Thumbs Up

Subscribe to Thumbs Up feed
Updated: 3 days 22 hours ago

ปีหน้า เราต้องตามติดเรื่องอะไรบ้างบนสื่อโซเชียล?

Sat, 12/09/2017 - 10:04

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับปี 2018 ปีที่โลกคาดว่าสังคมออนไลน์จะยังมีอิทธิพลกับชีวิตคนทุกเพศทุกวัยต่อไป ดังนั้นอย่ารอช้า ขอเชิญไปสรุปสิ่งที่เราควรคาดหวังและติดตามจากสื่อสังคมออนไลน์ในปีหน้า ที่เบื้องต้นพบว่ามีเทรนด์แรงไม่น้อยกว่า 9 รายการ

เทรนด์แรง 9 รายการที่แสดงว่าเราจะมุ่งหน้าไปทางไหนในปีหน้าด้วย social media สะท้อนว่าอะไรคือสิ่งที่ร้อนแรง หรือสิ่งที่หลุดโผไม่ได้อยู่ในสายตาคน social media อีกต่อไป โดยส่วนหนึ่งใน 9 ข้อนี้มีประเด็นสุดฮอตอย่าง “Video” แบบไม่ต้องสงสัย รวมถึงงาน “สตรีมสด” หรือ Live streaming การถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลที่เชื่อว่าจะถูกผลักดันต่อเนื่องในปีหน้า

แนวโน้มที่ 3 คือ ”เนื้อหาอายุสั้น” Short-lived content ที่จะถูกลบหายไปในเวลาที่จำกัดไว้ คาดว่าปีหน้าจะมีหลายแบรนด์ร่วมเล่นสไตล์นี้มากขึ้น เพราะเสน่ห์ของ Short-lived content ที่ดึงดูดชาวโซเชียลอยู่หมัด ให้รีบเข้ามาติดตามก่อนที่เนื้อหานี้จะหายไป

แนวโน้มโลกโซเชียลในปีหน้ายังมี Augmented reality เทคโนโลยีเสมือนจริงที่หลายแพลตฟอร์มจะแข่งขันกันดุเดือดกว่าเดิม รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Artifical intelligence (AI) และระบบสนทนาอัตโนมัติ chatbot

อีกสิ่งที่ยังละสายตาไม่ได้ในปีหน้าคือ Generation Z หรือผู้ที่เกิดช่วงปี 1995 ถึง 2012 คนกลุ่มนี้จะเป็น “พื้นฐานสู่สังคมดิจิทัลที่แท้จริง”

ดาวเจิดจรัสอย่าง Influencer marketing จะยิ่งเปล่งประกายกว่าเดิมในปีหน้า เพราะเม็ดเงินลงทุนที่วางแผนอัดฉีดเข้าระบบอย่างไม่มีใครยอมใคร นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Mobile-ready content ผลจากการใช้สมาร์ทโฟนของคนทั่วโลก จะทำให้ทุกฝ่ายพร้อมใจลงมือปรับเนื้อหาให้แสดงบนสมาร์ทโฟนได้ดีที่สุด

ผลงานการรวบรวมของบริษัท Filmora ซึ่งจะช่วยให้นักการตลาดมืออาชีพวางแผนสำหรับปีหน้าได้ดียิ่งขึ้น ยังมีเรื่อง Messaging apps แอปพลิเคชันแชต เช่น WhatsApp, WeChat และ SnapChat คาดว่าปีหน้าแบรนด์จะตะลุยทำการตลาดบนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแชตมากกว่าปีใดๆ

ที่มา: PRDaily

 Source: thumbsup

The post ปีหน้า เราต้องตามติดเรื่องอะไรบ้างบนสื่อโซเชียล? appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

10 เหตุการณ์น่าจดจำ บทสรุปส่งท้ายปีจากเวที Digital Matters

Fri, 12/08/2017 - 17:30

หากจะบอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการออกแบบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบนโลกกันใหม่ก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากบรรยากาศเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมากับงานสัมมนา Digital Matters ครั้งที่ 10 ณ Link Collaboration Space ภายใต้ธีมแห่งการมองย้อนอดีต และเลือกหยิบสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 เพื่อจะนำมันติดตัวไปด้วยสู่ปีต่อ ๆ ไปนั้น เชื่อว่าเราคงได้เห็นแล้วว่า มีหลายสิ่งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยในปีที่กำลังจะจบลงนี้ และสุดท้าย เชื่อว่ามันจะวิวัฒนาการตัวเองกลายเป็นสินค้า และบริการตัวใหม่สำหรับผู้บริโภคในอนาคตเสียด้วย

ซึ่งสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 ในมุมของของสองแขกรับเชิญอย่างคุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) และคุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ยุคของ Sharing Economy ว่าใหญ่แล้ว ยุคของ Autonomous Car น่าจะใหญ่กว่า

คุณสุธีรพันธุ์ในฐานะผู้เริ่มต้น เลือกที่จะมองการมาถึงของบริการ Ride-Sharing ที่กำลังเริ่มผนวกเข้ากับ Autonomous Car ว่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ได้อย่างมาก รวมถึงมีโอกาสต่าง ๆ ซ่อนอยู่ภายในความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

“เทรนด์ของ Autonomous มาแรงมาก ๆ และทำให้เราเกิดคำถามได้มากมายกับเทรนด์นี้ ที่จอดรถยังจำเป็นอยู่ไหม โชว์รูมต้องสร้างอีกหรือเปล่า คนอาจไม่ต้องการเป็นเจ้าของรถแล้ว แต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบสมัครสมาชิก จ่ายเงิน 3,000 บาท แลกกับการเรียกรถอัตโนมัติมาใช้งาน 20 ชั่วโมงต่อเดือน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ Business Model ของโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปหมด”

อย่างไรก็ดี ได้มีการตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ด้วยเช่นกัน ว่าจะสามารถขึ้นมาควบคุม และอำนวยความสะดวกในชีวิตของมนุษย์ได้จริงหรือไม่

2. ยกหน้าที่ดูแลมนุษย์ให้ AI นั้นหนักเกินไปหรือไม่ 

ดร.โนริโกะ อาราอิ

ประเด็นที่ 1 มีความต่อเนื่องมาสู่ประเด็นที่ 2 เมื่อคุณศิวัตรได้ยกคลิปชิ้นหนึ่งชื่อ Todai Robot จาก TED Talk มาเปิดให้ฟังกัน โดยคลิปดังกล่าวกำลังจะสื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ในข้อ 1 ที่มี AI อยู่เบื้องหลังนั้น แท้จริงแล้ว AI มีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างจากมนุษย์อยู่ไม่น้อย และรูปแบบการหาคำตอบของ AI ก็สวนทางกับวิธีประมวลผลของมนุษย์เสียด้วย นั่นจึงนำไปสู่การท้าทายว่า AI จะสามารถขึ้นมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้จริงหรือ

ซึ่งการจะถามคำถามนั้นอาจเร็วเกินไป โปรเจ็ค Todai Robot จึงนำ AI มาท้าทายว่าจะสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้ภายในปี 2020 หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่นักวิจัยอย่างคุณโนริโกะ อาราอิ พบเพิ่มเติมก็คือ นอกจาก AI จะหาคำตอบได้เร็วและเก่งขึ้นแล้ว เด็กญี่ปุ่นที่ทำข้อสอบได้นั้นก็มีจำนวนน้อยลงอีกด้วย

นั่นจึงนำไปสู่ความท้าทายใหม่ที่ว่า ยังมีจุดใดบ้างที่มนุษย์ยังไม่แพ้หุ่นยนต์ และเราจะสามารถสร้างคนให้เก่งขึ้นเพื่อมาทำงานที่ควบคุม AI ได้จริงหรือไม่ ในสถานการณ์ดังกล่าว

“การทำงานของคนในด้านการใช้แรงงาน ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามนุษย์แพ้เครื่องจักรไปเรียบร้อย ส่วนเรื่องของสมอง วันนี้ หุ่นยนต์ก็แซงหน้ามนุษย์ไปแล้วเช่นกัน ดังนั้น ข้อแตกต่างเดียวที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจ เพราะมันไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่” คุณสุธีรพันธุ์กล่าวสรุป

3. การดับลงของสื่อ (เก่า?) กับการเกิดขึ้นของสื่อ (ใหม่?)

เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีกับการประกาศเลิกจ้างพนักงานของทีวีพูล หลังประสบภาวะขาดทุนกับการทำทีวีดิจิทัล ขณะที่เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของสื่อไทยเมื่อประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีช่องบน YouTube ที่มีผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ GMM Grammy และเวิร์กพอยต์ ที่ GMM Grammy ชนะไปอย่างเฉียดฉิว

4. คนดูรายการทีวีลดลง แต่ดูรายการผ่านมือถือมากขึ้น 

ข้อสามและข้อสี่มีความต่อเนื่องกัน โดยเชื่อว่าหลายคนจะสังเกตเห็นตัวเลขของ Nielsen ที่ส่งออกมาทุกเดือนเป็นเครื่องชี้วัดได้ดีว่าเม็ดเงินโฆษณากำลังจะหมุนออกจากสื่อทีวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้คนทำรายการทีวีออกมาทำคลิปชวนให้ผู้บริโภค ถ้ามีเวลาว่างพอช่วยหันกลับมาดูรายการทีวีอีกครั้ง

“ความน่าสนใจของคลิปวิดีโอตัวนี้ คือ นักการตลาดนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้ดูในเรื่องเรตติ้งอีกแล้ว แต่ดูโปรไฟล์ของรายการนั้น ๆ มากกว่า มันจึงอยู่ที่การปรับทัศนคติ ปรับรูปแบบการผลิตคอนเทนต์ว่าจะปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

5. ความสำเร็จของ “ฉลาดเกมส์โกง” – “ตราบธุลีดิน”

ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” จากค่าย GDH เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่นอกจากจะทำเงินในประเทศได้ไม่น้อยแล้ว ยังเป็นหนังที่บินไปโตไกลในต่างแดนแทบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน (ขึ้นอันดับหนึ่ง Box Office) ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งคุณศิวัตรและคุณสุธีรพันธ์วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ การที่หนังเรื่องนี้นำเสนอประสบการณ์ร่วมที่ผู้บริโภคในเอเชียส่วนมากต่างพบเจอ นั่นคือการใช้การสอบเข้าวัดโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต

“ผมชอบเรื่องนี้เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ถ้าหากเราจับจุดได้ และทำอะไรที่มันดี ๆ ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง และเราทำการตลาดเป็น เราสามารถไปได้แล้ว” คุณศิวัตรกล่าว

“ถ้าหากเราย้อนไปดูฉลาดเกมส์โกง หนึ่งในความสำเร็จของหนัง GDH คือการหยิบเอา Insight ที่มันโดน ๆ มาเล่น ซึ่ง Insight ของเรื่องฉลาดเกมส์โกงนี้แรง และโดน และฐานคนดูโคตรจะเยอะ”

ด้านคุณสุธีรพันธุ์เสริมว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทย มันคือหนังเอเชีย เพราะว่าในอดีตเรามีสอบจอหงวนใช่ไหม นั่นคือวัฒนธรรมการสอบของประเทศเอเชียที่ให้คุณค่ากับการสอบ และการสอบผ่าน และการได้คะแนนสูงมาก ซึ่งมันเป็นอารมณ์ร่วมของคนเอเชีย ที่มีการสอบ และการโกงอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งจุดนี้ ไม่ว่าจะนักเรียนคนไหนในเอเชียดูก็โดน”

ความสำเร็จนี้ของฉลาดเกมส์โกงยังถูกโยงจากจอเงิน ไปสู่จอ YouTube เมื่อคอนเทนต์ของรายการ The Mask Singer 2 อย่างเพลง “ตราบธุลีดิน” ของหน้ากากหอยนางรม ขึ้นแท่นคลิปทั่วไปที่มีการรับชมมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 ที่คุณสุธีรพันธ์ชี้ว่า นี่คือการหา Business Model ใหม่ ๆ ในธุรกิจที่เราอยู่ให้เจอ เพราะการดึงคอนเทนต์ขึ้นไปบน YouTube ในวันที่เวิร์กพอยต์ไม่มีอะไรจะต้องเสีย กลับทำให้พบว่า บนโลกออนไลน์นั้นมีผู้ชมรอดูอยู่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นความสำเร็จของเวิร์กพอยต์ในที่สุด

6. “วันคนโสด” วันแสดงพลังที่แท้ทรูของจีนแผ่นดินใหญ่ 

วันคนโสดเป็นอีกหนึ่งวันที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของปี 2017 โดยเป็นปีที่นักการตลาดทั่วโลกต่างจับตาถึงยอดขายว่าจะเกิดการทุบสถิติอะไรขึ้นบ้างในเมืองจีน ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ก็ไม่ได้ทำให้นักการตลาดผิดหวัง เมื่อยอดขายสินค้าในจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งทะยานเป็นที่ตกตะลึงไปทั่วโลกถึงพลังการช้อปของคนจีน

หันกลับมาดูในตลาดบ้านเรา ก็มีสัญญาณบวกเช่นกันต่อวงการ E-Commerce แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้และนำไปปรับปรุงต่อไปคือเรื่องของระบบหลังบ้านที่บางรายอาจไม่พร้อมและเกิดเว็บล่ม ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างราบรื่น

คุณศิวัตรเล่าว่า “ผมเชื่อว่าปีหน้า E-Commerce ไทยจะเตรียมตัวได้ดีกว่านี้ สำหรับแบรนด์ ผมอยากยกหลาย ๆ กรณีของแบรนด์ เช่น Xiaomi ขายได้ 11,800 ล้านหยวนใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าซีอีโอของแบรนด์ต่าง ๆ มองเห็นถึงศักยภาพนี้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมาก”

7. สังคมไร้เงินสดกับ QR Code มาตรฐาน 

ไม่ใช่ทุกประเทศที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะยังมีหลายประเทศที่ติดกับดักความคุ้นเคยดั้งเดิมของตัวเองจนไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ สำหรับประเทศไทย สังคมไร้เงินสดเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้หลังการประการเปิดตัว QR Code มาตรฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งแขกรับเชิญทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า นี่คืออีกจุดเปลี่ยนที่น่าจดจำจุดหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

“ทุกวันนี้ จีนและอินเดียมีการใช้ QR Code อย่างกว้างขวาง แต่ที่กำลังจะเป็นประเทศที่สามก็คือประเทศไทย ซึ่งจุดที่แตกต่างกับจีนและอินเดียคือการที่ประเทศไทยมี QR Code มาตรฐาน อีกทั้งการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของคนไทยก็มีมากขึ้น และสัญญาณอินเทอร์เน็ตของไทยก็เข้าขั้นดี จึงเชื่อว่าสังคมไร้เงินสดน่าจะเกิดขึ้นในไทยได้ไม่ยาก” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

8. ปรากฏการณ์ “ตูน บอดี้สแลม”

สำหรับปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าว คุณป้อม – ศิวัตรเผยว่า “ในแวดวงการตลาด เรามักพูดกันเสมอ ๆ ว่าจากคนธรรมดา กลายเป็นดาราได้จากพลังของ Social Media แต่สำหรับกรณีของตูน บอดี้สแลมนั้น นอกจากจะไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว การออกมาวิ่งครั้งนี้ร่วมกับเพื่อน ๆ ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้อย่างใหญ่โตมากทีเดียว”

สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากพลังของ Social Media และเทคโนโลยีที่เชื่อมคนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณป้อมมองว่า ในอนาคต ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้จะสามารถสร้างขึ้นได้อีก ผ่านเครื่องมือทรงพลังที่ชื่อว่า Social Media นั่นเอง

Kris Snibbe/Harvard Staff Photographer

9. การกล่าว Speech ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นใคร เชื่อว่าคำถามนี้ทุกคนคงทราบคำตอบกันดี แต่การกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อกล่าว Speech แก่บัณฑิตที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก กับหลาย ๆ ข้อคิดที่เขาได้ฝากไว้ ซึ่งแง่คิดที่โดนใจแขกรับเชิญของเรามากที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่

  • การทำดีกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่จำเป็น (จริง ๆ นะ)
  • หน้าที่ของคนเจเนอเรชันนี้ (Millennials) นอกจากการทำตามเป้าหมายของตัวเองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือการช่วยคนอื่นหา “Sense of Purpose” ของตัวเองให้เจอด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเราก่อน (Change starts local)

10. การเติมเต็มตัวเองด้วยแนวคิด Ikigai

คุณสุธีรพันธุ์ดึงแนวคิด Ikagai มาเป็นหัวข้อสุดท้ายของการพูดคุยในวันนี้ กับการเติมเต็มตัวเองที่ลงลึกได้มากกว่าความสุขแบบทั่วไป ซึ่งทุกจุดทุกความสัมพันธ์ในแผนภูมินี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับชีวิตได้จริง (สามารถฟังในคลิปย้อนหลังได้ช่วงนาทีที่ 1.35.00 ค่ะ)

ส่วนสาเหตุที่นำแผนภูมิ Ikigai มาปิดท้ายนั้น เชื่อว่าผู้ฟังในงานจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของความเป็นพี่ ที่อยากฝากให้คนรุ่นต่อไปนำข้อคิดนี้ไปพัฒนาตัวเอง และหาสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตนเองถนัดให้เจอ โดยที่สิ่งที่รักนั้นต้องทำประโยชน์ให้กับโลก และสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็อาจมีแค่นี้จริง ๆ ก็ได้ค่ะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการมาเยือน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พบกันใหม่กับ Digital Matters ครั้งที่ 11 ในปี 2018 นะคะ

 

 Source: thumbsup

The post 10 เหตุการณ์น่าจดจำ บทสรุปส่งท้ายปีจากเวที Digital Matters appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

กรณีศึกษา 3 จุดต่างสร้างแบรนด์ “IDEO Q”

Fri, 12/08/2017 - 11:19

โครงการ IDEO Q สยาม-ราชเทวี

ทุกวันนี้ หากมองไปตามตึกสูงในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง หรือย่านแนวเส้นรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT เชื่อว่าคงมีหลายคนรู้สึกสะดุดตากับคอนโดมิเนียม High-rise ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นออกมาจากตึกในย่านเดียวกัน ซึ่งหากสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่า ตึกเหล่านั้น ล้วนมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ IDEO Q ปรากฏอยู่แทบทั้งสิ้น แต่กว่าจะกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นเช่นทุกวันนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ในเส้นทางของ IDEO Q มีหลายสิ่งที่น่าสนใจและน่าหยิบมาเป็นกรณีศึกษาทั้งสิ้น และวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบจากทีมผู้บริหารของ IDEO Q กันค่ะ

งานออกแบบ แรงบันดาลใจจากเจมส์บอนด์

“ต้องยอมรับว่าโครงการต่าง ๆ ของเราจะมีชื่อเล่นแตกต่างกันไป เช่น ตึกวอลล์อี (IDEO Q สยามราชเทวี) ตึกนกเพนกวิน ตึกยานแม่ ตึกขนมจีบ เรียกว่าดีไซเนอร์ของโครงการยิ้มหน้าบานกันเลย” คุณสุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียม ไอดีโอ คิว บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับบอกว่า นี่คือการสร้างความแตกต่างประการแรกกับงานดีไซน์ภายนอก ขณะที่เมื่อเข้ามาภายในโครงการก็ไม่ผิดคาด เพราะจะพบว่ามีฟังก์ชันการใช้งานพิเศษอีกหลายอย่างซ่อนอยู่

“เราเหมือนพระเอกเจมส์บอนด์ ภายนอกใส่สูทดูเนี้ยบ ๆ เท่ ๆ แต่ข้างในก็ไม่ธรรมดา เพราะมีอาวุธลับซ่อนอยู่หลายอย่าง เช่น IDEO Q พญาไท เป็นโครงการแรก ๆ ที่นำ Starbucks เข้ามา หรือ IDEO Q สยาม-ราชเทวี ที่เปิดตัวกับฟังก์ชันลิฟต์ส่วนตัวเป็นรายแรกในย่านราชเทวี”
“ส่วนโครงการ IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี ก็มาพร้อมกับดีไซน์ตัวตึกที่โดดเด่น การจัดแบ่งพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว รวมถึงมีโซนพักผ่อนที่ออกแบบอย่างลงตัวที่ด้านบนของพื้นที่ แถมยังมีออนเซ็นด้วย” คุณสุเมธเล่าถึงมุมมองในการออกแบบโครงการ

ทำเลที่ตั้งดีมีชัยไปเกินครึ่ง
เอ่ยถึงเรื่องทำเล คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคทุกวันนี้มองประเด็นเรื่องการคมนาคมที่สะดวกเป็นหลัก แต่คุณสุเมธให้ทัศนะเรื่องทำเลได้ต่างออกไป โดยมองว่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ นั้นมีการแข่งขันสูงจริง แต่การเลือกพื้นที่โครงการนอกจากจะเน้นที่ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว ยังต้องพิจารณาสถานที่ใกล้เคียงมาประกอบอีกด้วย นั่นจึงทำให้แบรนด์ IDEO Q ทั้งหมดนอกจากจะใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว ยังอยู่ไม่ห่างจากศูนย์การค้าชั้นนำ – โรงพยาบาล – สถานศึกษา – สวนสาธารณะด้วย

“รอบ ๆ เรานี่มีศูนย์การค้าเต็มเลย เช่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ เซ็นทรัลเวิลด์ แพลตินัมแฟชั่นมอลล์ เซ็นทรัลชิดลม จามจุรีสแควร์ ฯลฯ ทำให้สามารถดึงความสนใจจากลูกค้าเป้าหมายได้หลายกลุ่ม ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน”

ไม่เพียงเท่านั้น ในย่านดังกล่าวหากพิจารณาดี ๆ จะพบว่าเป็นแหล่งรวมของสถานศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ไปจนถึงย่านที่เป็นสถาบันกวดวิชาของกรุงเทพ จึงทำให้กลุ่มครอบครัวทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้ความสนใจมาเลือกซื้อจากแบรนด์ IDEO Q ด้วยเช่นกัน

ส่วนเรื่องของการดูแลสุขภาพก็ที่ตั้งของ IDEO Q จึงใกล้สถานพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฏ โรงพยาบาลพญาไท 1 รวมถึงมีสวนสาธารณะอย่างอุทยาน 100 ปีจุฬา สวนลุมพินี ฯลฯ อยู่ในละแวกใกล้เคียงให้ไปออกกำลังกายได้

ในจุดนี้ คุณสุเมธชี้ว่า นอกจากจะได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแล้ว ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสนใจโครงการสูงไม่แพ้กัน หรือในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ IDEO Q ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะเดินทางสะดวกด้วย Airport Link นั่นเอง

สมรภูมิการตลาด สื่ออย่างไรให้เข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมาย

เทคนิคด้านการตลาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ โดยในภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ตลาดระดับบนยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดต่างประเทศที่มีนักลงทุนให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยนี้ ส่วนใหญ่เข้าถึงคอนเทนต์ผ่านอุปกรณ์โมบายล์ ดังนั้น IDEO Q จึงให้ความสำคัญกับคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ IDEO Q ซึ่งมีส่วนทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ตนเองหรือไม่ รวมถึงระดับราคาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ด้วย

จากจุดแข็งดังที่กล่าวมานี้ คุณสุเมธเผยว่า ในปี 2016 แบรนด์ IDEO Q สามารถสร้างปรากฏการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างน่าภูมิใจ กับ IDEO Q จุฬา-สามย่าน ที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 1,500 ยูนิตได้ภายในเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น ในขณะที่ IDEO Q สยาม-ราชเทวีเคยได้รับรางวัลจากเวที Think of Living Awards ในสาขา Best Facilities & Best Architecture ด้วยเช่นกัน

IDEO Q สยาม-ราขเทวี

ก้าวต่อไปของ IDEO Q 

เมื่อถามถึงทิศทางของ IDEO Q ในอนาคต คุณสุเมธเล่าว่า ในปีนี้มีการเปิดตัวสองโครงการใหม่ล่าสุดอย่าง IDEO Q วิคตอรี่ (ขายหมดแล้ว) และ IDEO Q สุขุมวิท 36 แต่ทั้งสองโครงการเป็นโครงการที่ไฮเทคกว่าเดิม เนื่องจากมีการนำระบบจอดรถอัจฉริยะเข้ามาใช้ภายในโครงการ เพื่อลดปัญหาการวนหาที่จอดรถ และช่วยประหยัดเวลาให้กับลูกบ้าน รวมถึงนำเทคโนโลยีเช่น Golf Simulator – Virtual Fitness เข้ามาด้วย เนื่องจากมองว่ามันสามารถตอบรับเทรนด์ใหม่ ๆ ของการใช้ชีวิตได้

“นอกจาก IDEO Q พญาไท, IDEO Q ราชเทวี, IDEO Q จุฬา-สามย่าน และ IDEO Q Victory จะเป็นโครงการที่สะท้อนถึงความสำเร็จของแบรนด์เราแล้ว ในปีนี้และต้นปีหน้า เรายังมีโครงการที่พร้อมเข้าอยู่อย่าง IDEO Q สยาม-ราชเทวี, IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี และ IDEO Q สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการน้องใหม่แห่งแรกในย่านทองหล่อด้วย โดยจะมีการเปิดห้องตัวอย่างให้ชมได้ภายในปี 2017 นี้” คุณสุเมธกล่าว

โดยราคาของ IDEO Q สยาม-ราชเทวี นั้นเริ่มต้นที่ 6.39 ล้านบาท ส่วน IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี เริ่มต้นที่ 5.75 ล้านบาท และ IDEO Q สุขุมวิท 36 เริ่มต้นที่ 8.39 ล้านบาท

“สิ่งที่เราเน้นตลอดมาของแบรนด์ IDEO Q ก็คือ การเป็นคอนโดมิเนียมที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองด้วยโลเคชัน และ Facilities ต่าง ๆ ที่เพียบพร้อม รวมถึงสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วย BTS และ MRT ซึ่งการจะทำได้นั้น ต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างหนักเพื่อให้เข้าใจว่าลูกค้าของเราใช้ชีวิตอย่างไร ต้องการอะไร ด้วยการทำงานเช่นนี้ทำให้ IDEO Q เป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดีเสมอมา” คุณสุเมธกล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ananda.co.th หรือ โทร. 02 316 2222

บทความนี้เป็น Advertorial

 Source: thumbsup

The post กรณีศึกษา 3 จุดต่างสร้างแบรนด์ “IDEO Q” appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ปี 2017

Fri, 12/08/2017 - 09:00

เปิดทำเนียบ 10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ประจำปี 2017 พบ 2 โฆษณาสุดฮอตที่มียอดพุ่งชมเกิน 100 ล้านครั้ง

ข้อมูลจาก 2017 YouTube Ads Leaderboard สะท้อนว่าปีนี้โฆษณากลุ่ม Super Bowl ยังแรงดี (โฆษณาของ Mr. Clean, Kia และ Budweiser) ขณะที่โฆษณากลุ่มเซเลบฯคนมีชื่อเสียงก็ยังครองพื้นที่ในตารางได้เช่นเดิม (เช่นโฆษณาของ Natalie Portman ใน Miss Dior และ Dwayne “The Rock” Johnson” ในโฆษณา Apple)

จุดที่น่าสนใจมากในตารางปีนี้ คือแชมป์อันดับ 1 ที่มีดีกรียอดชมมากกว่า 150 ล้านครั้งนั้นมาจากอินเดียแดนภารตะ เป็นโฆษณาแบรนด์ Samsung ที่เปิดตัวช่วงต้นปีซึ่งดึงยอดชมทะลุหลายล้านในช่วงไม่กี่วันหลังจากเปิดตัว

10) Mr. Clean | 2017 Super Bowl Ad | Cleaner of Your Dreams

17.6M ครั้ง

9) Levi’s “Circles” Commercial l Full

22.3M ครั้ง

8) iPhone 7 — The Rock x Siri Dominate the Day — Apple

25.3M ครั้ง

7) adidas Originals | ORIGINAL is never finished

25.4M ครั้ง

6) 2017 Kia Niro | “Hero’s Journey” Starring Melissa McCarthy

25.9M ครั้ง

5) Budweiser 2017 Super Bowl Commercial | “Born The Hard Way”

28.5M ครั้ง

4) Miss Dior – The new Eau de Parfum

43.0M ครั้ง

3) Ping Pong Trick Shots 3 | Dude Perfect (sponsored by Oreo)

90.6M ครั้ง

2) Clash Royale: The Last Second (Official Commercial)

110.7M ครั้ง

1) Samsung India Service (SVC) – We’ll take care of you, wherever you are. #SamsungService

150.3M ครั้ง

ที่มา: Google

 Source: thumbsup

The post 10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ปี 2017 appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

เปิด YouTubeRewind พบคอนเทนต์ลูกทุ่งมาแรง ยึด 6 ใน 10 อันดับ

Thu, 12/07/2017 - 18:00

คุณมุกพิม อนันตชัย Head of Content Partnerships, YouTube Thailand

YouTube ประเทศไทยเผยปรากฏการณ์เด่นในรอบปี ผ่าน #YouTubeRewind โดยในปีนี้ นอกจากคอนเทนต์จากรายการ The Mask Singer 2 อย่างเพลงตราบธุลีดินของหน้ากากหอยนางรมจะเป็นวิดีโอในหมวดทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดอันดับหนึ่งของโลกแล้ว ในอันดับวิดีโอประเภทมิวสิควิดีโอของประเทศไทย ยังพบว่ามีเพลงลูกทุ่งติดชาร์ตเข้ามาถึง 6 ใน 10 เพลง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่มีแค่สองเพลงด้วย

คุณมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าพันธมิตรฝ่ายธุรกิจบันเทิง YouTube ประเทศไทยกล่าวว่า “สำหรับ #YouTubeRewind นั้นเป็นการมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม YouTube ตลอดปี 2017 ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งทำติดต่อกันมาเป็นปีที่เก้าแล้ว สำหรับความโดดเด่นของ YouTube ในปีนี้คือ การมีช่องระดับเพชรเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกถึงสองช่องในเวลาห่างกันเพียง 19 ชั่วโมง ได้แก่ช่อง GMM และช่อง WorkPoint ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย” นอกจากนั้น ในส่วนของลิสต์รายชื่อคลิปที่มีการจัดอันดับในปีนี้ (มีสองลิสต์ คือลิสต์มิวสิควิดีโอ กับลิสต์ที่ไม่ใช่มิวสิควิดีโอ) ก็ยังพบว่า คลิปเพลงตราบธุลีดินของหน้ากากหอยนางรมจากรายการ The Mask Singer 2 ติดอันดับหนึ่งขอโลกด้วย “ความแปลกใหม่ที่เราพบในปีนี้คือ มีเพลงลูกทุ่งติดชาร์ตเข้ามาเยอะมากถึง 6 ใน 10 อันดับ ทำให้เห็นว่า YouTube เข้าถึงฐานผู้ฟังกลุ่มใหม่ที่กว้างขึ้น ซึ่งในอนาคต YouTube ประเทศไทยอาจมีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยแทร็คว่า การเข้าถึงคอนเทนต์เพลงลูกทุ่งนั้นมาจากพื้นที่ส่วนใดของประเทศบ้าง” นอกจากนั้น สิ่งที่ YouTube ประเทศไทยพบในปีนี้ด้วยก็คือ การเปิดตัวของแชนแนลใหม่ที่มีฐานแฟนคลับเติบโตรวดเร็วมาก ซึ่งคุณมุกพิม เผยว่า สาเหตุที่แชนแนลเหล่านั้นเติบโตส่วนหนึ่งมาจากครีเอเตอร์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และแสดงออกซึ่งความสดใส จริงใจ ซึ่งในจุดนี้ถือว่าเป็นมิติใหม่ที่ดี เพราะไม่ต้องหยาบคาย หรือสร้างคอนเทนต์ที่มีความรุนแรงก็สามารถสร้างฐานผู้ชมได้ ยกตัวอย่างครีเอเตอร์ในหมวดนี้ 4 อันดับแรก ได้แก่
  1. เก๋ไก๋ สไลเดอร์
  2. Thaitrick
  3. Sunbeary
  4. Amarin TVHD

“เฉพาะในปีที่แล้วปีเดียว จำนวนการรับชมวิดีโอผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นเพิ่มขึ้น 90% แบบปีต่อปี นอกจากนั้น ยังมีช่องที่ได้รับรางวัล Gold button มีจำนวนเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันมีช่อง Gold button 80 ช่อง และมีช่องที่ได้รับ Silver button อีก 1,000 ช่อง จากปีที่ผ่านมามี 600 ช่อง

สำหรับความท้าทายของ YouTube ในปีหน้าคือการสนับสนุนให้ครีเอเตอร์ชาวไทยผลิตคอนเทนต์ส่งออกสู่ระดับโลก เพราะหากสามารถทำคอนเทนต์เป็นภาษาอังกฤษได้ จะมีฐานผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันล้านคนนั่นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่ YouTube ประเทศไทยพบก็คือ กลุ่มผู้ชมที่แม้จะเป็นมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มหลัก แต่ก็พบว่ามี Gen X เพิ่มเข้ามาในระดับที่น่าสนใจเช่นกัน ในจุดนี้คุณมุกพิมเผยว่า จะมีการพัฒนาคอนเทนต์เพื่อจับกลุ่ม Gen X เพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับ 10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube (หมวดทั่วไป) ในประเทศไทย ได้แก่

  1. ตราบธุลีดิน – หน้ากากหอยนางรม | THE MASK SINGER 2

  2. แน็ท – เรื่องขี้หมา – Blind Auditions – The Voice Kids Thailand – 30 Apr 2017

  3. กิ๊กดู๋ : ประชันเงาเสียง ลำไย ไหทองคำ & แซ็ค ชุมแพ [25 เม.ย. 60] (1/4) Full HD

  4. หม่ำยังอึ้ง!! เมื่อเจอลำไย ไหทองคำ | ซูเปอร์หม่ำ

  5. ลีลาสุดกวน เชฟเรียว แดนปลาแดก กับเมนูแปลก ชวนแซ่บ | ซูเปอร์เท็น | SUPER 10

  6. ไหนว่าจะไม่หลอกกัน – ชบา | The X Factor Thailand

  7. เจอประจำ – ตอนเกณฑ์ทหาร [EP.2]

  8. ครูบอกให้ออกกำลังกาย  – Gang Baby HehaaTv Official MV

  9. แกล้งตัดผมแฟน โคตรพลาด!!

  10. ปูอลาสก้า VS ข้าวไข่ต้ม (โคตรแพงvsโคตรถูก)

10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube (หมวดเพลงดัง) ประเทศไทย ได้แก่

  1. ฉันไม่มี – ทีที T_T [Official Lyric Video]

  2. ทดเวลาบาดเจ็บ – บอย พนมไพร OST.ไทบ้านเดอะซีรีส์【Official MV】

  3. [Official MV] มือลั่น – แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก [ JSPKK ]

  4. ใจกลางเมือง – LABANOON「Official MV」

  5. ฉันก็คง – LABANOON「Official MV」

  6. ผู้สาวขี้เหล้า – เมย์ จิราพร feat.วงค์ ชนะกันต์ [Official Lyric]

  7. 7 นาที วง L.กฮ. TMG OFFICIAL MV

  8. เจ็บละเนาะ | เพชร สหรัตน์ Feat.เอ มหาหิงค์「Official Lyrics」

  9. บ่เป็นหยัง เค้าเข้าใจ – กวาง จิรพรรณ OST.ไทบ้านเดอะซีรีส์2【Official MV】

  10. โอ้ละน้อ : ก้อง ห้วยไร่  feat:ปู่จ๋าน ลองไมค์ [Official MV]

ประเทศไทย: ช่องที่มาแรงบน YouTube ได้แก่

 Source: thumbsup

The post เปิด YouTubeRewind พบคอนเทนต์ลูกทุ่งมาแรง ยึด 6 ใน 10 อันดับ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

หุ้น Snap พุ่งหลัง Barclays ชี้บริษัทจะเริ่มกำไรในปีหน้า

Thu, 12/07/2017 - 13:40

ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในวงการโซเชียลมีเดียโลก เพราะล่าสุดสถาบันการเงินระดับโลก Barclays ออกมาระบุว่าบริษัทดาวรุ่งอย่าง Snap จะเริ่มทำกำไรในปีหน้าหรือปี 2018 โดย ‘turning point’ ที่กำลังจะมาถึงทำให้มูลค่าหุ้นของ Snap พุ่งกระฉูด

ในเมื่อมองเห็นทิศทางที่ดี Barclays จึงอัปเกรดให้ Snap เป็นหุ้นที่มีราคาแพงขึ้น โดยขยับเพิ่มจากราคาเป้าหมายที่คาดว่าจะมีมูลค่าราว 11 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น มาเป็น 18 เหรียญต่อหุ้นเรียบร้อย

การเพิ่มขึ้นนี้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 32.7% จุดนี้ Ross Sandler นักวิจัยของ Barclays ชี้ว่าบริษัทได้วิเคราะห์และมองเห็นแนวโน้มที่ดีของเครือข่ายสังคมดาวรุ่งตั้งแต่เริ่มขายหุ้นครั้งแรกหรือ IPO แต่ Barclays มองว่าเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเพิ่มตัวเลขการประเมินมูลค่าหุ้น

ผลคือหุ้นของ Snap ดีดตัวขึ้นทันที 6% ในช่วงหลังการประกาศของ Barclays

สิ่งท่เราได้จากข่าวนี้ คือแนวโน้มการแข่งขันในตลาดโซเชียลมีเดียช่วงปีหน้า ก่อนหน้านี้มีคำกล่าวว่า “Facebook is killing Snap” เพราะทิศทางการแข่งขันที่ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Facebook กำลังตัดทางโตของ Snap เต็มที่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่า Snap กำลังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในช่วงปีนี้ ทำให้บริษัทวิจัยฟันธงว่า ทั้ง 2 ค่ายโซเชียลจะยังมีพื้นที่ยืนอย่างเหนียวแน่นไม่หายไปไหนในปีหน้า

สำหรับ Snap คำพยากรณ์นี้เหมือนน้ำฝนชโลมใจเพราะมูลค่าหุ้นของบริษัทลดลงมากกว่า 45% นับแต่เริ่มขายหุ้นครั้งแรกเมื่อต้นมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากผลประกอบการณ์ที่พลาดเป้า ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากแรงกดดันฝีมือ Facebook

ที่มา: CNBC

 Source: thumbsup

The post หุ้น Snap พุ่งหลัง Barclays ชี้บริษัทจะเริ่มกำไรในปีหน้า appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

เปิดตัวเลข Facebook พบคนไทยช้อปเพิ่มขึ้น 70% ในไตรมาส 4

Thu, 12/07/2017 - 09:00

Facebook เปิดข้อมูลเชิงลึก พฤติกรรมและตัวเลขการช้อปปิ้งของคนไทยบน Social Media ในไตรมาส 4 พบสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น ๆ ของปี พร้อมแนะให้จับตามองวันที่ 12 ธันวาคมให้ดี เนื่องจากเป็นอีกวันที่สามารถไดรฟ์ยอดขายได้สูงไม่แพ้กัน

โดยข้อมูลเชิงลึกที่ Facebook พบเกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งของคนไทยในช่วงสิ้นปีของปีที่แล้วนั้นมีดังต่อไปนี้

  1. สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ในการค้นหาข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งในระหว่างเดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว 72% ของการซื้อสินค้าออนไลน์บน Facebook ทั่วทั้งภูมิภาคโดยเฉลี่ยเกิดขึ้นทางโทรศัพท์มือถือ
  2. กลุ่มมิลเลนเนียลคือกลุ่มที่ซื้อสินค้าสูงสุด คิดเป็น 62% ของยอดการซื้อสินค้าออนไลน์บน Facebook 
  3. แบรนด์ที่ทำรายได้สูงสุดในปีที่ผ่านมาได้แก่ Lazada, Blibli.com และ Tesco Lotus ประเทศไทย
  4. เมื่อปีที่แล้ว คนไทยได้เริ่มลงโพสต์บน Facebook เกี่ยวกับการช้อปปิ้งตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ของวันที่ 13 พฤศจิกายน โดยช่วงเวลาที่มีการลงโพสต์เกี่ยวกับการช้อปปิ้งบน Facebook มากที่สุดคือช่วงสัปดาห์ของวันที่25 ธันวาคม
  5. เดือนพฤศจิกายนและธันวาคม เป็นเดือนที่มียอดการช้อปปิ้งสูงสุดในปี 2559 โดยการซื้อของออนไลน์ผ่าน Facebook ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 51% ในเดือนพฤศจิกายน และ 48% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของทั้งปี
  6. วันที่ 12 ธันวาคมเป็นอีกหนึ่งวันที่ควรจับตามอง โดย Facebook พบว่าในปี 2016 มียอดการซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั้งปี
  7. การช้อปปิ้งออนไลน์ไม่ได้จบลงในเดือนธันวาคม เทศกาลช้อปปิ้งยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปีใหม่ โดยในเดือนมกราคม 2560 การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Facebook เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของทั้งปี 2559

จากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ทาง Facebook มีคำแนะนำมาฝากนักการตลาดถึงสิ่งที่ควรเตรียมตัวเพื่อสู้ศึกโฆษณาออนไลน์ในช่วงปลายปี ด้วยการเริ่มต้นแคมเปญเพื่อสร้างแบรนด์แต่เนิ่น ๆ โดย Facebook อ้างว่า แบรนด์อย่าง Lazada หรือ Tesco Lotus ที่สามารถทำยอดขายได้สูงมากเมื่อปลายปีที่แล้วนั้นมีแคมเปญการสร้างแบรนด์อย่างแข็งแกร่งมาระยะหนึ่งแล้ว

นอกจากนั้น แบรนด์ยังควรใช้ภาษาที่เหมาะกับโทรศัพท์มือถือ เช่น ดึงดูดความสนใจด้วยคำสร้างสรรค์ที่สั้นกระชับ น่าดึงดูด และสร้างความเชื่อมั่น และเลือกใช้ Store Visits เพื่อเชิญชวนผู้คนไปที่หน้าร้านก็ได้เช่นกัน

หรือหากยังไม่จุใจ มี Infographic มาฝากกันด้วยค่ะ

 Source: thumbsup

The post เปิดตัวเลข Facebook พบคนไทยช้อปเพิ่มขึ้น 70% ในไตรมาส 4 appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

เปิดตัว “Startup Star (ดารา 4.0)” รายการ Edutainment ดึงคนบันเทิงสู่ธุรกิจสตาร์ทอัป

Wed, 12/06/2017 - 19:44

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ และคุณณฐกฤต วรรณภิญโญ

LINE TV เสริมแกร่งคอนเทนต์ ผนึก RISE และ TV Thunder เปิดตัวรายการเรียลิตี้แนวใหม่ ดึง “ดารา” กับ “ธุรกิจ” มาผนวกเข้าด้วยกันในคอนเซ็ปต์ Edutainment ภายใต้ชื่อ “Startup Star (ดารา 4.0)” ออนแอร์เฉพาะบน LINE TV เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักการทำธุรกิจ เริ่มมกราคมปีหน้า

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะหากมองไปรอบ ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า รายการธุรกิจกำลังเป็นรายการที่กลับมาฮิตติดตลาดอีกครั้งในบ้านเรา ซึ่งสอดคล้องกับการเติบของธุรกิจสตาร์ทอัป และเทรนด์ด้านดิจิทัลที่เฟื่องฟูขึ้น อย่างไรก็ดี รายการธุรกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบเกมโชว์ แต่ยังไม่มีรายการที่นำเสนอเนื้อหาลงลึก และเห็นถึงรายละเอียดของการทำสตาร์ทอัปอย่างแท้จริง

 

ในจุดนี้ คุณณฐกฤต วรรณภิญโญ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารสายพัฒนาธุรกิจของ TV Thunder จึงมองว่า รายการ Startup Star น่าจะสามารถตีแผ่ให้เห็นถึงรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

(ซ้ายไปขวา) คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์, นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ และคุณณฐกฤต วรรณภิญโญ

โดยความน่าสนใจของรายการ Startup Star คือการพาผู้ชมเข้าสู่โลกของสนามธุรกิจของคนรุ่นใหม่อย่างธุรกิจดิจิทัล หรือสตาร์ทอัป ผ่านการนำเสนอของดารา 14 ชีวิตที่แคสติ้งโดย TV Thunder เพื่อมาเข้ารับการขัดเกลาแนวคิดทางธุรกิจ และรับฟังความคิดเห็นจากเมนเทอร์ชั้นนำของวงการภายใต้การสนับสนุนของ RISE นั่นเอง

นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง RISE Accelerator & Academy เผยว่า ดาราที่เข้าร่วมรายการนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีโฟกัสกับการทำธุรกิจ ซึ่งในรายการจะพบว่าสิ่งที่ดาราแต่ละคนต้องการได้รับจากรายการนั้นแตกต่างกัน บางคนอาจต้องการความช่วยเหลือด้านมาร์เก็ตติ้ง บางคนอาจต้องการความช่วยเหลือด้านโลจิสติกส์ บางคนอาจต้องการโปรแกรมเมอร์ หรือบางคนก็ต้องการเงินลงทุน ซึ่งในจุดนี้จะมีทีมโค้ช ให้การซัพพอร์ตทั้งหมด

แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ การจับคู่กันนี้มาลงเอยได้อย่างน่าสนใจเมื่ออยู่บนแพลตฟอร์มของ LINE TV ซึ่งคุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ บริษัท LINE ประเทศไทย เผยว่า “LINE TV มองว่ารายการนี้เป็นรายการที่แตกต่างที่ยังไม่พบเห็นบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ และถึงแม้จะไม่มีความตลกโปกฮาเป็นจุดขาย แต่เราก็เชื่อว่าจะได้ใจผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น”

คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์

โดยในปี 2017 ที่ผ่านมา LINE TV มีการผลิตคอนเทนต์แบบออริจินอลประมาณ 5 – 6 รายการ และคาดว่าในปีหน้านี้จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

นอกจากนั้น การเติบโตของ LINE TV ในปี 2016 เมื่อเทียบกับปี 2015 ก็มีอัตราสูงขึ้น 136% ด้วย ในจุดนี้ LINE TV จึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการลงมาผลิตคอนเทนต์เอง โดยเฉพาะในปี 2018 ที่กำลังจะมาถึง 

โดยเวลาในการออกอากาศของ Startup Star นั้นคือทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงตรง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นตอน ๆ ทั้งสิ้น 20 ตอน ความยาวตอนละ 30 นาที และมีกำหนดเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมนี้เป็นต้นไป

 Source: thumbsup

The post เปิดตัว “Startup Star (ดารา 4.0)” รายการ Edutainment ดึงคนบันเทิงสู่ธุรกิจสตาร์ทอัป appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

กำเนิด GM Marketplace สั่งซื้อสินค้าได้จาก dashboard หน้ารถ

Wed, 12/06/2017 - 17:00

ต้องเรียกว่าเป็น on-board marketplace สำหรับ GM Marketplace ที่เปิดตัวให้ลูกค้าผู้ใช้รถ GM รุ่นใหม่สามารถซื้อสินค้าและจองบริการได้ขณะเดินทาง ลดเวลาการรอต่อคิว สะดวกและง่ายด้วยการช็อปปิ้งผ่านหน้า dashboard ของรถ

แทนที่จะต้องรอให้เดินทางไปถึงแล้วรอต่อคิวยาว GM ปิ๊งไอเดียช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากรถ โดยผู้โดยสารสามารถซื้อกาแฟ, ก๊าซ, จองร้านอาหาร และห้องพักโรงแรมได้โดยไม่ต้องออกจากรถ

การเปิดตัว GM Marketplace ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในยุคซึ่งรถยนต์รุ่นอื่น ๆ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi และ LTE หลายแบรนด์พยายามค้นหาวิธีสร้างรายได้จากการเชื่อมต่อออนไลน์เหล่านี้ เช่นแบรนด์ Jaguar และ Shell ที่ร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนาระบบ in-car fuel payment ที่ผู้ขับขี่สามารถชำระเงินค่าน้ำมันจากบนรถ ขณะที่ BMW และ Ford เลือกใช้ Alexa ระบบผู้ช่วยส่วนตัวของ Amazon ให้ dashboard รถมีความอัจฉริยะมากขึ้น

สำหรับ GM รายงานระบุว่า GM Marketplace จะถูกติดตั้งในรถ GM มากกว่า 1.9 ล้านคันทันที โดยเป็นรถยนต์รุ่นปี 2017 เป็นต้นไป คาดว่าจะขยายเป็น 4 ล้านคันในกลุ่มแบรนด์ Chevrolet, Buick, GMC และ Cadillac ช่วงปลายปีหน้า (2018)

เบื้องต้น GM ไม่เปิดเผยสัดส่วนรายได้จากผู้ขายบน GM Marketplace ท่ามกลางพันธมิตรรุ่นใหญ่อย่าง Starbucks, TGI Fridays, ExxonMobil, Parkopedia และ Priceline.com

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ GM ที่มองว่าคนทั่วไปจะเลือกใช้ dashboard รถมากกว่าสมาร์ทโฟนของตัวเองเมื่อต้องการทำธุรกรรมบนท้องถนน ทั้งหมดนี้ GM ยืนยันว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยในการขับขี่ สายตาของผู้ใช้จะยังคงเห็นท้องถนน ให้ความคุ้นเคยไม่ต่างจากการเปิดระบบ Infotainment ในรถยนต์ปกติ

บทสรุปที่เราได้รับจากข่าวนี้คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในรถยนต์แสดงให้เห็นถึงตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำไรมหาศาล ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงว่าผู้ผลิตรายอื่นจะพยายามสร้างตลาดออนไลน์ในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าผลตอบรับจากตลาดจะเป็นอย่างไร

ที่มา: Gizmodo

 Source: thumbsup

The post กำเนิด GM Marketplace สั่งซื้อสินค้าได้จาก dashboard หน้ารถ appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Google มุ่งจัดการไฟล์ในมือถือ เปิดตัว”Files go” ลง Android Oreo Go ปีหน้า

Wed, 12/06/2017 - 11:00

จากเดิมที่เราเคยต้องล้างไฟล์ลบไฟล์กันบนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป มาในวันนี้ ผู้บริโภคยุค Mobile-First อาจต้องการตัวช่วยในการลบไฟล์ขยะ หรือไฟล์ที่ไม่ต้องการแล้วบนสมาร์ทโฟนแทนแล้วก็เป็นได้ ทาง Google จึงส่งแอปพลิเคชันใหม่ในชื่อ Files Go สำหรับช่วยล้างข้อมูล ค้นหา และแชร์ไฟล์ในสมาร์ทโฟนได้รวดเร็วขึ้น โดยแอปพลิเคชันตัวนี้ถูกวางไว้เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ Google จะติดตั้งลงในระบบปฏิบัติการ Android Oreo เวอร์ชัน Go ที่จะเปิดตัวในปี 2561 ด้วย

โดย Google เผยว่าสาเหตุหนึ่งของการใส่แอปพลิเคชันดังกล่าวลงใน Android Oreo คือการพบว่าปัญหาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไม่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัญหาอันดับต้น ๆ ของการใช้งานสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ ซึ่งหลายครั้งผู้ใช้งานได้จัดเก็บรูปภาพ วิดีโอ แอปพลิเคชัน และเอกสารต่าง ๆ ลงในสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่ไม่ได้ลบออก ส่งผลให้เนื้อที่ไม่เพียงพอและต้องเลือกว่าจะลบหรือเก็บอะไรบ้างนั่นเอง

ในจุดนี้ Google บอกว่า Files Go จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับไฟล์ที่ควรลบ เช่น แอปพลิเคชันที่ไม่ได้ใช้งาน ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ ไฟล์ที่ซ้ำกัน หรือไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดต่ำ (ใช้เทคโนโลยี Mobile Vision ของ Google) รวมถึงช่วยในการเสิร์ชหาไฟล์ในโฟลเดอร์ต่าง ๆ ให้แทน

นอกจากนั้น ใครที่ต้องการเก็บไฟล์ไว้ตลอดไป ก็สามารถสำรองไฟล์ไว้ในคลาวด์ อย่าง Google Drive ได้ หรือในกรณีที่ต้องการแชร์ไฟล์แบบออฟไลน์ ผู้ใช้สามารถส่งไฟล์ได้โดยตรงจากโทรศัพท์ไปยังโทรศัพท์ของเพื่อนที่อยู่ใกล้เคียงกันได้ผ่านทาง Files Go โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ไฟล์ที่ถูกส่งจะได้รับการเข้ารหัสในการส่งเพื่อความปลอดภัยด้วย

โดย Google อ้างว่าจากการทดสอบการใช้งาน Files Go พบว่าใน 1 เดือน ผู้ใช้สามารถประหยัดพื้นที่ได้โดยเฉลี่ย 1 GB

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ filesgo.google.com

 Source: thumbsup

The post Google มุ่งจัดการไฟล์ในมือถือ เปิดตัว”Files go” ลง Android Oreo Go ปีหน้า appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

นักการตลาด 39% เล็งเพิ่มงบประมาณ influencer marketing อีกปีหน้า

Wed, 12/06/2017 - 08:21

การสำรวจล่าสุดตอกย้ำว่าตลาด influencer marketing หรือการตลาดด้วยการใช้ผู้มีอิทธิพลจะยังแรงดีไม่มีตกในปีหน้า โดยนักการตลาดหลายรายขานรับว่าจะอัดฉีดงบประมาณเต็มที่ เพื่อขยายผลจากประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่เห็นได้ชัดเจนตลอดปีนี้

การสำรวจชื่อ “State of Influencer Marketing 2018” ซึ่งทำการสำรวจตลาดนักการตลาด 181 ราย ระบุว่า 86% ของนักการตลาดกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าใช้การตลาดแบบ influencer marketing ในปีนี้ (2017) และ 92% ยกให้ influencer marketing เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพแท้จริง

ผลงานยอดเยี่ยมของ influencer marketing จึงทำให้นักการตลาดมีแผนเพิ่มงบประมาณ เพื่อทำ influencer marketing อย่างเข้มข้นต่อเนื่องในปีหน้า โดยการสำรวจที่ถูกเปิดเผยล่าสุด พบว่านักการตลาดเกิน 1 ใน 3 หรือ 39% ของนักการตลาดมีแผนเพิ่มงบประมาณทำการตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลในหลากหลายรูปแบบ

67068368 – influencer marketing. chart with keywords and icons

การสำรวจนี้ดำเนินการโดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม content marketing หรือการตลาดด้วยเนื้อหาชื่อ Linqia ผลการสำรวจย้ำว่าส่วนใหญ่ในกลุ่ม 39% ของนักการตลาดที่จะเพิ่มงบ influencer marketing ปีหน้านั้นจะใช้จ่ายระหว่าง 25,000 ถึง 50,000 เหรียญสหรัฐ ราว 800,000-1,600,000 บาท ทั้งหมดวางแผนเพิ่มความเข้มข้นให้กลยุทธ์ influencer ของบริษัทมีประสิทธิผลยิ่งกว่าเดิม

เมื่อถามถึงความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำ influencer marketing ปีหน้า นักการตลาดส่วนใหญ่ยกให้การวัดผลความสำเร็จของแคมเปญ influencer marketing โดยราว 76% มองเรื่องการกำหนด ROI เป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง และ 42% ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริธึมเครือข่ายสังคมเป็นความท้าทายอันดับสอง

ที่มา: Dive

 Source: thumbsup

The post นักการตลาด 39% เล็งเพิ่มงบประมาณ influencer marketing อีกปีหน้า appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

“สังคมไร้เงินสด” เอกชน-รัฐ-ผู้บริโภค ใครได้ประโยชน์สูงสุด

Tue, 12/05/2017 - 22:40
มีผลการวิจัยจาก Roubini ThoughtLab ร่วมกับ Visa ชิ้นหนึ่งชื่อว่า Cashless Cities: Realizing the Benefits of Digital Payments 2017 ที่ภายในเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาผลประโยชน์สุทธิที่เมืองต่างๆ จะได้รับหากก้าวไปสู่ “เมืองไร้เงินสดในระดับที่เป็นไปได้” พร้อมจำแนกสิทธิประโยชน์ที่แต่ละภาคส่วนจะได้รับทั้งภาคเอกชน รัฐบาล และผู้บริโภค ซึ่งในฐานะที่กรุงเทพมหานครถูกสำรวจด้วยและมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน เราจึงขอนำข้อมูลต่าง ๆ จากงานวิจัยชิ้นนี้มาฝากกันค่ะ

การศึกษาชิ้นนี้พบว่า มหานครอย่างกรุงเทพได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดไปแล้ว 41% โดยสิ่งที่พบก็คือ ภาคธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากสังคมดิจิทัลนี้คิดเป็นมูลค่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยมีเหตุผลหลักจากการนำเอกสารภาษีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาปรับใช้ ทำให้ลดเวลาในการบริหารจัดการ รวมถึงการทำงานด้านเอกสารลงได้อย่างมาก ขณะที่ภาครัฐเองนั้น ก็จะสามารถดึงธุรกิจสีเทาให้ขึ้นมาตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ได้สะดวกมากขึ้น และเมื่อสามารถติดตามยอดขายได้แล้ว ก็ย่อมหมายความถึงภาษีที่จะเก็บได้มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ การใช้เงินสดน้อยลง ยังมีผลต่อสภาพสังคมโดยรวม ที่งานวิจัยเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมน้อยลงด้วยนั่นเอง จึงมีการประเมินออกมาเป็นตัวเลขว่าสังคมไร้เงินสดจะทำประโยชน์ให้ภาครัฐคิดเป็นมูลค่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในฟากของผู้บริโภค พบว่าแม้จะมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้างในการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอยู่บ้าง (ตัวเลขประมาณการจากผลการศึกษาดังกล่าวคือ 42 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่ผลดีที่จะเกิดกับผู้บริโภคก็คือ ลดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่อาจถูกโจรผู้ร้ายจ้องเล่นงานลงได้ ในอีกทางหนึ่งพบว่า การที่สามารถจ่ายเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้น จะช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมในการชำระเงินล่าช้าได้ด้วย ในแง่ของความประหยัดเวลานั้นพบว่า ผู้บริโภคในเขตเมืองของกรุงเทพมหานครใช้เวลาไปกับการเข้าธนาคารถึง 32 ชั่วโมงต่อปี แต่หากเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว จะสามารถประหยัดเวลาได้เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อปีเลยทีเดียว นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว การวิจัยดังกล่าวยังได้ศึกษาตัวเลขของเมืองต่าง ๆ อีก 99 แห่งจากทุกทวีปทั่วโลกด้วย ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น เราขอนำสถิติของประเทศเพื่อนบ้านในการก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดมาฝากกันดังนี้ สิงคโปร์ 44%
กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย 35%
กรุงพนมเปญ กัมพูชา 31%
กรุงฮานอย เวียดนาม 31%
กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย 31%
กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ 31% โดยในส่วนของกัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น รายงานฉบับนี้ระบุว่าเป็นเมืองที่ยังใช้เงินสดเป็นหลัก ส่วนเมืองที่เป็นผู้นำนั้น ได้แก่  เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย (78%) กรุงไทเป ไต้หวัน (70%) โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (68%) และกรุงโซล เกาหลีใต้ (58%) อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในภาพรวมของ 100 เมืองทั่วโลก พบว่า
  • ผู้บริโภคใน 100 เมืองหลักสามารถได้รับผลประโยชน์สุทธิ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการช่วยประหยัดเวลา 3,200 ล้านชั่วโมงในการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร ห้างค้าปลีก และการขนส่ง รวมถึงการลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดอีกด้วย
  • ธุรกิจในหัวเมืองทั้ง 100 แห่งสามารถได้รับผลประโยชน์โดยตรงมากกว่า 3.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการประหยัดเวลาในการประมวลผลการชำระเงินเข้าออกร่วมถึง 3,100 ล้านชั่วโมง และรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายฐานลูกค้าออนไลน์และในร้านค้า
  • การวิจัยยังพบอีกว่าการยอมรับเงินสดและเช็ค เพิ่มค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจถึง 7.1 เซ็นต์ของทุกเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับ เมื่อเทียบกับการเก็บเงินจากระบบดิจิทัลซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจเพียงแค่ 5 เซ็นต์ของทุกเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับ
รัฐบาลในทั้ง 100 เมืองหลักสามารถได้รับผลประโยชน์โดยตรงประมาณ 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ผลกระทบนี้จะมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น การประหยัดต้นทุนจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการบริหาร และค่าใช้จ่ายด้านคดีอาญาลดลงเนื่องจากการลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดนั่นเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Cashless Cities  Source: thumbsup

The post “สังคมไร้เงินสด” เอกชน-รัฐ-ผู้บริโภค ใครได้ประโยชน์สูงสุด appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Bluetooth จะครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของตลาดเครื่องเสียงไร้สายทั่วโลกปี 2023

Tue, 12/05/2017 - 10:30

จับชีพจรตลาดเครื่องเสียงไร้สาย การสำรวจล่าสุดพบว่าอีก 6 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2023 เทคโนโลยี Bluetooth จะครองเค้กชิ้นใหญ่ที่สุดในตลาดโลก

การสำรวจจากบริษัทวิจัยตลาด Reportlinker พบว่าผลจากความต้องการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น เทคโนโลยี Bluetooth จึงได้รับความนิยมสูงจนมีแนวโน้มเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มเครื่องเสียงระบบไร้สาย จุดนี้การสำรวจพบว่าตลาดระบบเสียงไร้สายจะเติบโตราว 10.06% ต่อปี (ตัวเลข CAGR หรืออัตราการเติบโตต่อปี)

หากคำนวณตามอัตราเติบโต 10% นี้ถือว่าตลาดเครื่องเสียงไร้สายนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 16,130 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว (2016) มาเป็น 31,800 ล้านเหรียญในปีนี้ ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดา

การสำรวจนี้ชี้ว่า เทคโนโลยีไร้สายที่เชื่อมต่อด้วยไว-ไฟ (Wi-Fi) และเทคโนโลยี UWB หรือ ultra-wideband รวมถึงความสามารถในการโต้ตอบกับอุปกรณ์อื่นโดยไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อด้วยสาย ทำให้การเติบโตของตลาดระบบเสียง Bluetooth เติบโตขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งให้การเพิ่มขึ้นของตลาดสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์พกพาอื่น ผลักดันให้ตลาดระบบเสียงแบบไร้สายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เติบโตขึ้นในอัตราก้าวกระโดดระหว่างปี 2017-2023

การสำรวจตีความได้ว่า ตลาดสมาร์ทโฟนและตลาดเครื่องเสียงไร้สายนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ดังนั้น การที่แบรนด์สมาร์ทโฟนจีนมีสัดส่วน 24% ของตลาดทั่วโลก ในขณะที่อินเดียเริ่มแซงหน้าตลาดสหรัฐ ขึ้นเป็นตลาดสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก นั้นย่อมมีผลถึงตลาดเครื่องเสียงไร้สายในอนาคตด้วยเช่นกัน

ที่มา: TheDrum

 Source: thumbsup

The post Bluetooth จะครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของตลาดเครื่องเสียงไร้สายทั่วโลกปี 2023 appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Facebook ปล่อยไม้ตาย ดึงเด็กเข้า Ecosystem ด้วย “Messenger Kids”

Mon, 12/04/2017 - 20:37

 

มีรายงานว่า เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,200 ล้านคนอย่าง Facebook Messenger ได้เปิดเวอร์ชัน Kids สำหรับเด็ก ๆ แล้ว โดยเวอร์ชันนี้เปิดมาเพื่อรองรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยเฉพาะ และมาพร้อมระบบซีเคียวริตี้เพื่อช่วยปกป้องเด็ก ๆ จากผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจเข้ามาหลอกลวงเด็ก ๆ ด้วย

โดยชื่อของแอปพลิเคชันที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการคือ “Messenger Kids” ซึ่งผู้ปกครองสามารถดาวน์โหลดและสร้างโปรไฟล์ให้เด็ก ๆ ได้ ข้อดีของแอปพลิเคชันคือ คนที่จะคุยกับเด็ก ๆ ได้นั้นต้องเป็นคนที่ผู้ปกครองอนุญาตก่อนด้วย

แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ กลยุทธ์ของ Facebook ที่มองว่า เมื่อมี Messenger Kids ก็หมายความว่าสมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็สามารถอยู่ด้วยกันในกรุ๊ปแชท และสามารถสื่อสารถึงกันได้ อีกทั้ง เด็ก ๆ วัยพรีทีนเหล่านี้ยังไม่สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานของ Facebook ได้ แต่หากจะรอให้เด็ก ๆ โต ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันว่าอาจจะหนีไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเช่น Snapchat เสียก่อน ดังนั้น การมี Messenger Kids จึงเป็นการดึงผู้ใช้งานกลุ่มนี้เข้าสู่ Ecosystem ของ Facebook ได้ และสามารถใช้ Messenger Kids เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับเพื่อนฝูงได้ด้วย 

นอกจากนี้ในแอปพลิเคชัน Messenger Kids ยังมีฟิลเตอร์ที่ป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ แชร์ภาพนู้ด หรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความรุนแรงติดตั้งเอาไว้ และมีการออกแบบ GIF, หน้ากากต่าง ๆ สำหรับเด็ก ๆ ให้ได้ใช้งานกันด้วย

ทั้งหมดนี้ หากพิจารณาคุณสมบัติของ Messenger Kids ให้ดี ๆ แล้ว มองได้ว่า Messenger Kids น่าจะเป็นอาวุธลับที่ Facebook ส่งออกมาเพื่อจัดการกับ Snapchat ให้เด็ดขาดนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ TechCrunch

 Source: thumbsup

The post Facebook ปล่อยไม้ตาย ดึงเด็กเข้า Ecosystem ด้วย “Messenger Kids” appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

ไม่สนแล้ว? Facebook ลุยโฆษณา pre-roll บน Watch

Mon, 12/04/2017 - 17:56

หลังจากเปิดบริการครบ 3 เดือน วันนี้มีข่าวว่า Facebook กำลังเริ่มเปิดศักราชสร้างรายได้จากโฆษณาวิดีโอบนบริการ Watch โดย Facebook จะประเดิมด้วยการทดสอบระบบโฆษณาเล่นก่อนรายการหรือ pre-roll video บนแพลตฟอร์ม Watch

31 สิงหาคมที่ผ่านมาคือวันที่ Facebook Inc เปิดให้บริการวิดีโอชื่อ Watch แก่ชาวอเมริกันทุกคน โดยวางแผนให้ผู้คนสามารถเพิ่มรายการโชว์ที่ตัวเองชอบแล้วแบ่งให้เพื่อนชม ความเคลื่อนไหวนี้ถูกฟันธงว่าเจ้าพ่อเครือข่ายสังคมเบอร์ 1 ของโลกจะสามารถเขย่าบัลลังก์ของ Alphabet Inc ด้วยการแย่งส่วนแบ่งรายได้โฆษณาจาก YouTube มาไม่มากก็น้อย

ล่าสุด มีรายงานว่า Facebook กำลังจะเริ่มหาทางสร้างรายได้จากโฆษณาวิดีโอบน Watch ด้วย pre-roll ad ทั้งที่ก่อนหน้านี้ Facebook แสดงท่าทีต่อต้านรูปโฆษณานี้ โดย Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งได้กล่าวว่าโฆษณา pre-roll ads นั้นไม่สอดคล้องกับระบบแสดงฟีดข่าวหรือ News Feed ของบริษัท

สื่ออเมริกันที่รายงานว่า Facebook จะทำ pre-roll ad คือ Variety จุดนี้รายงานระบุว่า Facebook กำลังพอใจกับผลงานของ Watch ซึ่งถูกตั้งเป้าเงินลงทุน 1 พันล้านเหรียญในการสร้างเนื้อหาวิดีโอต้นฉบับสำหรับเผยแพร่บน Facebook ที่แรก ทำให้ Facebook เริ่มเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ไม่มีการยืนยันใดจาก Facebook ซึ่งหากเป็นจริง ผู้บริโภคย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยากชมรายการของ Facebook ที่มีคิวเปิดตัวภาพยนตร์สารคดี 8 ตอนเกี่ยวกับทีมฟุตบอลเรอัลมาดริด รวมถึงซีรีส์เรียลริตี้เกี่ยวกับครอบครัวของผู้เล่นทีม L.A. Lakers ชื่อ Lonzo Ball ทั้ง 2 รายการถือเป็นเนื้อหาที่เจาะกลุ่มตลาดเฉพาะทางอย่างแฟนกีฬาแดนลุงแซมแบบสุดขีด

นอกจากนี้ยังมีรายการที่ไม่มีสคริปต์ซึ่งนำแสดงโดย Bill Murray และพี่ชาย Brian Doyle-Murray รวมถึงรายการเรียลริตี้เกี่ยวกับดาวดัง NBA อย่าง Dwayne Wade และละครชุดหรือซีรีส์ดราม่าจากผลงานการผลิตของ Kerry Washington

ที่มา: TheDrum

 Source: thumbsup

The post ไม่สนแล้ว? Facebook ลุยโฆษณา pre-roll บน Watch appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

คาดการณ์ปี 2020 วิดีโอจะกลายเป็นสื่อหลักบนอินเทอร์เน็ต

Mon, 12/04/2017 - 14:13

ใครที่ยังไม่เริ่มต้นกับคอนเทนต์วิดีโอ อาจต้องลุกขึ้นมาขยับแข้งขยับขากันได้แล้ว เพราะมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 นั้น คอนเทนต์กว่า 80% ของทราฟฟิกทั่วโลกจะเป็นคอนเทนต์วิดีโอ และจะมีนักการตลาดถึง 87% ใช้วิดีโอกับแคมเปญของตัวเอง

โดยคอนเทนต์ที่คาดการณ์กันว่าจะมาแรงที่สุดสำหรับวิดีโอคือคอนเทนต์ประเภท Live ทั้งหลายที่ปัจจุบันเปิดให้บริการบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, YouTube, Snapchat ซึ่งมีแนวโน้มว่าตลาดดังกล่าวจะมีมูลค่าถึง 70.5 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2021 เลยทีเดียว และเมื่อเวลานั้นมาถึง มีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคเองก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมไปอีก โดยจะมีความต้องการชมคอนเทนต์แบบ Live กันมากขึ้น ส่วนคอนเทนต์แบบ Text ก็แน่นอนว่าจะถูกลดทอนความสำคัญลงไปตามระเบียบ

ในแง่ของระยะเวลาก็เช่นกัน มีแนวโน้มว่า การ Live ในอนาคตจะใช้เวลายาวนานมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ประมาณสามเท่าอีกด้วย

แต่นอกจากคอนเทนต์วิดีโอที่จะถึงผู้บริโภคให้อยู่กับแบรนด์บนช่องทางต่าง ๆ แล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญไม่แพ้กัน และจะมีบทบาทมากขึ้นในปีหน้าที่จะถึงนี้ก็คือแชทบ็อท เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายมากขึ้น แถมยังไม่มีการจำกัดเวลาเหมือนในอดีต ดังนั้นแชทบ็อทจึงเป็นทางเลือกที่แบรนด์ต่าง ๆ จะหยิบมาพิจารณามากขึ้นนั่นเอง

โดยมีการคาดการณ์ว่า แชทบ็อทเองก็จะครองส่วนแบ่งในตลาดแชทมากขึ้น ประมาณ 30% ของทราฟฟิกทั้งหมด

ส่วนผู้บริโภคของเราจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มใดกันบ้าง ถ้าถามชาว Gen Z ที่ชื่นชอบ YouTube เป็นทุนเดิมก็คงต้องบอกว่า อยู่กับ YouTube มากที่สุด 31% รองลงมาก็คือ Instagram 24% ส่วน Facebook – Snapchat นั้นใกล้เคียงกันที่ 11% และ 14% ส่วน Twitter อยู่ที่ 5% ซึ่งแพลตฟอร์มหลักของชาว Gen Z ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นแพลตฟอร์มที่ Influencers มีอิทธิพลสูงมากเสียด้วย ทั้งหมดนี้จึงอาจนำไปสู่การคาดการณ์ได้ว่า นักการตลาดยุคดิจิทัลคงต้องเจอกับการทำงานอย่างหนักเช่นนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ ๆ เลยนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ MarketingProfs

 

 

 

 Source: thumbsup

The post คาดการณ์ปี 2020 วิดีโอจะกลายเป็นสื่อหลักบนอินเทอร์เน็ต appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Rocket Internet เซ็ง เว็บซื้อขายรถ Carmudi โคม่าในเวียดนาม

Mon, 12/04/2017 - 09:00

Carmudi.vn เว็บไซต์ซื้อขายรถมือ 2 สาขาเวียดนามในเครือ Rocket Internet นั้นถูกซื้อกิจการไปแล้วราคาเพียง 50,000 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น (ราว 1.6 ล้านบาท) ผลจากพิษขาดทุนเรื้อรังซึ่งทำให้ Rocket Internet ตัดสินใจขายกิจการทิ้งไป

บริษัทที่ซื้อ Carmudi.vn ไปคือ Fram ผู้ให้บริการด้านไอทีสัญชาติสวีเดนและเวียดนาม เบื้องต้น Fram ให้ข้อมูลว่า Carmudi.vn มียอดขายราว 190,000 เหรียญสหรัฐระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ แต่ยอดขายนี้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้ตัวเลขขาดทุนยังเกินกว่าระดับ 506,000 เหรียญสหรัฐ เฉพาะปี 2016 บริษัทมีรายได้ 169,000 เหรียญสหรัฐ แต่ขาดทุน 518,000 เหรียญสหรัฐ

ในภาพรวม เว็บไซต์ Carmudi.vn มีการเข้าชมหน้าเว็บทั่วไปประมาณ 1.1 ล้านครั้งในเดือนกันยายน 2017

ผลจากการซื้อกิจการ Fram จะถือหุ้น 95% ใน Carmudi Vietnam โดย Fram จะได้สิทธิ์ในการใช้แบรนด์ Carmudi อย่างเบ็ดเสร็จในเวียดนาม รวมถึงการเป็นเจ้าของโดเมน “carmudi.vn” และใบอนุญาตให้ดำเนินการอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบในเวียดนาม

ประเด็นหลังนี้เองที่ Fram จะต่อยอดธุรกิจ เพราะบริษัทตั้งใจจะใช้ใบอนุญาตในการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซอื่นเพิ่มเติมในประเทศ

สำหรับ Carmudi เป็นบริการที่ Rocket Internet เจ้าพ่อออนไลน์สัญชาติเยอรมนีเริ่มก่อตั้งขึ้นใน 2013 บนความหวังสร้างตลาดออนไลน์สำหรับรถใหม่และรถมือ 2 ในตลาดที่มีการพัฒนาที่เร็วที่สุดในโลกอย่างเอเชีย เวียดนามเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่ Rocket Internet ปูพรมลงทุนอัดฉีดเพื่อดึงให้ผู้ใช้หันมาสนใจตลาดรถออนไลน์ โดยผู้ซื้อและผู้ขายสามารถโพสต์และค้นหารายชื่อรถที่ต้องการได้สะดวก ขณะที่ Carmudi ทำรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมการโฆษณาและการขายพื้นที่โฆษณา

ที่ผ่านมา Carmudi ประกาศเพิ่มทุนหลายครั้ง ครั้งล่าสุดคือปี 2015 ราว 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 800 ล้านบาทเพื่อลุยตลาดเอเชียให้เต็มที่ ครั้งนั้นบริษัทระบุว่าจะยึดหัวหาดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และเวียดนามเช่นที่เคยประกาศเมื่อแรกก่อตั้ง ก่อนขยายไปพื้นที่อื่น

การเพิ่มทุนครั้งนี้ของ Carmudi นั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากประกาศเพิ่มทุนมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯเมื่อปี 2014 ก่อนหน้านี้ Carmudi ยืนยันว่าบริษัทมีอัตราเติบโตมากกว่า 50% ในตลาดที่เปิดให้บริการ 20 ประเทศทั่วโลก (7 ใน 20 ประเทศนี้อยู่ในพื้นที่เอเชีย) โดยยอดจำหน่ายรถมือ 2 ในเว็บไซต์มีจำนวนกว่า 300,000 คันทั่วโลก สถิติผู้ใช้งานคือ 5 ล้านคนต่อเดือน

เวลานั้น ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการทั่วไป Carmudi อย่าง Stefan Haubold ให้ความเห็นว่าเหตุที่ Carmudi เติบโตได้ดีใน 4 ตลาดอาเซียน “ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และเวียดนาม” คือเพราะตลาดเหล่านี้มีความพร้อมในการซื้อขายรถยนต์และจักรยานยนต์ แถมความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจก็เป็นตัวส่งเสริมที่ดีเยี่ยม

ความล้มเหลวของ Carmudi.vn สะท้อนว่าบริษัทไม่สามารถผ่านความท้าทาย เรื่องการดึงคนซื้อขายรถมือ 2 จากระบบออฟไลน์ให้เข้าสู่ระบบออนไลน์ เพราะแม้ผู้ซื้อและผู้ขายจะได้เห็นความง่ายในการขายยานยนต์ที่เกิดขึ้นได้ในเวลาเพียง 2 นาที แต่ผู้ซื้อขายรถมือ 2 ในเอเชียจำนวนมากยังยึดวิธีซื้อขายดั้งเดิมแบบเห็นหน้าและจับตัวรถ

ที่มา: TechinAsia

 Source: thumbsup

The post Rocket Internet เซ็ง เว็บซื้อขายรถ Carmudi โคม่าในเวียดนาม appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Experience สำคัญ LEGO เปิดตัวแอปพลิเคชัน AR ชวนเด็กเล่นตัวต่อบนโลกจำลอง

Sat, 12/02/2017 - 08:51
Lego ตัวต่อของเล่นที่เป็นเพื่อนของเด็ก ๆ มาหลายยุคหลายสมัยได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน Augmented Reality แล้วบน App Store ในชื่อ LEGO AR-Studio ซึ่งความน่าสนใจก็คือ เลโก้มองว่า แอปพลิเคชันนี้จะสามารถสร้างประสบการณ์ในการเล่น Lego ให้ดีขึ้นด้วยนั่นเอง

โดยในแอปพลิเคชัน มีแบบของตัวต่อ Lego ให้ผู้ใช้งานเลือกมาเล่นได้หลายแบบ เพียงมองหาพื้นที่ว่าง ๆ ภายในบ้าน หรือสนามหญ้าแล้วจิ้มลงไปที่ชุด Lego ที่สนใจ ภาพเสมือนจริงของ Lego ชุดนั้นก็จะมาปรากฏอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนทันที (รองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่รัน iOS 11 ขึ้นไปเท่านั้น ได้แก่ iPhone 6s, 6s Plus, 7, 7 Plus, SE, 8, 8 Plus, iPhone X, iPad Pro และ iPad (2017) ส่วนแฟน ๆ แอนดรอยด์รอไปก่อนนะจ๊ะ) อย่างไรก็ดี เมื่อแบบจำลองของ Lego มาปรากฏแบบเสมือนจริงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแล้ว ก็จะมีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นกับแบบจำลองนั้น ๆ ด้วย เช่น มีไฟไหม้ หรือตัวละครได้รับอุบัติเหตุ ทีนี้ก็จะถึงตาผู้เล่นอย่างเรา ๆ ให้เข้าไปช่วย โดยมีรางวัลเป็นตัวต่อสีทองเป็นการตอบแทน Tom Donaldson รองประธานของ LEGO Creative Play Lab กล่าวถึงแอปพลิเคชัน LEGO AR-Studio นี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขาบอกว่า รูปแบบการเล่นในอนาคตจะเป็นเช่นไรนั้น เป็นเรื่องที่เด็ก ๆ (และผู้ใหญ่?) ในวันนี้สามารถออกแบบขึ้นมาเองได้ โดยเขามองว่า แอปพลิเคชันนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการเล่นที่เด็ก ๆ สามารถนำตัวต่อของจริงมาเล่นร่วมกับภาพจำลองในแอปพลิเคชัน AR ซึ่งจะช่วยต่อยอดจินตนาการให้กับเด็ก ๆ ได้อีกมากนั่นเอง คำตอบของ Tom Donaldson จึงน่าจะส่งไปถึงใครหลายคนที่อาจมีคำถามว่า แล้วแอปพลิเคชัน AR ตัวนี้จะทำให้ผู้เล่นเมินการซื้อตัวต่อ Lego ของจริงไปหรือไม่ เพราะคงจะดีไม่น้อย หากในสถานการณ์ที่กำลังเกิดในเกมนั้น มีตัวต่อที่เราสร้างขึ้นเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ที่สำคัญ เราเชื่อว่าคนเล่น Lego ไม่ได้มีแต่เด็ก ๆ ซึ่งในกลุ่มผู้เล่นผู้ใหญ่ หลายคนอาจได้ไอเดีย นำคอนเทนต์ AR มาผสมร่วมกับตัวต่อของจริงแล้วผลิตเป็นคลิปวิดีโออัปโหลดขึ้น YouTube ได้อีกต่อด้วย ส่วนข้อดีอีกประการของแอปพลิเคชันนี้ที่ Lego ทำออกมาแล้วได้ใจผู้เล่นคือ ฟรี และไม่มีการซื้อภายในเกม แต่ก็ไม่แน่ว่า ถ้าอนาคต การเล่นในลักษณะนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น Lego อาจเปิดให้มีการซื้อขายขึ้นภายในแอปพลิเคชันด้วยเช่นกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Forbes  Source: thumbsup

The post Experience สำคัญ LEGO เปิดตัวแอปพลิเคชัน AR ชวนเด็กเล่นตัวต่อบนโลกจำลอง appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

เริ่มแล้ว Google Trends เชื่อมโยงข้อมูลทุกรูปแบบการเสิร์ช

Fri, 12/01/2017 - 19:00

บริการ Google Trends ได้รับการอัปเดทครั้งล่าสุดเพื่อช่วยให้นักโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณามีข้อมูลเรียลไทม์มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการค้นหายอดนิยมและการค้นหาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ Google Trends สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข้ามการเสิร์ชหลากรูปแบบ ทั้งภาพ ข่าว วิดีโอ และสินค้า

การอัปเดทนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ลงโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณามีกระดานข้อมูลเกี่ยวกับผลการค้นหาชิ้นเดียว โดย Google ปรับให้ Google Trends สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากการเสิร์ชบน YouTube, บริการ Google Shopping, บริการ Google Images และ Google News จุดนี้ Google ระบุในบล็อกโพสต์ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้แบรนด์เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังต้องการค้นหาได้ดีขึ้น

Simon Rogers บรรณาธิการข้อมูลแผนก Google News Lab อธิบายว่า Google Trends ใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้ที่เป็นนักการตลาดสามารถเข้าถึงสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหาได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากนักการตลาดจะสามารถมองเห็นโลกในแบบเรียลไทม์ ผ่านเลนส์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งเลนส์จากแพลตฟอร์มข่าว ช้อปปิ้ง รูปภาพ และวิดีโอบน YouTube

“เรากำลังเปิดข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกกำลังมองหาอะไร โดยอิงข้อมูลจริงจากสิ่งที่พวกเขากำลังมองหา – ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเคร่งเครียด หรือเป็นเรื่องประเภทใดก็ตาม”

สำหรับการอัปเดท Google Trends ครั้งนี้จะเริ่มให้บริการทั่วโลกบนเดสก์ท็อปและอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยการปรับปรุงเหล่านี้ใน Google Trends นั้นได้รับเสียงชมจากบริษัทสื่อไม่น้อย เนื่องจากเป็นการปรับปรุงที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโฆษณา สามารถเจาะลึกลงไปในข้อมูลและทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกที่ดีและถูกต้องมากขึ้นในมิติการค้นหาข้อมูลหลายรูปแบบ

Erik Magelssen ผู้อำนวยการด้านเนื้อหาดิจิทัลของ Click2View กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือแบรนด์และบริษัทสื่อจะสามารถจัดทำเรื่องราวที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยที่ผ่านมา Google Trends ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับนักการตลาดด้วยเนื้อหา เนื่องจากผู้ลงโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณาสามารถวางแผนการผลิตเนื้อหาตามแนวโน้มที่พบใน Google Trends ได้แบบไม่ต้องโยนหินถามทาง

ที่มา: CampaignAsia

 Source: thumbsup

The post เริ่มแล้ว Google Trends เชื่อมโยงข้อมูลทุกรูปแบบการเสิร์ช appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Dentsu พร้อมจ่ายเงินล้านให้พนักงาน เป็นค่าโอทีต่อเนื่อง 2 ปี

Fri, 12/01/2017 - 13:40

ไม่ใช่พนักงานคนเดียว แต่ Dentsu มีแผนจ่ายเงินค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอทีให้กับกลุ่มพนักงานบางส่วนเป็นมูลค่าหลายล้านเยน โดยค่าโอทีนี้เกิดขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่อง 2 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฏหมายแรงงานของญี่ปุ่น ถือเป็นอีกข่าวน่าสนใจในวงการเอเจนซี่ที่โลกจับตามอง

เหตุที่ทำให้ Dentsu ถูกจับตามอง เพราะมูลค่าเงินที่ Dentsu เตรียมไว้สำหรับเป็นค่าทำงานล่วงเวลานี้ถือว่าสูงมาก โดย Dentsu ระบุว่าจะชดเชยพนักงานในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งเป็นการทำงานล่วงเวลาที่ไม่ได้ชำระเงิน เนื่องจากถูกบันทึกว่าเป็นการฝึกอบรมส่วนบุคคล

เบื้องต้น Dentsu จะจ่ายเงินจำนวน 2.4 พันล้านเยน (22 ล้านเหรียญสหรัฐ) แก่พนักงานสำหรับการทำงานล่วงเวลาระหว่างเดือนมีนาคม 2015 ถึงมีนาคม 2017 จุดนี้ Shusaku Kannan โฆษกของ Dentsu กล่าวว่าการชำระเงินนี้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานที่กรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบว่าทำงานด้าน “self-training at the office” หรือการฝึกอบรมตัวเองที่สำนักงาน Dentsu

“ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในประเทศญี่ปุ่น เราได้ตัดสินใจที่จะจ่ายค่าล่วงเวลา เพื่อพนักงานที่ศึกษาอบรมด้วยตนเอง รวมถึงเหตุผลอื่นที่ช่วยสร้างสรรค์ความคิด หากเหตุผลนั้นเกี่ยวข้องกับงานของบริษัท” Kannan กล่าว

ความน่าสนใจของข่าวนี้ คือคำประกาศของ Dentsu ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับภาพลบของ Dentsu ที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม นั่นคือภาพลบเรื่องการฝ่าฝืนกฏหมายแรงงาน และการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินไป ก่อนหน้านี้ Dentsu ถูกปรับเงินกว่า 500,000 เยน (4,500 เหรียญ) เมื่อครั้งมีการพิจารณาคดี ซึ่งรายงานจากสื่อจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นค่าปรับที่ต่ำเกินไป

Dentsu และหน่วยงานเอเจนซี่อื่นในญี่ปุ่นจึงล้วนกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการปฏิรูปที่หวังจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเอเจนซี่ญี่ปุ่นในอนาคตอาจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่แน่ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลถึงเอเจนซี่ไทยด้วย

ที่มา: CampaignAsia

 Source: thumbsup

The post Dentsu พร้อมจ่ายเงินล้านให้พนักงาน เป็นค่าโอทีต่อเนื่อง 2 ปี appeared first on thumbsup.

Categories: Technology

Pages