพื่อแสดงความมีตัวตน เพื่อประกาศว่า “กลุ่มกบฏแผ่นดิน” นั้นมีอยู่จริง หรือต้องการณ์สร้างสถานการณ์ให้องค์กรต่างชาติสนใจ แต่กลับไม่ใส่ใจชีวิตพี่น้องด้วยกัน คิดการใหญ่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชใจแทบขาด นี่หรือ!! สันดานที่แท้จริงเป็นได้แค่อาชญากร ปากพร่ำบอกเช้าเย็นประกาศตนทำเพื่อพี่น้อง....?
 “อิสลาม” คือศาสนาแห่งสันติ นี่หรือสันติที่มอบให้กับเพื่อนมนุษย์ ชักไม่แน่ใจกับพวกไร้ซึ่งอุดมการณ์แล้วสิ..

Categories: NEWS Feed

จับคนร้ายระเบิดเสาไฟฟ้าเบตงขับรถตู้นักเรียนกับสื่อโซเชียลที่บิดเบือน

Sun, 01/28/2018 - 14:35
"กะ กันดา"

การบิดเบือนข้อเท็จจริง การใส่ร้ายป้ายสี หรือแม้กระทั่งการกุข่าวขึ้นมาเพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการรับรู้ของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมานมนานและกระทำกันเป็นขบวนการ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญมีการส่งต่อให้องค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มทำการเคลื่อนไหวกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้ไม่หวังดี มีผลต่อความรู้สึกของผู้คนที่หลงเชื่อท่ามกลางสถานการณ์ที่อ่อนไหวแย่งชิงมวลชนกันระหว่างรัฐกับกลุ่มเห็นต่าง 
จากการปล่อยข่าวลือในร้านน้ำชาพัฒนามาสู่การใช้สื่อโซเชียลบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่และรัฐบาล แทบไม่น่าเชื่อว่าแค่เพียงเพื่อหวังผลชิงความได้เปรียบในการพูดคุยสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่ ล่าสุดกรณีเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจได้ควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน ณ จุดตรวจหน้าวัดบ้านบ่อหิน ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซึ่งในเวลาต่อมากลุ่มผู้ไม่หวังดีได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุจนทำให้เด็กนักเรียนตกใจตื่นกลัว
ข้อเท็จจริงกับกระแสข่าวที่มีการปล่อยในสื่อสังคมออนไลน์มักจะสวนทางกันเสมอ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาเมื่อความจริงปรากฏมีการแถลงข่าวของหน่วยงานภาครัฐชี้แจงข้อเท็จจริง ผู้บริโภคข่าวสารมักหลงเชื่อตามคำกล่าวอ้างไปแล้ว “พูดก่อนมักได้เปรียบ พูดทีหลังคือแก้ตัว” ทั้งที่รู้ว่าสื่อที่ทำการปล่อยข่าวหรือกุข่าวขึ้นมานั้นไม่มีความน่าเชื่อถือ ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญก่อนจะเชื่อข่าวใดๆ โดยไม่ทราบแหล่งที่มาอีกทั้งคิดก่อนเชื่อ เช็คก่อนแชร์ ตั้งสติก่อนโซเชียล 
ข้อเท็จจริงเหตุเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 25 มกราคมนั้น ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรธารโต ตั้งด่านที่จุดตรวจ ณ วัดบ้านบ่อหิน (จุดตรวจของ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 443) ซึ่งสุ่มตรวจกลุ่มยาเสพติด ระหว่างนั้นเห็นรถตู้ขับผ่านมา จึงขอตรวจดูบัตร พบว่าเป็นนายอาลี ยิมัน ซึ่งตรวจเช็คแล้วมีหมายจับ พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน จึงแสดงตัวเพื่อขอเชิญมาที่สถานีตำรวจภูธรธารโต แต่ขณะนั้นในรถมีเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล จำนวน 26 คน เพื่อเดินทางกลับบ้าน จึงได้ตกลงกันว่าพาเด็กไปส่งให้ถึงบ้านทุกคนอย่างปลอดภัยก่อน ซึ่งเด็กที่อยู่ในรถตู้ไม่ได้มีอาการตกใจกลัวหรือร้องไห้ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ยังคงเล่นตามปกติตามประสาเด็ก เมื่อส่งเด็กเสร็จยังไปส่งครูผู้หญิงอีก 1 คน ที่โรงเรียนสุทธิศาสน์ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัว นายอาลี ยิมัน มาที่สถานีตำรวจภูธรธารโต เพื่อลงบันทึกเอกสารดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และได้ประสานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 มาร่วมควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก นำส่งศูนย์ซักถามเพื่อขยายผลตามกรรมวิธีต่อไป
จากการที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ในขณะผ่านจุดตรวจซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน ในฐานะผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าบริเวณ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติไปตามขั้นตอนและอยู่ในกรอบของกฎหมาย พร้อมทั้งได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทำความเข้าใจความจำเป็นที่จะต้องควบคุมตัวนายอาลีฯ ในครั้งนี้ แต่กลับมีกลุ่มบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มอาศัยสถานการณ์ที่เปราะบางใช้เด็กนักเรียนอนุบาลในรถตู้เป็นเครื่องมือ ต้องการสื่อให้เห็นภาพความรุนแรงในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อหน้าเด็กๆ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนและรอบด้าน อีกทั้งความมีอคติอย่างรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจผิด หวังผลเพื่อนำไปสู่ความขัดแย้งทางความรู้สึกของพี่น้องประชาชน สุ่มเสี่ยงให้มีการฉวยโอกาสนำไปจุดประเด็นสร้างความแตกแยกในสังคม
การบิดเบือนความจริงของกลุ่มผู้ไม่หวังดีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสันดาน การสร้างกระแสเพื่อหวังผลความรู้สึกร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งกับการที่เราไม่รู้เท่าทัน ซึ่งจะตกเป็นเครื่องมือช่วยกระพือข่าวลือจากปากสู่ปากเหมือนไฟลามทุ่ง จนนำไปสู่การเข้าใจผิดจนยากที่จะแก้ไข ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนบริโภคข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง คิดก่อนเชื่อ เช็คก่อนแชร์ ตั้งสติก่อนโซเชียล และหากมีข้อสงสัยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อนจากหน่วยทหารหรือหน่วยงานรัฐในพื้นที่ มิเช่นนั้นจะเป็นดั่งเช่นเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา..

----------------------
Categories: NEWS Feed

เพราะเมียแท้ๆ

Sun, 01/28/2018 - 09:23





เพราะเมียแท้ๆ!! ทำให้ Shintaro ตกกระไดพลอยโจน กลายเป็นแนวร่วมอาชญากรในคราบนักวิชาการ
ฮาร่า ชินทาโร่ Hara Shintara มีสันดานญี่ปุ่นโดยกำเนิด และมีเมียเป็นคนไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จชต. แต่ฝ่ายเมียดันไปฝักใฝ่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน เลยทำให้ Shintaro เข้าร่วมกับอาชญากร โดยการเป็นนักวิชาการสร้างวาทกรรม สร้างบทความ เพื่อดึงดูดประชาชนและต่างชาติให้หลงเชื่อ ให้เชื่อว่าคนไทยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มุสลิม (ตรงไหนว่ะ) อ้างว่าไทยไปแย่งแผ่นดินของพวกมัน ซึ่งแท้จริงแล้วที่มันต้องการเพราะผลประโยชน์ราคาแพง ไม่ว่าจะเป็น แร่ ป่าไม้ น้ำมัน ทอง และอื่นๆ พวกมันจะแอบอ้างอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ชาติพันธุ์ ความเป็นอิสลาม และต้องการแยกไปปกครองตนเอง ซึ่งมันก็เป็นแค่เฉพาะกลุ่มพวกมันเท่านั้น แต่ชาวบ้านมุสลิมทั่วไปเขาก็อยู่กันปกติสุข ไม่ต้องการจะแบ่งแยกไปไหน เกิดเป็นคนไทยก็ดีอยู่แล้ว ต่างก็อยู่ร่วมกันได้ แม้จะต่างศาสนากัน
#HaraShintaroรับค่าตอบแทนมาเท่าไหร่ #หรืออยู่ญี่ปุ่นไม่ได้เลยต้องย้ายมาอยู่ไทย #มีเมียเป็นคนไทยสักคนก็สบายแล้ว #ค่าครองชีพในประเทศไทยถูกแสนถูก



Categories: NEWS Feed

Pages