Thumbs Up

Subscribe to Thumbs Up feed
Updated: 1 day 15 hours ago

“ดร.สมคิด” ชี้ภายในสามปี ไทยต้องตื่นและรับเทคโนโลยีดิจิทัลหนีตกยุค

Wed, 02/21/2018 - 17:38

ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียวสำหรับการปาฐกถาพิเศษของรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในหัวข้อ “Thailand IoT Ecosystem for Thais” ในงาน “Digital Intelligent Nation 2018” ของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาชี้ถึงจุดเปลี่ยนของสังคมไทยในช่วงสามปีนี้ว่าจะเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาส ซึ่งหากไม่สามารถยกระดับการสร้างนวัตกรรมจากโครงสร้างเดิมที่ล้าสมัยได้แล้ว อนาคตน่าจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากของประเทศไทยอย่างแน่นอน

โดยจุดที่ ดร.สมคิด ชี้อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยก็คือ คนไทยตื่นสาย ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เขาตื่นกันหมดแล้วกับการมาถึงของเทคโนโลยีดิจิทัล ประเทศไทยกลับมีการตื่นตัวช้า และทำให้เข้าสู่ตลาดนี้ได้ช้ากว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งการตื่นสายนี้ยังส่งผลต่อการปรับโครงสร้างต่าง ๆ ภายในประเทศที่โครงสร้างเดิมของประเทศนั้นล้าสมัยไปหมดแล้ว ไม่สามารถรองรับการผลิตในยุคดิจิทัลได้อีก เหล่านี้คือความเสี่ยง ซึ่งถ้าไม่ปรับตัว จะทำให้ประเทศเริ่มแข่งขันกับคนอื่นได้ยากลำบากมากขึ้น

“สภาพัฒน์ฯ ทำนายว่าปีนี้ อัตราการเติบโตของจีดีพีจะอยู่ที่ 4.1% แต่ต้องมาจากการที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนด้วย เช่น การส่งออกเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่ในฐานะที่ทำตัวเลขพวกนี้มาเป็นสิบปี พบว่า ผมบอกได้เลยว่า ตัวเลขพวกนี้มีขีดจำกัด เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเรามันเก่า ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว ลองดูจากสินค้าใน Category ที่ส่งออกก็ได้ ตอนนี้บาง Category ก็เริ่มถูกประเทศอื่นแซงไปแล้ว”

นอกจากนี้ ดร.สมคิด ยังเผยว่าเศรษฐกิจรากหญ้าเป็นสิ่งที่แก้ยาก ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการเกษตรเป็นโครงสร้างที่ล้าสมัย และที่ผ่านมา ไม่เคยได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ดังนั้น ในการแข่งขันยุคดิจิทัล สิ่งที่จำเป็นคือการปลุกคนไทยให้ตื่น มอบเครื่องมือและความรู้ให้ เพื่อให้เขานำทุกอย่างที่มีนั้นออกไปสร้างโอกาสให้ตัวเอง

“ตอนนี้เป็นยุครุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ โลกตื่นขึ้นมาด้วยดิจิทัล ดิจิทัลทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป เวลาเรียนหนังสือ กว่าจะได้ความรู้มาใช้เวลาเป็นปี ทุกวันนี้ความรู้อยู่ในมือถือ มันสามารถให้ความรู้ได้ไม่จำกัด ทุกมิติของการดำรงชีวิตเปลี่ยนหมด ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกเลย เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยน การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจก็เปลี่ยน ด้วยเหตุนี้ อย่างน้อยที่สุดอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านต้องไปให้ถึง และเขาเหล่านั้นต้องสามารถเข้าถึง ได้รับการฝึกฝน และได้รับความรู้ว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย”

เปลี่ยนประเทศสู่การเป็น Digital-Driven Economy

นอกจากในเรื่องการกระจายดิจิทัลไปยังมือประชาชนแล้ว อีกฟากหนึ่งที่ต้องก้าวขึ้นมายืนอย่างแข็งแกร่งคือ ธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัป รวมถึงสถาบันการศึกษาที่ต้องสร้างหลักสูตรใหม่ ๆ ออกมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่

“Digital-Driven Economy จะเกิดได้ เอสเอ็มอีคือกำลังหลัก เพราะเอสเอ็มอีมีเป็นล้าน สตาร์ทอัปคือต้นกล้า มหาวิทยาลัยต้องสร้างหลักสูตรใหม่ ๆ ออกมา ดูว่าชาติต้องการอะไร” ดร.สมคิดกล่าว นอกจากนั้น หน้าที่ของรัฐบาลยังต้องทำ BigData ให้เป็น SmartData เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชน และช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ดร.สมคิด เชื่อว่า การมาถึงของดิจิทัลจะนำไปสู่ Digital Politics ที่สามารถสร้าง Engagement ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในประเทศได้โดยตรง โดยประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมกับการบริหารประเทศได้โดยตรง รัฐบาลจะเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปนั้นถูกหรือผิด อะไรคือสิ่งที่คนต้องการอย่างแท้จริง ก็สามารถดูได้จากจุดนี้

ท้ายที่สุด คือเรื่องของการควบคุม เพราะการมาถึงของดิจิทัลก็มีด้านมืด โดยเฉพาะในเรื่องการแบ่งแยก เมื่อคนสามารถเลือกที่จะคุยกับคนที่อยากคุย และไม่คุยกับคนที่ไม่อยากคุยได้ หากใช้อย่างไม่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งขึ้นมา ดังนั้น ต้องใช้อย่างมีสติ

 Source: thumbsup

The post “ดร.สมคิด” ชี้ภายในสามปี ไทยต้องตื่นและรับเทคโนโลยีดิจิทัลหนีตกยุค appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Nike เปิดขายสนีกเกอร์ผ่าน Snapchat ขายหมดใน 23 นาที

Wed, 02/21/2018 - 16:00

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นแบรนด์ Nike นำรองเท้ารุ่น Air Jordan III “Tinker” ขึ้นไปวางขายบน Snapchat เป็นครั้งแรก โดยผู้ที่เข้าร่วมในปาร์ตี้ของ Nike เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์สามารถสแกน Snap Code พิเศษเพื่อเปิดแอปพลิเคชันและสั่งซื้อรองเท้ารุ่นดังกล่าวพร้อมการจัดส่งให้ถึงมือในวันนั้น ผลคือ รองเท้าขาดหมดภายในเวลา 23 นาที

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ของ Nike คือแพลตฟอร์ม e-Commerce อย่าง Shopify และสตาร์ทอัปชื่อ Darkstore ที่รับหน้าที่จดออเดอร์รวมถึงจัดส่งสนีกเกอร์รุ่นพิเศษ

นอกจากนั้น Nike ยังใช้คุณสมบัติ Geofence ของ Snapchat ในบริเวณ Staples Center ซึ่งเป็นบริเวณที่กิจกรรมจัดขึ้นด้วย ส่งผลให้แฟน ๆ ที่รวมตัวกันในสถานที่ดังกล่าวสามารถเข้าถึงประสบการณ์ AR สามมิติของนักบาสเก็ตบอลชื่อดัง ไมเคิล จอร์แดนด้วย

โดยก่อนหน้านี้ Nike เคยทดลองทำ Mobile Commerce มาแล้วกับการขายรองเท้าผ่านแอปพลิเคชัน SNKRS

สำหรับ Darkstore สตาร์ทอัปที่มีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันอยู่ในสถานะคล้าย ๆ กับ Airbnb สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ซื้อ รวมถึงให้บริการจัดส่งแบบ Same-Day Delivery อีกทั้งยังมีแพลตฟอร์ม AI ของ Darkstore ในการบริหารจัดการให้ต้นทุนการจัดส่งนั้นถูกที่สุดอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Mobilemarketer

 Source: thumbsup

The post Nike เปิดขายสนีกเกอร์ผ่าน Snapchat ขายหมดใน 23 นาที appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Infographic: วิธีดึงวิดีโอ YouTube ให้อันดับดีขึ้น

Wed, 02/21/2018 - 13:30

บางคนใช้คำว่า performance บางคนใช้คำว่า Ranking แต่ทั้งหมดล้วนหมายถึงภาวะที่ทำให้วิดีโอบน YouTube ถูกดึงขึ้นมาแสดงในอันดับที่ดีกว่า ซึ่งจากการวิเคราะห์วิดีโอหลายล้านชิ้น พบว่ามี 11 ปัจจัยต่อไปนี้ที่มีส่วนเอื้อให้วิดีโอบน YouTube ถูกปรากฏสู่สายตาชาวออนไลน์มากขึ้น

วันนี้นักการตลาดแทบทุกคนล้วนมองหาสมาชิกเพิ่ม (subscriber) ยอดแชร์เพิ่ม (share) ยอดไลค์เพิ่ม (Like) รวมถึงยอดวิวที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์อื่น การโพสต์วิดีโอบน YouTube ก็มีกฏทองบางข้อเกี่ยวกับอัลกอริทึมที่กำหนดประเภทของวิดีโอที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะไปได้ไกลขึ้น

ปัจจัยท็อป 5 ที่มีผลต่อการจัดอันดับวิดีโอ YouTube ได้แก่:

Views ตัวเลขผู้คลิกเข้าชม
Likes จำนวนการคลิกชื่นชอบ
Shares ปริมาณการคลิกแชร์
Comments ความถี่การแสดงความคิดเห็น
Subscriptions กลุ่มผู้สมัครรับข้อมูล

ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ถือเป็นคีย์หลักในวันที่ YouTube เปลี่ยนรูปแบบการสร้างรายได้จากช่อง YouTube โดย YouTube ให้ความสำคัญกับผู้ติดตามและเวลาที่ดูมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่อัลกอริทึมที่กำหนดการเข้าถึงแบบ organic ของวิดีโอ เพราะการชมแบบ organic ต้องไปวัดกึ๋นกันเอง

ข้อมูลเหล่านี้รวบรวมจาก Red Website Design ซึ่งแสดงข้อสรุปนี้จากการวิเคราะห์วิดีโอบน YouTube มากกว่า 1.3 ล้านชิ้น ผ่านการค้นหาวิดีโอมากกว่า 6.5 หมื่นครั้ง ผู้สนใจ เชิญดู Infographic ฉบับเต็มเพื่อเรียนรู้ว่าการมีส่วนร่วมที่ต่างกันเหล่านี้มีผลต่อการเข้าถึงของวิดีโออย่างไรบ้าง?

ที่มา: PRDaily

 Source: thumbsup

The post Infographic: วิธีดึงวิดีโอ YouTube ให้อันดับดีขึ้น appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกงเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ‘Exhibition Online’ รับเทรนด์ออนไลน์

Wed, 02/21/2018 - 12:00

สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น การพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองขึ้นมาเพื่อรองรับโอกาสก็อาจเป็นสิ่งจำเป็น ล่าสุดเป็นองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council หรือ HKTDC) ที่ลงมาเปิดตัวแอปพลิเคชันชื่อ ‘Exhibition Online’ สำหรับช่วยผู้ค้าใช้เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเจรจาธุรกิจกันได้โดยตรงแล้ว

คุณปีเตอร์ หว่อง ผู้อำนวยการประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council หรือ HKTDC) กล่าวว่า HKTDC มีกำหนดจัดงานแสดงสินค้านานาชาติทั้งหมด 8 งานในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยจะเกี่ยวกับงานจัดแสดงอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่าง อิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที เครื่องใช้ในครัวเรือน สิ่งทอและของตกแต่งบ้าน ของขวัญและของชำร่วย การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมทางการแพทย์ HKTDC จึงมองว่า การพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘Exhibition Online’ ขึ้นมาใช้งานจึงช่วยในการอัพเดทข้อมูลงานจัดแสดงสินค้า ให้ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาสินค้าได้ตามความต้องการ และสามารถกระตุ้นการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบ online-to-offline (O2O) ที่ตัดเรื่องข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารกันเฉพาะภายในงานแสดงสินค้าได้นั่นเอง

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา HKTDC ได้จัดงานแสดงสินค้ากว่า 30 งาน โดยมีผู้ร่วมแสดงสินค้ามากกว่า 39,000 ราย จาก 90 ประเทศ และมีผู้ซื้อกว่า 740,000 จาก 200 ประเทศ ในหลากหลายภูมิภาค ซึ่งในจำนวนดังกล่าว มีกลุ่มผู้เข้าร่วมงาน 600 รายและผู้ซื้อกว่า 8,600 มาจากประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีความสนใจและเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจผ่านงานแสดงสินค้า ที่จัดโดยองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง

นอกจากนี้ ในปี 2560 ประเทศไทยถือเป็นคู่ค้าที่มีมูลค่าทางการค้าสูงสุดอันดับ 8 ของฮ่องกง โดยมีมูลค่าการค้ารวม 18.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งในขณะเดียวกันประเทศไทยก็เป็นตลาดส่งออกสินค้าประเภทต่าง ๆ ของฮ่องกงเป็นอันดับ 11 โดยมีมูลค่าการส่งออกรวม 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นแหล่งนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 9 ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้า 11.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แอปพลิเคชัน Exhibition Online จึงถูกมองว่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดงานแสดงสินค้าเหล่านี้ถูกยกระดับขึ้นมาอยู่บนโลกดิจิทัลด้วยอีกทางหนึ่ง

 

 Source: thumbsup

The post องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกงเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ‘Exhibition Online’ รับเทรนด์ออนไลน์ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

4 ข้อพื้นฐานก่อนตัดสินใจพัฒนาแอปพลิเคชัน

Wed, 02/21/2018 - 11:07

ทุกวันนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชันอาจเป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจว่ามันคือการยกระดับหน่วยงาน หรือสินค้าไปสู่การเป็นดิจิทัล แต่ในอีกมุมหนึ่ง บางทีความเป็นดิจิทัลก็อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงมากขนาดนั้น และอาจมีเครื่องมืออื่น ๆ ให้ใช้งานแทนได้มากมาย เช่น การพัฒนาเว็บไซต์ หรือใช้ช่องทาง Social Media ต่าง ๆ ที่หากสร้างดี ๆ ก็สามารถใช้ดึงดูดผู้ที่สนใจได้เช่นกัน

โดยประเด็นหลัก ๆ ของความจำเป็นที่นำไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชันอาจต้องเริ่มจาก การที่องค์กรมีความชัดเจนใน 4 เรื่องที่เราขอนำมาฝากกัน ดังนี้

มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันเตือนให้ดื่มน้ำ หรือแอปพลิเคชันเตือนให้ออกกำลังกาย แอปพลิเคชันสอนทำอาหาร เหล่านี้มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนว่าคนที่ดาวน์โหลดไปใช้ต้องการให้แอปพลิเคชันช่วยในเรื่องอะไร

มีคุณค่าบางอย่างที่ชัดเจนที่ต้องการส่งให้กลุ่มเป้าหมาย

ถ้าต้องการให้แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมานั้นประสบความสำเร็จ แอปพลิเคชันนั้นต้องมีประโยชน์ ใช้การได้จริง ช่วยอำนวยความสะดวกได้ หรือมีสิทธิพิเศษที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะทั้งหมดนี้จะนำมาซึ่งยอดการ Engage ที่สูงขึ้น ซึ่งดีต่อตัวผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเอง

มีการออกแบบประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี

เช่น เมื่อเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมาเพื่อใช้งาน ผู้ใช้รอโหลดไม่นาน หรือหากมีโฆษณาก็อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่รบกวนคุณสมบัติหลักของแอปพลิเคชัน ในกรณีที่ต้องการมีการทำธุรกรรมทางการเงินก็ออกแบบการใช้งานให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สูงสุด และปลอดภัยที่สุดได้พร้อม ๆ กัน

มีแผนในการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ หรือคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง

บางแอปพลิเคชัน ผู้พัฒนาอาจมีแผนในใจมากมาย แต่ในระยะเริ่มต้นอาจส่งออกมาแค่บางฟังก์ชันการใช้งาน ข้อนี้ก็เข้าใจได้ แต่สำหรับบางแอปพลิเคชัน ที่ไม่มีแผนในการพัฒนาคุณสมบัติ หรือคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง การมองหาช่องทางอื่นอาจเหมาะสมกว่า และประหยัดงบประมาณได้มากกว่านั่นเอง

หากเป้าหมายเบื้องต้นทั้งสี่ข้อนี้ชัดเจน เราเชื่อว่า แอปพลิเคชันตัวนั้นจะทำได้มากกว่าที่หลายคนคิด แต่ถ้าเป้าหมายยังไม่ชัดเจนแล้ว การตัดสินใจว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชันอาจไม่ใช่บทสรุปที่ดีขององค์กรก็เป็นได้ และแอปพลิเคชันไม่ใช่ทุกอย่างของการเป็นดิจิทัล บนโลกดิจิทัลมีเครื่องมืออีกมากมายที่สามารถส่งต่อสาร หรือสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ การลงทุนพัฒนาแอปพลิเคชันไปทั้ง ๆ ที่เป้าหมายไม่ชัด นอกจากจะเป็นกาารลงทุนที่ไม่คุ้มค่าแล้ว โลโก้ขององค์กรที่จะไปปรากฏอยู่บนสโตร์ทั้งหลายก็อาจไม่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับองค์กรได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

Lifewire

Forbes

Devsaran

 Source: thumbsup

The post 4 ข้อพื้นฐานก่อนตัดสินใจพัฒนาแอปพลิเคชัน appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Infographic: ทุกเรื่อง A ถึง Z ของ Content marketing

Tue, 02/20/2018 - 22:44

นี่คือแนวทาง A ถึง Z สำหรับนักการตลาดที่ต้องการทำ Content marketing ให้ได้ผล ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับจนถึงวิธีวัดผล ที่สำคัญคือช่องทางที่จะทำให้เนื้อหา Content marketing นั้นถูกส่งสู่สายตากลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าเดิม

แม้วันนี้แบรนด์จะรู้ดีว่า Content marketing เป็นเรื่องจำเป็น และ Content หรือเนื้อหาคือราชาตัวจริงที่ยิ่งใหญ่ไร้ใครเทียมทาน แต่แบรนด์ที่ไม่มีกลยุทธ์แข็งแกร่งพอ Content ของแบรนด์นั้นจะไม่มีทางทรงพลังพอจะสามารถสวมมงกุฎไว้ได้

PageTraffic รวบรวมแนวทาง Content marketing แบบครบรสไว้ให้ที่ infographic นี้ เพื่อให้แบรนด์จดจำว่าไม่ควรมองว่าการสร้างเนื้อหาสามารถเริ่มต้นได้ง่ายด้วยการเทเงินลงทุนลงไป หรือการสร้างบล็อกโพสต์ขึ้นมา 2-3 ชิ้น รวมถึงการสร้างหน้าเพจใหม่บนเว็บไซต์ เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพให้บล็อกหรือช่องวิดีโอของแบรนด์ ล้วนต้องประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งความสม่ำเสมอและการทดลองนำเสนอเนื้อหาใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มีการปรับอัลกอริทึมใหม่ ซึ่งทำให้การเข้าถึงลูกค้าปรากฏขึ้นและหายไปแบบไม่แน่นอนในแต่ละวัน ดังนั้น นักการตลาดจึงควรเปิดใจให้กว้างและดูแลเนื้อหาให้ใกล้ชิด

นอกจากนี้ นักการตลาดควรใช้ Facebook Groups และสื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ควรตรวจสอบประวัติคู่แข่งว่าได้ดำเนินการใดไปแล้วบ้าง ทางที่ดี ควรโพสต์บนเว็บบล็อกสาธารณะดาวรุ่งเช่น Medium บ้าง

อีกทางที่ทำได้ คือการใช้ข่าวสารบ้านเมืองเป็น Content marketing ซึ่งจะเรียกความสนใจจากผู้ชมได้มากในกรณีที่เป็นข่าวดัง

เหนืออื่นใด การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับใครที่ต้องการพื้นที่ยืนแถวหน้าในวงการ Content marketing

ที่มา: PRDaily

 Source: thumbsup

The post Infographic: ทุกเรื่อง A ถึง Z ของ Content marketing appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

จบยุคเคเบิลทีวี? Fox News มุ่งสู่บริการสตรีมมิ่ง เตรียมเปิด Fox Nation ให้บริการแฟนประจำ

Tue, 02/20/2018 - 15:14

 

เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาทีเดียวสำหรับค่าย Fox News ที่เตรียมเปิดตัวบริการสตรีมมิ่งออนไลน์สำหรับแฟนขาประจำโดยเฉพาะ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้น่าจะแสดงให้เห็นถึงสภาพตลาดเคเบิลทีวีในสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ธุรกิจเคเบิลทีวีนั้นเคยยิ่งใหญ่มาก แต่มาในวันนี้ สัญญาณหลาย ๆ อย่างกำลังชี้ไปว่า บริการสตรีมมิ่งต่างหากคืออนาคต พร้อม ๆ กับตัวเลขผู้ยกเลิกบริการเคเบิลทีวีที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดย Fox News มีแผนจะเปิดตัว Fox Nation บริการสตรีมมิ่งคอนเทนต์แบบ Stand-alone ที่แยกออกมาจากธุรกิจเคเบิลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในสิ้นปีนี้ ภายในอาจบรรจุคอนเทนต์ออริจินัลที่ผลิตขึ้นเป็นการเฉพาะของทางค่าย และจะไม่มีการนำคอนเทนต์มารีรันแบบที่พบเห็นได้จากหลาย ๆ แพลตฟอร์มในขณะนี้ด้วย โดย Fox News บอกว่านโยบายนี้เกิดขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้รับสารในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปสู่บริการสตรีมมิ่งมากขึ้น

สำหรับ Fox Nation นั้นมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือกลุ่มแฟนขาประจำของทางช่อง ที่นั่งดูรายการจาก Fox ทุกคืน และ Fox บอกว่าแฟน ๆ กลุ่มนี้เอง คือกลุ่มที่สนใจอยากชมรายการจาก Fox มากขึ้นถ้า Fox Nation แจ้งเกิด ส่วนสนนราคาค่าบริการนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาว่าจะอยู่ที่เท่าใด

ขณะที่เคเบิลทีวีนั้น มีตัวเลขจาก BusinessInsider พบว่า ยอดผู้ใช้งานในปี 2018 นั้นมีแนวโน้มจะติดลบ 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นทราบกันดี และน่าจะมีการเตรียมตัวรับแรงกระแทกกันมาแล้วตั้งแต่ปี 2017

อย่างไรก็ดี การมาถึงของบริการสตรีมมิ่งไม่ได้กระทบกับเคเบิลทีวีอย่างเดียว เพราะพบว่ากระทบต่อการเติบโตของธุรกิจเช่าดีวีดีในสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากมียอดสมัครใช้บริการลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา จากที่เคยมียอดสมาชิกมากกว่า 10 ล้านราย เมื่อมาถึงปี 2017 กลับพบว่า ตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงเหลือประมาณ 4 ล้านรายเท่านั้น

ส่วนบ้านเรา ถ้าตลาดพร้อมมากกว่านี้ ก็เป็นไปได้ว่า เราอาจได้เห็นบริการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ออริจินอลในลักษณะเดียวกันนี้เกิดบ้างก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CNBC , BusinessInsider , NYTimes

 

 Source: thumbsup

The post จบยุคเคเบิลทีวี? Fox News มุ่งสู่บริการสตรีมมิ่ง เตรียมเปิด Fox Nation ให้บริการแฟนประจำ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

12 นิสัยที่สุดยอดนักเขียนบล็อกมีเหมือนกัน

Tue, 02/20/2018 - 12:00

ไม่ใช่แค่นักเขียนบล็อก แต่นักเขียนชั้นนำที่สร้าง “อิมแพค” จากงานเขียนได้มาก ล้วนมี 12 นิสัยที่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือการรู้แน่ชัด ว่าตัวเองถนัดอะไร

การนั่งรอให้ฟ้าประทานไอเดียบรรเจิดนั้นไม่ปรากฏในรายการ 12 นิสัยของนักเขียนชั้นนำ โดยทั้ง 12 นิสัยนี้ถูกระบุใน Infographic ที่บริษัท The Wiley Network รวบรวมขึ้นจากนิสัยของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมุ่งเน้นศึกษาว่านักเขียนสามารถปั้นคำออกได้มากกว่าหรือดีกว่าได้อย่างไร

ปรากฏว่า สุดยอดนักเขียนมักไม่ “overtalk” หรือมัวแต่คุยฟุ้งถึงหลายโครงการที่ทำอยู่ เพราะนักเขียนที่ดีไม่ใช่ “นักพูด” แต่เป็น “นักเขียน” ที่คิดและทำมากกว่าพูด

ขณะเดียวกัน นักเขียนหลายคนรู้ตัวว่า ไอเดียหรือเรื่องราวที่น่าเล่าสู่กันฟังนั้นมักเกิดขึ้นในเวลานอกการ “ทำงาน” ดังนั้นจงโปรดจำไว้ว่าบางครั้ง ไอเดียการเขียนอาจจะบรรเจิดในขณะที่กำลังเดินเล่นกับสุนัขตัวโปรด

ที่สำคัญคือ นักเขียนหลายคนพยายามเรียนรู้วิธี “จบบทความ” ซึ่งบางครั้งอาจจำเป็นต้องสรุปเป็นรูปแบบ เพื่อวนกลับมาใช้รูปแบบเดิมในงานเขียนชิ้นใหม่

นอกจากนี้ สุดยอดนักเขียนหลายคนยังทำงานมากกว่า 1 โครงการในเวลาเดียวกัน เพราะการเขียนงาน 1 ชิ้น อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้สร้างสรรค์งานอื่นต่อได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยประจำวัน ที่นักเขียนหลายคนค้นพบว่าเป็นนิสัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะคิดไม่ออก และสามารถทำเสริมไปได้จากการฝึกฝนทุกวัน ซึ่งเป็นบันไดสำหรับการเขียนที่ดี

ที่มา: PRDaily

 Source: thumbsup

The post 12 นิสัยที่สุดยอดนักเขียนบล็อกมีเหมือนกัน appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

เปิดแคมเปญธุรกิจประกันภัย ดึงข้อมูล “Cyber Attack” ขึ้นบิลบอร์ดเรียลไทม์

Tue, 02/20/2018 - 09:50

ในขณะที่การใช้ชีวิตประจำวันที่เรามักได้รับการบอกกล่าวจากบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ – ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ หรือผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือว่า อุปกรณ์ของเราได้รับการปกป้องดูแลอย่างดี และปลอดภัยจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์นั้น อีกหนึ่งธุรกิจก็ต้องพยายามสร้างความตระหนักว่า แท้จริงแล้ว การโจมตีทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และคนที่ไม่ได้ป้องกันตัวเอาไว้ก่อน ก็ย่อมเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

นั่นเป็นที่มาของแคมเปญของบริษัทประกันภัย Hiscox ในสหราชอาณาจักร และ AMV BBDO ที่นำบิลบอร์ดขนาดใหญ่มาเล่นใหม่ จากที่เคยใช้บิลบอร์ดแสดงผลสภาพอากาศ ข้อมูลการเดินทาง ไปสู่การแสดงผลข้อมูลการโจมตีทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์

โดยตัวป้ายบิลบอร์ดจะปรากฏคำว่า “CYBER ATTACK” แต่จะเห็นได้ว่ามีปุ่มระเบิดเกิดขึ้นตลอดเวลาจนคำว่า CYBER ATTACK เว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งระเบิดที่ปรากฏนั้นคือตัวเลขการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว โดยอิงกับทางเซิร์ฟเวอร์ Honeypot ที่ทางทีมงานเซ็ทขึ้นให้มันไม่มีทั้งไฟร์วอลล์ และโปรแกรมป้องกันไวรัส ทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างความตระหนักว่า ถ้าไม่มีการป้องกันแล้ว ข้อมูลของเราจะเป็นเช่นไร

กลุ่มเป้าหมายของแคมเปญนี้คือธุรกิจขนาดเล็กที่ผลการสำรวจของ YouGov เมื่อเดือนธันวาคม 2017 พบว่า มีถึงหนึ่งในสามที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรไซเบอร์

แคมเปญนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ และพบว่ายอดเฉลี่ยการโจมตีต่อวันนั้นอยู่ที่ 23,000 ครั้ง และช่วงที่พีคที่สุดนั้นพุ่งขึ้นไปสูงถึง 60,000 ครั้ง ซึ่งการเลือกบิลบอร์ดในจุดที่คนพลุกพล่านเช่น ย่านธุรกิจ หรอเส้นทางรถไฟ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการสร้าง Awareness

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ MarTechToday

 Source: thumbsup

The post เปิดแคมเปญธุรกิจประกันภัย ดึงข้อมูล “Cyber Attack” ขึ้นบิลบอร์ดเรียลไทม์ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ไม่ใช่แค่แคชเชียร์ ผู้จัดการร้านก็อาจถูกแย่งงานได้ในเร็ววันด้วย AI จาก Baidu

Mon, 02/19/2018 - 23:55

นอกจากแคชเชียร์ที่อาจถูกหุ่นยนต์แย่งงานแล้ว ไม่แน่ว่าผู้จัดการร้าน หรือผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ต หรือใครก็ตามที่มีหน้าที่ต้องคอยดูแล สต็อกสินค้า ฯลฯ อาจเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่จะถูกปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ได้แล้วเช่นกัน

เป็นการคาดการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว กับตำแหน่งงานที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งล่าสุดเป็นตำแหน่งผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจาก Baidu บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ประกาศว่าสามารถพัฒนาโมเดลการทำนายยอดขายในร้านซูเปอร์มาร์เก็ตของวันพรุ่งนี้ได้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ระบบสามารถประมวลผลได้เองว่าจะต้องสั่งซื้อสินค้าเข้ามาขายเป็นจำนวนเท่าไรจึงจะหมดพอดี ไม่มีเหลือทิ้งจนเป็นตัวการทำให้ขาดทุน

ข้อมูลที่ Baidu นำมาใช้ในการประมวลผลนั้นมีทั้งยอดซื้อและขายสินค้า สภาพอากาศ งานเทศกาลต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้น ซึ่งถ้าหากระบบนี้ทำงานร่วมกับผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตได้ดี ก็จะทำให้ผู้จัดการเสมือนมีผู้ช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในเรื่องของการสั่งอาหารสดเข้ามาเพิ่ม รวมถึงกล่องใส่อาหารและกล่องใส่แซนวิช ที่จะมีให้บริการเพียงพอ และไม่ก่อขยะเพิ่มอย่างที่ควรจะเป็น

โดยทาง Baidu มองว่าประโยชน์ของการนำ AI มาช่วยคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้านั้นจะช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตลดต้นทุนลงได้อีกมาก เนื่องจากสินค้าส่วนหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตคือผักผลไม้ และของสดต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากบริหารจัดการไม่ดีก็อาจจะขายไม่ออกและเน่าเสียได้อย่างรวดเร็ว

โดย Baidu ได้นำระบบไปทดสอบกับร้านสะดวกซื้อจำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ และพบว่า สามารถเพิ่มกำไรให้กับร้านเหล่านั้นได้ประมาณ 20% และลดขยะลงได้ถึง 30% เป้าหมายของบริษัทคือการติดตั้งระบบนี้ให้กับห้างร้านต่าง ๆ ในเมือง Wuhan ประมาณ 200 แห่ง ซึ่งหากเวลานั้นมาถึงและระบบสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น AI จาก Baidu ก็จะสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ความสามารถของ AI ที่ Baidu พัฒนาขึ้นนั้น เน้นไปที่การทำอย่างไรให้สามารถขายอาหารสดออกไปให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารไม่เน่าเสียจนต้องคัดออก และการลดขยะที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่านั้น ซึ่งทำให้ระบบไม่ได้โฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์เชิงบวกแก่ผู้มาใช้บริการมากเท่าไรนัก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ SCMP

 Source: thumbsup

The post ไม่ใช่แค่แคชเชียร์ ผู้จัดการร้านก็อาจถูกแย่งงานได้ในเร็ววันด้วย AI จาก Baidu appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ย้อนมองตรุษจีน ชวนดูแคมเปญยอดฮิตที่พี่น้องค้างคาวดึงใจคนจีนได้อยู่หมัด

Mon, 02/19/2018 - 14:53

อาจกล่าวว่าบทความนี้เป็นเรื่องราวควันหลงของเทศกาลตรุษจีนในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ว่าได้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงเทศกาล จะมีคนจีนออกเดินทางกลับบ้าน เดินทางไปเที่ยว ฯลฯ กันมากมายหลายร้อยล้านคน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายมีการเรียกช่วงเทศกาลดังกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการอพยพย้ายถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก

แต่ไม่ใช่เฉพาะระบบคมนาคมขนส่งที่ได้รับการจับตามอง ในเวลาสำคัญเช่น ช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ ก็ยังมีอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ นั่นก็คือ “ตลาดแอปพลิเคชัน” ซึ่งจีนก็ครองสถิติเป็นตลาดแอปพลิเคชันที่ใหญ่ที่สุดด้วย นอกจากเรื่องของการมีประชากรอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลก และการใช้งานสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก (อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ App Annie)

โดยเม็ดเงินที่หมุนเวียนบน App Store, โฆษณาออนไลน์ และ Mobile Commerce นั้น ทุก ๆ 4 เหรียญสหรัฐจะเป็นเงินที่มาจากจีน 1 เหรียญสหรัฐเสมอ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 25% เลยทีเดียว

เฉพาะในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ผู้ใช้งานแอปพลิเคชันของจีนใช้เวลามากกว่า 200,000 ล้านชั่วโมงในแอปพลิเคชัน ซึ่งมากกว่าในตลาดอินเดียถึง 4.5 เท่า ส่วนบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรายใหญ่ก็ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็น Alibaba Group, Tencent Holding และ Baidu นั่นเอง

โดยเราพบว่า เทคนิคที่บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนนำมาใช้ดึงดูดผู้บริโภคในช่วงเทศกาลนั้นมีหลายด้านที่น่าสนใจและมีความเกี่ยวข้องกับคนจีนอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น

แจกแต๊ะเอียดิจิทัล

ซองแต๊ะเอียทั่วไปไม่อาจสร้างความว้าวได้แล้วกับผู้บริโภคชาวจีนยุคนี้ จึงจำเป็นที่บริษัทที่อยากได้การมีส่วนร่วมต้องลงมาสร้างแคมเปญแต๊ะเอียดิจิทัล และทั้ง Alibaba และTencent ก็อยู่ในปรากฎการณ์นี้ที่เปิดแจกแต๊ะเอียดิจิทัลเป็นเงินรวมมากกว่า 5.2 พันล้านหยวน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเกาะติดอยู่กับแพลตฟอร์มได้ยาวนานมากขึ้น

ขอบคุณภาพจาก South China Morning Post

ฟิลเตอร์ AR สำหรับการถ่ายเซลฟี่

ผู้พัฒนาฟิลเตอร์นี้คือ Tencent ที่ส่งแอปพลิเคชันตกแต่งภาพชื่อ Tian Tian Pi Tu ออกมา กลุ่มเป้าหมายของแอปพลิเคชันคือเด็กสาววัยรุ่น หรือผู้หญิงวัยเริ่มต้นทำงานกับการมีของเล่นมาให้แต่งหน้ากันในแบบเวอร์ชวล แต่เมื่อตรุษจีนปีนี้มาถึง ทางแอปพลิเคชันได้เพิ่มที่ติดผม หรือสัญลักษณ์แห่งความโชคดีต่าง ๆ ลงไปในระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้นำมาตกแต่งประดับศีรษะให้สวยกันไปอีกแบบ

ขอบคุณภาพจาก South China Morning Post

ใช้ AI ช่วยในการเขียนป้ายอวยพร

เวลาดูหนังจีน เรามักจะเห็นป้ายคำที่มีความหมายดี ๆ เช่น คำเกี่ยวกับความสุข ฯลฯ ติดอยู่หน้าบ้านของคนจีนกัน ซึ่ง Tencent และ Baidu ก็เลือกที่จะใช้ AI เข้ามาช่วยในการเลือกคำที่มีความหมายดี ๆ ให้กับผู้ใช้งาน โดยระบบจะให้ผู้ใช้งานป้อนคำที่ต้องการลงไป จากนั้น ระบบจะหาคำที่มีบริบทใกล้เคียงกันและสร้างออกมาเป็นป้ายอวยพรแบบเฉพาะบุคคลให้ด้วย

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีวัฒนธรรมการแสดงออกของตนเองที่เป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่นั้น นอกจากเอกลักษณ์ด้านความเป็นจีนแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในระยะหลัง เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้าไปผูกพันกับวัฒนธรรมชาวจีนแล้วอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นแคมเปญที่น่าสนใจดังที่ปรากฏอยู่นี้ และคงต้องติดตามกันต่อว่า ตรุษจีนปีหน้าของจีนนั้นจะมีของเล่นอะไรมาอวดชาวโลกกันอีก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ SCMP

 Source: thumbsup

The post ย้อนมองตรุษจีน ชวนดูแคมเปญยอดฮิตที่พี่น้องค้างคาวดึงใจคนจีนได้อยู่หมัด appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

PepsiCo โยกงบภาษีนิติบุคคล เตรียมโปะลงทุน e-commerce เพิ่ม

Mon, 02/19/2018 - 12:53

เจ้าพ่อเครื่องดื่มน้ำดำ PepsiCo ประกาศโยกเงินที่ประหยัดได้จากภาษีนิติบุคคลอัตราใหม่ GOP ของสหรัฐฯ มาโปะเพื่อลงทุนในธุรกิจ e-commerce และงานดิจิทัลอื่นเพิ่มเติม ถือเป็นการอัดฉีดงบลงทุนดิจิทัลที่อาจเป็นการนำร่องให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเดินตาม

PepsiCo ประกาศเทเงินลงทุนมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐที่บริษัทสามารถประหยัดได้จากแผนการจัดเก็บภาษี GOP ใหม่ เพื่อเสริมความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซใหม่ ให้บริษัทสามารถแข่งขันได้มากขึ้น โดยทั้งหมดนี้ PepsiCo ระบุในงานประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2017 ที่ผ่านมา

ในขณะที่ PepsiCo ไม่เปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัด รายงานของ Business Insider ระบุว่าธุรกิจ e-commerce คิดเป็นธุรกิจมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสำหรับ PepsiCo จุดนี้ถือว่าเป็นมิติใหม่ เมื่อคำนวณร่วมกับตัวเลข Impulse buys หรือการซื้อสินค้าแบบอัตโนมัติชนิดที่ไม่ต้องยั้งคิด ที่ครองส่วนแบ่ง 30% ของการซื้อเครื่องดื่มเฉลี่ยทั้งหมด ซึ่งเป็นสาเหตุให้นักวิเคราะห์แสดงความกังวลว่าบริษัทเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมอาจมองข้าม ไม่เตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตของ e-commerce เท่าที่ควร

สำหรับ PepsiCo เจ้าพ่อเครื่องดื่มน้ำดำและขนมขบเคี้ยว รายงานรายรับสุทธิในไตรมาส 4 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 1.95 หมื่นล้านเหรียญ จุดนี้ PepsiCo ระบุว่าได้วางแผนที่จะลงทุนเม็ดเงินที่ได้จากการประหยัดภาษีในการฝึกอบรมพนักงาน ขณะเดียวกันก็จะคืนกำไรในรูปผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นและโบนัสพนักงานจำนวน 100 ล้านเหรียญ

ข่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่คู่แข่งของ PepsiCo อย่าง Coca-Cola นั้นลงทุนขยายธุรกิจ e-commerce แล้ว โดยพัฒนาระบบสั่งซื้อด้วยเสียง เพื่อให้บริษัทจัดส่งเครื่องดื่มถึงบ้านลูกค้าได้โดยตรง

ที่มา: MarketingDive

 Source: thumbsup

The post PepsiCo โยกงบภาษีนิติบุคคล เตรียมโปะลงทุน e-commerce เพิ่ม appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Apple โชว์หนังสั้นไวรัลดังในจีน ถ่ายด้วย iPhone X

Mon, 02/19/2018 - 09:06

ตามไปดูความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Apple ที่สร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นด้วย iPhone X จนเป็นไวรัลดังในประเทศจีน อิทธิพลของช่วงหยุดยาว “ตรุษจีน” ทำให้หนังสั้นเรื่องนี้ได้รับความนิยม ถูกเปิดชมมากกว่า 68 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ที่เริ่มออกอากาศ

สำนักข่าว Adweek รายงานว่าภาพยนตร์สั้นเพื่อโปรโมต iPhone X ในประเทศจีนนี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “3 Minutes” โดยใช้เวลาก่อนตรุษจีนเปิดตัว เพื่อเล่าเรื่องราวครอบครัวจีนปัจจุบันที่ต้องห่างไกลกันเพราะหน้าที่การงาน

เหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์นี้ถูกส่งต่อและเปิดชมมากกว่า 68 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ที่ออกอากาศคืออารมณ์กินใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของคุณแม่พนักงานการรถไฟคนหนึ่งที่ต้องดูแล 1 ในเส้นทางรถไฟสายยาวที่สุดในประเทศจีน ซึ่งโดยปกติแล้ว พนักงานรถไฟจะต้องทำงานในวันตรุษจีนและไม่สามารถใช้วันหยุดกับลูกชายได้

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ น้องสาวของพนักงานการรถไฟคนนี้ จัดการพาหลานชายไปรอที่สถานีรถไฟ เพื่อให้ 2 แม่ลูกได้มีเวลาพบหน้ากันเป็นเวลา 3 นาที แต่การเผชิญหน้าไม่เป็นไปตามที่คุณแม่จินตนาการ แถมในระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป นาฬิกาบนหน้าจอก็นับเวลาถอยหลังจนสร้างความรู้สึกเร่งด่วนขึ้นมาบีบหัวใจผู้ชม

“3 Minutes” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับ Peter Chan ที่ถ่ายทำด้วย iPhone แต่ก่อนหน้านี้เขาได้สร้างวิดีโอสอน “วิธีการถ่ายวิดีโอด้วย iPhone X” ซีรีส์วิดีโอ 5 ชิ้นในชุดนี้มีวิดีโอย่อยรวมกันกว่า 9 ล้านคลิป

ขอเชิญชมวิดีโอ “3 Minutes” ได้จากด้านล่าง

ที่มา: MarketingDive

 Source: thumbsup

The post Apple โชว์หนังสั้นไวรัลดังในจีน ถ่ายด้วย iPhone X appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดแล้ว “AIS IMAX VR” ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Sun, 02/18/2018 - 14:00

เอไอเอสและ IMAX จับมือกันร่วมสร้างประสบการณ์ VR ให้เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศไทย โดยเปิดตัวภายใต้ชื่อ AIS IMAX VR ในธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนกระแสกับหลาย ๆ ธุรกิจที่เริ่มชะลอตัว โดยพิจารณาได้จากตัวเลขรายได้จากอุตสาหกรรมโฆษณาที่ทุ่มลงไปในตลาดนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก…..เป็น……

โดยการจับมือดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างบริษัท กรุงเทพ ไอแมกซ์ เธียเตอร์จำกัด ร่วมทุนกับ ไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น ในสัดส่วน 50 : 50 ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีเสมือนจริง Virtual Reality (VR) มาต่อยอดธุรกิจโรงภาพยนตร์ ภายใต้ชื่อ IMAX VR แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 7 ของโลก หลังเปิดให้บริการมาแล้วใน 6 แห่ง คือ ลอสแองเจลิส, นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง, โตรอนโต ประเทศแคนาดา, อังกฤษ และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยมีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์ให้ ภายใต้ชื่อ “AIS IMAX VR” พร้อมเปิดให้บริการที่ ชั้น 5 โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สำหรับลูกค้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีความแปลกใหม่ อาทิ กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น, First Jobber, นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงเหล่าเกมส์เมอร์ที่ถือเป็นตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตและค่อนข้างน่าสนใจในตอนนี้ 

สำหรับอุปกรณ์นั้น เป็นแว่น VR จาก StarVR, HTC, Oculus ที่มาพร้อมเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหวบนตัวผู้เล่น ผู้เล่นจะถูกส่งเข้าสู่โลกเสมือนจริง ที่สมจริงมากกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้ ประกอบด้วย ห้อง 8 ห้อง ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมส์ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และสามารถปรับให้เข้ากับประสบการณ์ของแต่ละเนื้อหา VR ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นเดี่ยว หรือผู้เล่นแบบทีม ส่วนห้องที่ 3 GloStation เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่มีความสมจริงเหนือกว่าห้องอื่น ๆ และผู้เล่นยังเข้าเล่นได้ถึง 4 คน เพื่อรวมตัวเป็นทีม และต่อสู้ด้วยระบบที่สามารถขยับร่างกายได้อย่างอิสระ สามารถเดินไปมาได้ในพื้นที่ที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ เอไอเอส ยังได้ร่วมกับโรงภาพยนตร์ IMAX สนับสนุนและเฟ้นหาสตาร์ทอัพกลุ่มผู้ผลิต VR Content ในประเทศไทย โดยสามารถส่งผลงานคอนเทนต์ทั้งในรูปแบบ VR Gaming หรือ VR Experience เพื่อเข้าร่วมพิจารณาใน AIS The StartUp Monthly Pitching เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้กลุ่มสตาร์ทอัพที่มีความสามารถในประเทศไทยได้พัฒนาและอัพเดทความรู้ใหม่ๆ ซึ่งหากคอนเทนต์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทาง IMAX VR ก็มีสิทธิ์รับทุนเพื่อนำคอนเทนต์ไปให้แฟนๆ ทั่วโลกได้สัมผัส ตลอดจนก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ระดับมืออาชีพในอนาคตได้อีกด้วย โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/thestartup

 Source: thumbsup

The post จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดแล้ว “AIS IMAX VR” ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

New York Times ตั้งทีมพัฒนาเครื่องมือ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแบรนด์ผู้ลงโฆษณา

Sun, 02/18/2018 - 09:26

กลุ่มธุรกิจโซลูชันโฆษณาและการตลาดของ New York Times ประกาศเปิดตัว NytDEMO ทีมงานที่จะเน้นสร้างข้อมูลและโซลูชันเทคโนโลยีสำหรับเหล่าแบรนด์ ก้าวใหม่นี้อาจจะทำให้ผู้เล่นรายอื่นในวงการสื่อเดินตามบ้างในยุคดิจิทัล

ในจดหมายประชาสัมพันธ์ NytDEMO นั้นย่อมาจาก data, engineering, measurement และ optimization ซึ่งหมายถึงข้อมูล งานวิศวกรรม การวัดผล และการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยแผนกงานนี้จะรวมงานข้อมูลของ Times งานผลิตภัณฑ์และการออกแบบ งานเทคโนโลยี และกลุ่มงานโฆษณาเข้าด้วยกัน คาดว่าจะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และเครื่องมือใหม่ได้เพิ่มเติมในปีนี้

สำหรับนาทีนี้ NytDEMO เปิดตัวบริการโฆษณาใหม่ชื่อ “perspective targeting” ซึ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายตามชื่อ จุดประสงค์หลักคือการช่วยให้นักการตลาดสามารถกำหนดเป้าหมายโฆษณาของตนกับเนื้อหาที่คาดการณ์ว่าจะกระตุ้นอารมณ์ และดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านได้

ระบบหลักที่วิเคราะห์ข้อมูลในบริการนี้คือ Project Feels ระบบทำนายเทคโนโลยี machine learning ที่อิงจากข้อมูล BigData เพื่อวิเคราะห์ว่าอารมณ์และความผูกพันของกลุ่มเป้าหมายจะเชื่อมโยงกันอย่างไร จุดนี้รายงานระบุว่านักวิจัยจะวัดผลการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้อ่านต่อบทความ Times แล้วจึงระบุ “ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย” ระหว่างเนื้อหา คำหลัก และอารมณ์

ทั้งหมดนี้ถือเป็นรูปแบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อทำนายการตอบสนองทางอารมณ์ต่อเนื้อหาทุกประเภทที่ถูกเผยแพร่

ยังมี Readerscope เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเทคโนโลยี AI ที่สามารถสรุปสิ่งที่ผู้อ่าน Times กำลังอ่าน เพื่อระบุหัวข้อที่คนกลุ่มนี้กำลังสนใจ ว่าเป็นสินค้าใด (what) และสินค้านี้หาได้จากที่ไหน (where)

Readerscope ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ NytDEMO ที่จะเปิดตัวเร็ววันนี้ บนจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนาไอเดียหรือสร้างสรรค์แคมเปญได้ดี โดยแบรนด์สามารถหาผู้ชมที่เหมาะสมกับสารของแบรนด์ ด้วยการค้นหาหัวข้อที่เฉพาะเจาะจง เช่นการท่องเที่ยว หรือสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะถูกวิเคราะห์ได้โดยใช้อัลกอริทึมที่รวบรวมข้อมูลจากคลังข้อมูลเก่าของ Times

ที่มา: MarketingDive

 Source: thumbsup

The post New York Times ตั้งทีมพัฒนาเครื่องมือ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแบรนด์ผู้ลงโฆษณา appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ลือ Uber เตรียมขายกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ Grab

Sat, 02/17/2018 - 11:49

มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศหลาย ๆ แห่ง ที่อ้างว่า Uber บริการ Ride-Sharing ชื่อดังอาจอยู่ระหว่างการเตรียม “ขาย” ธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับ Grab จากสิงคโปร์แล้ว

ข่าวชิ้นนี้ได้อ้างอิงผู้ใกล้ชิดกับ Uber แต่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งคาดว่ามาจากสถานการณ์การแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความใกล้เคียงกับสถานการณ์เมื่อครั้งที่ Uber ขายธุรกิจให้กับ Didi ในจีน นั่นคือมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งอยู่ และหากแข่งกันต่อไป ก็อาจนำไปสู่สงครามราคาที่เจ็บตัวกันทั้งสองฝ่าย เป็นไปได้ด้วยว่า กลยุทธ์ที่ Uber จะใช้ในครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากสมัยที่เคยใช้กับจีนแผ่นดินใหญ่ นั่นคือการแลกกับหุ้นจำนวนหนึ่งของ Grab

ปัจจุบัน Grab ให้บริการทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล, แท็กซี่ และบริการคาร์พูลในเมืองต่าง ๆ มากกว่า 100 เมืองทั่วภูมิภาค รวมถึงยังได้รับเงินลงทุนจาก SoftBank และนักลงทุนอื่น ๆ มาอีกกว่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้สถานะของ Grab ในภูมิภาคนี้ถือว่าแข็งแกร่งมาก

ด้าน Uber เองนั้น ซีอีโอคนใหม่อย่าง Dara Khosrowshahi ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งก็อยู่ระหว่างการ “ทำความสะอาดบริษัท” เพื่อเรียกชื่อเสียงและความมั่นใจกลับคืนมา รวมถึงวินัยทางการเงินด้วย เหตุเพราะ Uber ขาดทุนไปมากถึง 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 ซึ่งคงไม่ดีแน่ต่อสถานการณ์ของบริษัทที่กำลังเตรียมการจะเข้าตลาดหุ้น อีกทั้งเขายังเคยให้ความเห็นเอาไว้ในงาน the Goldman Sachs Technology and Internet Conference ที่ซานฟรานซิสโกด้วยว่า การเข้าไปแข่งขันกับเจ้าถิ่นในตลาดต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องยาก

ขณะที่ด้าน SoftBank การตัดสินใจเช่นนี้ของ Uber อาจเป็นประโยชน์ต่อ SoftBank เนื่องจากจะทำให้ SoftBank มีอิทธิพลมากขึ้นในวงการ Ride-Sharing โดยบริษัทมีหุ้นใน Grab, Digi ในจีน, Ola ในอินเดีย และ 99 ในบราซิลด้วย นอกจากนี้ SoftBank ยังแสดงความสนใจในธุรกิจของ Lyft คู่แข่ง Uber จากสหรัฐอเมริกาด้วยอีกต่างหาก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CNBC

 Source: thumbsup

The post ลือ Uber เตรียมขายกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ Grab appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

แนะนำหนังสือ : “เหินห่าวบิซิเนส” ใครสนใจธุรกิจจีนไม่ควรพลาด

Sat, 02/17/2018 - 10:50

ต่อจาก “หาวห่าว มาร์เก็ตติ้ง l การตลาดแบบจีนที่คุณจะต้องร้องโอ้โห้” ที่เคยขึ้นแท่นหนังสือขายดีอันดับ 8 ของสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 44 ของบูทมติชนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เล่มนี้คือ “เหินห่าวบิซิเนส l การเก่งธุรกิจต้องคิดอย่างจีน” ที่การันตีว่าอัดแน่นด้วยเรื่องราววิถีการทำธุรกิจของคนจีนสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็จัดเต็มเคล็ดลับการ “ตีสนิทเพื่อดีลธุรกิจกับคนจีน” ให้ราบรื่น

“วรมน ดำรงศิลป์สกุล” ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ใช้วิธีพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่เอสเอ็มอีไทยเผชิญอยู่ แล้วโยงเข้ากับธุรกิจจีนที่เห็นปัญหาแบบเดียวกัน แต่ลุกขึ้นมาคิดใหม่ทำใหม่ พร้อมกับนำเทคโนโลยีเด็ดมาแก้ปัญหาเหล่านั้น หนังสือเล่มนี้จึงทำให้ผู้อ่านคนไทย มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีคิด และขั้นตอนการปฏิบัติจากพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนเพื่อเป็นกรณีศึกษาและจุดประกายให้ลุกขึ้นมาคิดใหม่ทำใหม่บ้าง หรือทำให้ยิ่งดีกว่า

อีกสิ่งสำคัญที่คนอ่านจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้ คือการเปิดตาสู่ธุรกิจจีนที่ไม่ได้มีแค่ Alibaba, Taobao หรือ WeChat แต่มีสตาร์ทอัปหน้าใหม่อย่าง “โว่ตี๋” สุกี้สายลับ หรือ “อีโฉ่ว” ผู้ช่วยแม่ค้าขายส่ง ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายล้วนพบวิธีการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนใครแต่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้จริง

สรุปสิ่งที่คุณจะได้รับจากหนังสือ “เหินห่าวบิซิเนส” :

– ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง จากทั้งสื่อจีน สื่อฝรั่ง รวมถึงประสบการณ์ตรงสนุกๆ ของผู้เขียน ซึ่งได้เข้าไปลองใช้บริการต่างๆ ของสตาร์ทอัปจีนด้วยตัวเอง และนำแง่คิดดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง

– คู่มือการล้วงลับเข้าไปในสมองของผู้ประกอบธุรกิจชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อทำการค้าได้ไม่เหมือนใคร

– เคล็ดลับการตีสนิทเพื่อดีลธุรกิจกับคนจีนให้ราบรื่น

– บันทึกจากการนั่งไทม์แมชชีนไปยังเมืองจีน เมืองแห่งอนาคตของผู้เขียนในรอบ 730 วันแดนมังกร

ไม่แน่ “เหินห่าวบิซิเนส” เล่มนี้อาจเป็นหนังสือธุรกิจที่หลายคนเลือกไปวางไว้ติดห้องน้ำ (A toilet book on business) ซึ่งการอ่านวันละน้อยวันละนิด แต่อ่านไปทุกวัน อาจจะช่วยจุดประเด็นให้ทุกคนเข้าใจว่า “การคิดและทำอย่างจีน” นั้นมันพิเศษกว่าตรงไหน

หากคุณตระหนักดีว่าชั่วโมงนี้ “ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน” การพาตัวเองไปทำความรู้จักกับวิธีการคิดและทำธุรกิจแบบจีนแผ่นใหญ่ก็ถือเป็นหนึ่งใน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” หนังสือเล่มนี้คือลายแทงและไกด์บุ๊คเล่มสำคัญสำหรับคุณ

สุดท้าย “เหินห่าวบิซิเนส” อาจเป็นตัวช่วยให้คนอ่านนำความรู้มาประยุกต์เข้ากับธุรกิจของตัวเองได้จริง ใครสนใจหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ง่ายๆ แค่ทักไปที่ช่องแชตของเฟสบุ๊กสำนักพิมพ์มติชน ก็จะได้ส่วนลดพิเศษและจัดส่งให้ฟรีถึงบ้าน!

 Source: thumbsup

The post แนะนำหนังสือ : “เหินห่าวบิซิเนส” ใครสนใจธุรกิจจีนไม่ควรพลาด appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

เห็นชัด! ยอดแลกคูปอง Coupon redemption ลดฮวบเพราะดิจิทัล

Fri, 02/16/2018 - 17:00

การศึกษาล่าสุดในวงการคูปองอเมริกันพบความถี่ในการใช้คูปองของผู้บริโภคแดนลุงแซมลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนไปให้ความสนใจเนื้อหาดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในมุมของนักการตลาดและผู้บริโภค

การศึกษาจากบริษัท NCH Marketing Services ชี้ว่าตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคอเมริกันแลกรับคูปองจนประหยัดเงินไปได้มากกว่า 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ภาพรวมการแลกคูปองหรือ Coupon redemption กลับลดลงเนื่องจากนักการตลาดให้ความสำคัญกับการจำหน่ายแบบดิจิทัลมากขึ้น

บริษัท NCH Marketing Services เป็นบริษัทในเครือแพลตฟอร์มสื่ออัจฉริยะ Valassis การสำรวจของ NCH พบว่านักการตลาดเพิ่มการส่งต่อคูปองแบบดิจิทัลขึ้นเฉลี่ย 27% เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่เน้นใช้งานโทรศัพท์มือถือและออนไลน์ ผลคือการแลกคูปองแบบไม่ใช้กระดาษมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นราว 47%

อย่างไรก็ตาม คูปองแบบไม่ใช้กระดาษนั้นมีสัดส่วนน้อยกว่าการแลกคูปองรวมที่เกิดขึ้นตลอดปี 2017 ถึง 12 จุด (12 share points) ซึ่งบ่งบอกว่าคูปองไร้กระดาษยังไม่สามารถทำให้นักการตลาดเปลี่ยนแปลงนโยบายจำหน่ายได้ในช่วงเวลานั้น

การสำรวจพบว่า การยื่นคูปองแจกใบปลิวหรือ Free standing insert (FSI) ยังคงเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด เนื่องจากวิธีนี้ครองส่วนแบ่งเกือบ 94% ของการใช้คูปองทั้งหมด และยังเป็นวิธีที่ถูกเลือกใช้มากที่สุดในการแจกคูปองในสหรัฐฯ

การสำรวจยังพบด้วยว่า คูปองที่ปรากฏแบบเดี่ยวตามลำพังบนหน้าเว็บเพจ จะมีอัตราการนำไปใช้สูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับคูปองที่แสดงร่วมกันหลายคูปองบนเพจ

ที่มา: MarketingDive

 Source: thumbsup

The post เห็นชัด! ยอดแลกคูปอง Coupon redemption ลดฮวบเพราะดิจิทัล appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ทำไมสื่ออเมริกันจวกยับ Google บล็อกโฆษณา “เพื่อตัวเอง”?

Fri, 02/16/2018 - 14:00

15 ก.พ. 2018 คือวันที่การบล็อกโฆษณาได้มาถึง Google Chrome หลังจากมีรายงานล่วงหน้ามาก่อนนั้นหลายเดือน แต่รายงานฉบับใหม่จาก The Wall Street Journal ชี้ให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจเพิ่มกำไรให้บริษัท Alphabet ต้นสังกัด Google มากกว่าการยกระดับการใช้งานของชาวออนไลน์ ตามที่ Google พยายามย้ำกับสาธารณชน

ย้อนไปเมื่อ 14 กุมภาวาเลนไทน์ บล็อกโพสต์ของ Google เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการปิดกั้นโฆษณาใน Chrome ซึ่งรวมถึงหลักเกณฑ์พิจารณาโฆษณาที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน Better Ads Standards โฆษณาที่เข้าข่ายสร้างความรำคาญจะถูกปิดกั้นทันทีหากผู้เผยแพร่โฆษณาไม่ปรับปรุงหรือปฏิบัติตามมาตรฐานภายใน 30 วัน หลังจากได้รับแจ้งสถานะถูกบล็อกตามรายงานของ AdExchanger

นักวิจารณ์ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม ตั้งข้อสังเกตว่านโยบายปิดกั้นโฆษณาของ Google ส่วนใหญ่จะไม่ใช้กับโฆษณาที่แสดงบนเว็บไซต์ของ Google ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงโฆษณาตัดสินใจส่งลงโฆษณากับ Google มากขึ้น

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบล็อกส่วนใหญ่จะมีผลกับโฆษณาป๊อปอัปและโฆษณาเล่นอัตโนมัติ ขณะที่ Google สร้างรายได้ส่วนใหญ่จากโฆษณาแบบข้อความ และโฆษณารูปภาพสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ข้อกล่าวหานี้ Google ปฏิเสธสุดตัว โดยเฉพาะข้อหาเรื่องที่ตัวเองมีอิทธิพล “มากเกินไป” ในการพิจารณาโฆษณาที่จะถูกปิดกั้น จุดนี้ Google บอกว่า Google เป็นเพียงหนึ่งในหลายบริษัทที่พัฒนามาตรฐานโฆษณาดีร่วมกับกลุ่มผู้ลงโฆษณา ผู้เผยแพร่โฆษณา และบริษัทด้านเทคโนโลยีในชื่อ Coalition for Better Ads ที่ได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานเพื่อตัดสินว่าโฆษณารูปแบบใดก่อความรำคาญจนไม่สามารถยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม สมาชิกกลุ่ม Coalition for Better Ads ยอมรับตรงไปตรงมากับ Journal ว่า Google คือเจ้าภาพที่พัฒนาและดำเนินการวิจัยส่วนใหญ่ ที่นำไปสู่การกำหนดกฏเกณฑ์ในภาพรวม

ที่มา: MarketingDive

 Source: thumbsup

The post ทำไมสื่ออเมริกันจวกยับ Google บล็อกโฆษณา “เพื่อตัวเอง”? appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ตามดูไอเดีย “แผงลอยดิจิทัล” ในอินโดนีเซีย มีไวไฟ-ชาร์จมือถือ ตั้งเป้าเป็นคอมมูนิตี้ชุมชน

Fri, 02/16/2018 - 12:00

ต้องบอกว่าเราได้เห็นเทรนด์ของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ รวมถึงแบรนด์สินค้ายี่ห้อดังต่าง ๆ ออกมารีโนเวทตนเองกันเปรี้ยงปร้าง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกัน งานนี้คงได้แต่บอกว่า ค้าปลีกรายย่อยก็อย่ายอมแพ้ เพราะเราได้เห็นการปรับตัวกันบ้างแล้วสำหรับร้านค้าแผงลอยในอินโดนีเซีย

แผงลอยดิจิทัลดังภาพนี้เป็นผลงานการพัฒนาของ Warung Pintar สตาร์ทอัปแห่งหนึ่งในอินโดนีเซียที่ต้องการปรับปรุงร้านค้ารายย่อยให้มีสีสันมากขึ้น และสามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากขึ้น โดยภายในร้านจะมีทั้งไวไฟ (ฟรี) มีจุดให้ชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือ มีจอแอลซีดี รวมถึงเก็บเงินได้แบบดิจิทัล และยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ดี จุดต่างของสตาร์ทอัปรายนี้คืออาจไม่ได้ต้องการทำกำไรอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมครั้งเดียวเพียง 5,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ…บาท) ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้ครอบคลุมทั้งหมดของค่าใช้จ่ายที่คีออสนี้จะมีรวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้คีออสเหล่านี้สามารถรองรับความต้องการของชุมชนได้

ภาพที่ทาง Warung Pintar อยากเห็นคือคีออสไฮเทคนี้จะกลายเป็นศูนย์รวมของพนักงาน Go-Jek หรือคนขับ Grab ฯลฯ ระหว่างที่รองานจากลูกค้า รวมถึงเป็นคอมมูนิตี้ย่อย ๆ ในชุมชน ส่วนการสร้างรายได้นั้น ทางสตาร์ทอัปอาจเลือกที่จะหาบริการอื่น ๆ มาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กัน และหักบางส่วนจากค่าบริการแทน เช่น บริการ e-Commerce, การขายตั๋วต่าง ๆ

อินโดนีเซียกำลังเริ่มขยายคีออสในลักษณะนี้ให้กระจายไปตามเมืองต่าง ๆ แล้ว เมืองไทยเห็นไอเดียแล้วก็อย่ายอมแพ้นะคะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่  TechCrunch

 Source: thumbsup

The post ตามดูไอเดีย “แผงลอยดิจิทัล” ในอินโดนีเซีย มีไวไฟ-ชาร์จมือถือ ตั้งเป้าเป็นคอมมูนิตี้ชุมชน appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Pages