HFocus

Subscribe to HFocus feed
HealthFocus.in.th
Updated: 16 hours 11 min ago

แพทย์เตือนวัยรุ่น ไม่เล่น ‘ฝันหวานกดหลับ’ ชี้เสี่ยงตาย อันตรายถึงชีวิต

Tue, 12/12/2017 - 15:36

กรมการแพทย์เตือนวัยรุ่นเล่น “ฝันหวานกดหลับ” เสี่ยงตาย อันตรายถึงชีวิต ชี้ผู้ปกครองคอยดูแลเข้มงวด พร้อมงดการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบ

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การเล่นที่เรียกว่า ฝันหวานกดหลับ เเละมีอีกหลายชื่อ เช่น choking game, pass-out challenge, fainting game, space cowboy เป็นต้น เป็นการเล่นของวัยรุ่นที่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งเป็นการเล่นที่อันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้และไม่ควรทำตามเป็นอย่างยิ่ง วิธีการ คือ ให้เพื่อนหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ และยืนเบ่งท้อง แล้วให้เพื่อนอีกคนไปกดหน้าอก ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนเข้าหัวใจได้และทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง จนเกิดอาการหมดสติ สาเหตุที่ทำให้หมดสติเกิดจาก 2 กลไกหลัก คือ 1. การหายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มีอาการชาตามตัว หน้ามืดวิงเวียน และทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นด่างซึ่งจะทำให้ความดันต่ำลงได้ง่าย 2.การกลั้นหายใจและเบ่ง และการกดหน้าอกหรือท้อง ทำให้เลือดเข้าหัวใจได้ลดลง จึงไปเลี้ยงสมองลดลงเช่นกัน จนนำไปสู่การหมดสติ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เกิดจากอาจล้มศีรษะกระแทกพื้น เกิดบาดแผลรุนแรงหรือเลือดออกในสมอง หากสมองขาดออกซิเจนนาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ การกดหน้าอกรุนแรงที่ผิดวิธีอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักรุนแรงและเป็นอันตรายต่อปอดและหัวใจ และที่สำคัญอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

หากพบเหตุการณ์ที่มีคนเล่นเช่นนี้แล้วเกิดอาการหมดสติ วิธีการช่วยเหลือ คือ ต้องจับนอนราบกับพื้นโดยเร็วเพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปสู่สมองได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้กลับมาคืนฟื้นสติโดยเร็ว แต่หากไม่ฟื้นไม่หายใจและคลำชีพจรไม่ได้ ให้เริ่มการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ทันที อย่างไรก็ตามการป้องปรามเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คือ การที่ผู้ปกครองคอยดูแลไม่ให้เด็กเล่นที่อันตรายเช่นนี้และงดการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์เพื่อไม่ให้เกิดการลอกเลียนแบบต่อไป

Categories: Health

ชง สธ.ประกาศวาระ zero tolerance เกิดความรุนแรงใน รพ.ต้องไม่จบแค่ ‘ขอโทษ’

Tue, 12/12/2017 - 14:26

อาจารย์แพทย์ รามาฯ ถอดบทเรียนแนวทางจัดการความรุนแรงในโรงพยาบาลของต่างประเทศ ระบุ ผู้บริหารจำเป็นต้องลงทุนสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เสนอ สธ.ประกาศวาระ zero tolerance เมื่อเกิดความรุนแรงกับบุคลากรต้องไม่จบแค่การขอโทษ โรงพยาบาลสหรัฐฯ ทดลองตั้งเครื่องจับโลหะในห้องฉุกเฉิน 6 เดือน พบคนปืน 33 ราย มีดอีกกว่า 1 พัน

พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา

พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวในเวทีเสวนาหัวข้อ “ทางออก แก้ไข ป้องกันและแก้ปัญหา วิกฤต ความรุนแรงในโรงพยาบาล ER ในโรงเรียนแพทย์ และการจัดระเบียบ” ภายใต้งานสัมมนา “วิกฤต คุกคาม ความรุนแรงในโรงพยาบาล ทางออกคืออะไร” ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบงานบริการสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตแพทย์ แพทยสภา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ตอนหนึ่งว่า ความรุนแรง (violent) เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีทั้งการตบตีทำร้ายร่างกาย การใช้คำพูดด่าทอ หรือแม้แต่การโพสต์ทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนตัวคิดว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องประกาศจุดยืน zero tolerance เพื่อให้ผู้บริหารทุกระดับประกาศนโยบายลงไปสู่การปฏิบัติ เพราะเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงแล้วจบลงด้วยการเอากระเช้ามาขอโทษ ถือเป็นการบั่นทอนความรู้สึกบุคลากรเป็นอย่างมาก

พญ.ยุวเรศมคฐ์ กล่าวว่า หากต้องการป้องกันความรุนแรงจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการวิเคราะห์สถานที่ทำงาน เช่น วอร์ด ห้องฉุกเฉิน ว่ามีโอกาสเกิดปัจจัยเสี่ยงอะไรได้บ้าง เมื่อวิเคราะห์แล้วก็นำความเสี่ยงนี้ไปวางแผนปรับปรุงเพื่อให้เกิด Patient and Personnel Safety (2P Safety)

สำหรับวิธีการวิเคราะห์ของต่างประเทศมีหลากหลาย ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์หาสาเหตุราก หรือ Root cause analysis : RCA โดยมีทั้งสิ้น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1.เมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้น ต้องเอาเรื่องราวกับช่วงเวลามาประกอบกัน เช่น เกิดเหตุอย่างไร เวลาเท่าไร 2.ย้อนกลับไปดูว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ คือหากย้อนไปแก้ไขจุดนี้ได้แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น 3.แน่นอนว่าไม่มีอะไรอยู่ในกล้องวงจรปิดทั้งหมด ฉะนั้นต้องย้อนกลับไปฟังบุคลากรที่อยู่หน้างาน 4.วิเคราะห์ระบบว่าจุดไหนคือช่องโหว่ เช่น ช่วงเวลานี้บุคลากรน้อย ไม่เพียงพอต่อการอธิบายคนไข้ ก็ต้องไปแก้ไข 5.คิดอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังมีหลักการที่เรียกว่า Bow Tie technic คือเวลาคิดค้นมาตรการจัดการความรุนแรงต่างๆ ต้องมองทั้งสองปีก คือ 1.มาตรการการป้องกัน ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย เช่น อบรมบุคลากร การพูดคุยกับคนไข้ต้องยืนอยู่ห่างเป็นระยะทางเท่าไร กี่องศา ต้องมองจุดไหน ฯลฯ 2.เมื่อเกิดเหตุแล้วต้องมีแผนในการ response คือเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงแล้วต้องมีมาตรการในการจัดการ ไม่ใช่จบลงด้วยการขอโทษเพียงอย่างเดียว

พญ.ยุวเรศมคฐ์ กล่าวว่า เมื่อเราทำ RCA เสร็จ ก็ต้องมาวิเคราะห์ดูว่าปัจจัยเชิงระบบอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรง ซึ่งหลักการในการวิเคราะห์หลักๆ อาทิ 1.Organization องค์กรมีนโยบายอะไรหรือไม่ เช่น หลังเวลาราชการแล้วคนไข้จะไปกระจุกตัวอยู่ในห้องฉุกเฉิน ซึ่งมีผลการศึกษาระบุว่าห้องฉุกเฉินที่มีความแออัด และจุดที่มีพยาบาลน้อย จะเกิดความรุนแรงขึ้น ฉะนั้นต้องแก้ไขในจุดนี้ 2.Work Environment มีความปลอดภัยหรือไม่ 3.การศึกษาอบรมเพียงพอหรือไม่ เช่น เวลามีคนมาทำร้ายร่างกายเรา จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่งคือกลุ่มที่ป่วยซึ่งจะมีความอดทนต่ำ หรือมีความคิดเลอะเลือนไป สองคือกลุ่มคนที่ตั้งใจจะมาก่ออาชญากรรม ตรงนี้เวลาคนที่เดินเข้ามาในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้และสามารถมองออก

พญ.ยุวเรศมคฐ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการวางระบบรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในการทำงานนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องลงทุน และต้องมีนโยบายจากผู้บริหาร เช่น ในต่างประเทศมีกระจกกันกระสุน ถามว่าในวันนี้ประเทศไทยผู้บริหารพร้อมลงทุนตรงนี้แล้วหรือไม่ เพราะแน่นอนว่ามนุษย์มีข้อจำกัดต่างๆ เช่น คนตัวเล็กสู้คนตัวใหญ่ไม่ได้ คนมือเปล่าสู้คนมีอาวุธไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบเพื่อช่วยลดข้อจำกัดของมนุษย์

ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างในต่างประเทศที่มีการวางหลักการในการออกแบบห้องฉุกเฉิน โดย 1.ต้องมีสัญญาณเตือน มีปุ่มกด มีสัญญาณของความช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือมีระบบตรงไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2.มีเครื่องตรวจจับโลหะ โดยข้อมูลของโรงพยาบาลในดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา ภายหลังใช้เครื่องตรวจจับโลหะ 6 เดือน พบว่ามีผู้ที่พกปืนเข้ามาในห้องฉุกเฉิน 33 ราย พกมีด 1,324 ราย พกสเปย์ 97 ราย และคนอื่นๆ พบวัตถุอันตรายๆ เล็กๆ น้อยๆ จำนวนมาก และมีข้อมูลอีกว่าแพทย์ในห้องฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกาต้องพกปืนมาทำงาน

3.มีกระจกกันกระสุน 4.ติดตั้งกล้องวงจรปิด 5.จัดทำ safe room สำหรับบุคลากรทางการแพทย์วิ่งเข้าไปหลบเมื่อเกิดภัย 6.ห้อง time out เป็นห้องควบคุมคนไข้ที่มีความเสี่ยงก่อความรุนแรง 7.เฟอร์นิเจอร์ต้องน้อยและไม่มีความเสี่ยง

Categories: Health

สธ.ชื่นชม 3 ผลงานเด่นเขตสุขภาพที่ 2 ‘แฮปปี้มันนี่ รพ.สร้างสุข บันทึกข้อมูลอุบัติเหตุ’

Mon, 12/11/2017 - 09:53

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชื่นชม 3 ผลงานเด่นเขตสุขภาพที่ 2 สามรถนำไปประยุกต์ใช้และเป็นต้นแบบการดำเนินงานในหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน

พญ.มยุรา กุสุมภ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมแพทย์, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และคณะตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 2 ประกอบด้วย 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ที่ โรงพยาบาลสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

พญ.มยุรา กล่าวว่า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ จนถึงศูนย์เชี่ยวชาญระดับสูง มีระบบส่งต่อภายในเครือข่าย เกิดการดูแลแบบเบ็ดเสร็จ เพิ่มการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้สโลแกน “บริการทุกคน ทุกอย่าง ทุกที่ ทุกเวลาด้วยเทคโนโลยี”

พญ.มยุรา กล่าวต่อว่า เขตสุขภาพที่ 2 ได้นำเสนอผลการดำเนินงานที่เป็นการดำเนินงานที่น่าชื่นชม 3 เรื่องได้แก่

1.แฮปปี้มันนี่ ของโรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก ปัญหาการเงินเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่เป็นหนี้นอกระบบ โดยเปิดรับเจ้าหน้าที่ที่เป็นหนี้เข้ารับการอบรมปรับทัศนคติเกี่ยวกับการเงิน ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย จัดตั้งคลินิกการเงินจัดการหนี้สร้างวินัยการเงินการออม และปลดหนี้นอกระบบให้ผู้ที่ผ่านการประเมินโดยไม่คิดดอกเบี้ย ให้ผ่อนจ่ายคืนในอัตราที่เหมาะสม ผลการดำเนินงานพบว่าเจ้าหน้าที่มีความสุขขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น ไม่พึ่งพาหนี้นอกระบบ

2.โรงพยาบาลสร้างสุข โดยเขตสุขภาพที่ 2 ดำเนินการไปแล้ว 2 โรงพยาบาลได้แก่ โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ โดยโรงพยาบาลคำนึงถึงผู้รับบริการและตัวผู้ปฏิบัติ ให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรต่างๆอาทิ การสื่อสารอย่างสันติ การพัฒนาจิตใจให้เป็นวิถีเพื่อไปใช้ในชีวิตประจำวันมีการจัดกิจกรรมเช่น สร้างสุขก่อนเริ่มงาน สุขสำราญก่อนกลับบ้าน ประชุมแบบมีส่วนร่วม ป้ายเตือนสติ เป็นต้น ผลการดำเนินงานทำให้ผู้มารับบริการพึงพอใจมากขึ้น จำนวนร้องเรียนน้อยลง ได้รับคำชื่นชมจากผู้รับบริการทั้งต่อหน้าและทางสื่อออนไลน์

3.โครงการพัฒนาคุณภาพระบบข้อมูลและสารสนเทศงานอุบัติเหตุ จังหวัดสุโขทัย โดยใช้โปรแกรม (JOC2016) จัดเก็บและบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น สามารถกรอกข้อมูลในระบบได้รวดเร็วและคล่องตัว นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและจุดที่เกิดเหตุมาแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนี้เขตสุขภาพที่ 2 ยังมีการพัฒนาด้านเชิงระบบการจัดการ เช่น การทำแผนการลงทุนระยะยาว แผนการจัดการกำลังคนระยะยาวทั้งเขตเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการทำงานมีการดำเนินงานคัดกรองผู้ป่วยไตวายเพื่อป้องกันและชะลอการป่วยไตวายเรื้อรัง การคัดกรองและผ่าตัดต้อกระจกป้องกันการตาบอดป้องกันและลดการเสียชีวิตทารกแรกเกิด เป็นต้น

Categories: Health

สธ.ชื่นชมพยาบาล รพ.สุราษฯ รีบช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อน ขณะแต่งหน้าเตรียมเข้าพิธีวิวาห์

Mon, 12/11/2017 - 09:45

กระทรวงสาธารณสุข ชื่นชมพยาบาลสาวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยหมดสติ แม้ในขณะที่กำลังแต่งหน้าเตรียมเข้าพิธีแต่งงาน

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในฐานะโฆษกกระทวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอแสดงความยินดีและชื่นชมเป็นอย่างมากกับพยาบาลสาวที่กำลังเตรียาตัวเข้าพิธีแต่งงาน โดยเห็นชีวิตผู้ป่วยสำคัญกว่า ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่านางสาวสุภาวิตา ทองใหญ่ หรือน้องเบ พยาบาลวิชาชีพประจำอยู่หอผู้ป่วยแผนกศัลยกรรมประสาทชาย โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

ซึ่งขณะที่กำลังแต่งหน้าอยู่ที่ร้านนั้นได้มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพ-กู้ภัยอ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มารับตัวผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินชาวไทย อายุ 60 ปี นอนแน่นิ่ง แขนขาเกร็ง ไม่รู้สึกตัว จึงได้ขอเข้าไปช่วยเหลือ ได้กดหน้าอก เพื่อกระตุ้น และเรียกอยู่หลายครั้งผู้ป่วยก็ไม่ตอบสนองและจากการตรวจเบื้องต้นพบว่า ชายดังกล่าวมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ชีพจรเต้นเร็วความดันสูง ซักประวัติจากญาติทราบว่าพบมีหลายโรคผู้ป่วยเป็นลมชักเกร็ง เนื่องจากพักผ่อนน้อยมีสภาวะเครียดจากโรคประจำตัว จึงให้การปฐมพยาบาลไปตลอดทางด้วยการให้อ๊อกซิเจน ดูอาการอย่างใกล้ชิด ขณะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย

นพ.โอภาส กล่าวว่า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างดีๆ ที่เกิดขึ้น ขอชื่นชมในการทำหน้าที่ ด้วยจิตบริการ ที่พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยให้รอดพ้นจากการเสียชีวิต แม้จะไม่ใช่ในเวลาและสถานที่ที่ต้องทำงาน นับเป็นตัวแทนของวิชาชีพ ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ชื่นชมของผู้พบเห็นและทราบข่าว โดยทางกระทรวงสาธารณสุขจะได้ส่งจดหมายแสดงความชื่นชมและขอบคุณไปยังพยาบาลท่านนี้ต่อไป

Categories: Health

รมว.กต.ชี้หลักประกันสุขภาพไทยเป็นจุดเด่นของประเทศไม่แพ้การท่องเที่ยว-อาหาร

Mon, 12/11/2017 - 09:35

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคาดที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติรับข้อเสนอของไทยให้วันที่ 12 ธ.ค.ของทุกปีเป็น “วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล” (International UHC Day) ชี้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยถือเป็นจุดเด่นไม่แพ้การท่องเที่ยว-อาหาร ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากนานาชาติ สมควรที่คนไทยจะภูมิใจและช่วยกันสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

นายดอน ปรมัตถ์วินัย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า การประชุมสมัชชาสหประชาชาติในปีนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานกลุ่ม Foreign Policy and Global Health Initiative หรือ FPGH (ประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ บราซิล นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เซเนกัล แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และ ไทย) ได้เสนอร่างข้อมติต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติให้ทุกวันที่ 12 ธ.ค.ของทุกปี เป็นวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล (International UHC Day) โดยเชื่อว่าที่ประชุมจะรับข้อมติดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการรับรองถึงความสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและตอกย้ำถึงบทบาทของฝ่ายสาธารณสุขทั่วโลกไม่เฉพาะแค่เมืองไทยอย่างเดียว

นายดอน กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage : UHC) ของไทย ถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยว อาหาร มวยไทย ฯลฯ แต่การรับรู้อาจจะยังน้อย อาจจะเฉพาะในวงการสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งระบบนี้ไม่ใช่ว่าประเทศไหนก็ทำได้ ต้องมีความพร้อม ทั้งบุคลากร ความตั้งใจจริง มีงบประมาณระดับหนึ่ง และมีการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดเป็นจริง ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งของไทยในการเผยแพร่จุดเด่นดังกล่าวให้เป็นที่รู้จักในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยที่เป็นประเทศระดับกลางของโลกก็ยังมีจุดเด่นทางด้านการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งชักชวนให้ประเทศต่างๆ เอาแบบอย่างที่ดีไปใช้ ซึ่งหากทำได้กว้างขวางขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อประชาชนในประเทศนั้นๆ

ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาของไทย ได้ร่วมสนับสนุนและเสนอข้อมติในเรื่อง UHC ให้ได้รับการรับรองในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ เช่น การประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 58 เมื่อปี 2548 และสมัยที่ 64 เมื่อปี 2554 ไทยได้ร่วมสนับสนุนข้อมติเรื่อง UHC เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการส่งเสริมเรื่องหลักประกันสุขภาพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมทั้งในปี 2555 ไทยในฐานะสมาชิกกลุ่ม FPGH ยังร่วมกันจัดทำข้อมติเรื่อง UHC เพื่อผลักดันผ่านที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 67 ให้UHC เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติจัดทำ UHC ภายในประเทศตนให้สำเร็จในปี 2573

“เราได้เสนอในเวทีระหว่างประเทศให้มีข้อมติต่างๆ เพื่อสนับสนุนเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิ่งเหล่านี้ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี หลายประเทศยังพูดกันอย่างชัดเจน ทางเลขาธิการสหประชาชาติก็รู้ถึงบทบาทนี้ของไทย หรือ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็เช่นกัน รวมทั้งท่านผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งคนก่อนและคนปัจจุบันก็รับรู้ถึงบทบาทนี้ของไทยเป็นอย่างดี ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังได้ไปกล่าวถ้อยแถลงในกิจกรรมคู่ขนานระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในเดือน ก.ย. 2558 ด้วย” นายดอน กล่าว

สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดัน UHC อย่างเข้มข้น แข็งขันและยั่งยืนมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินการของไทยในเวทีระหว่างประเทศและในภูมิภาคอาเซียน เพื่อช่วยให้ประเทศอื่นสามารถบรรลุ UHC ได้ ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้โยกย้ายถิ่นด้วย เนื่องจาก 1 ใน 7 ของประชากรโลกเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และไทยก็มีระบบบริการสาธารณสุขแก่ผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่มีมาตรฐานและครอบคลุมทุกกลุ่ม เช่น การดูแลรักษาแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศเสมอเหมือนคนไทย การช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศเพื่อนบ้านในการดูแลด้านสุขภาพ เป็นต้น

“แม้ว่านโยบายการให้บริการผู้โยกย้ายถิ่นอาจจะแตกต่างตามกลุ่มและสถานะ แต่ในความเป็นจริงโรงพยาบาลจะให้บริการกับผู้โยกย้ายถิ่นในทุกกรณีบนหลักการด้านมนุษยธรรมโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางกฎหมายของคนเหล่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่หายากสำหรับภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดว่าเรามีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ความจริงไม่มี เรามีล้นเต็มเปี่ยมด้วยซ้ำ นี่คือข้อที่เป็นรูปธรรมที่สามารถบอกกล่าวได้ในทุกแห่ง” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ต้องยอมรับว่ามาจากทุกภาคส่วนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนให้มีระบบเช่นนี้ แม้การดำเนินการจะไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย แต่รัฐบาลก็เห็นว่าคุ้มค่ามากว่าประชาชนทุกคนไม่ว่าจะแวดวงใดหรือยากดีมีจนแค่ไหนก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ในด้านสุขภาพ เช่นเดียวกับการได้รับการยกย่องในด้านสาธารณสุขจากนานาประเทศก็ถือว่ามีค่ามาก เพราะเท่ากับยกย่องว่าไทยเป็นประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพ คนที่มีคุณภาพเท่านั้นที่สามารถดูแลทุกข์สุขด้านสุขอนามัยต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นสมควรที่คนไทยจะภูมิใจในสิ่งที่รัฐบาลได้นำเสนอต่อโลกภายนอก และต้องช่วยกันพูดออกไปให้รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น

Categories: Health

สป.สธ.รับรางวัลประเมินคุณธรรม ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐอันดับ 1 ระดับกรม

Mon, 12/11/2017 - 09:31

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขรับรางวัลผลคะแนนสูงสุดในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐระดับกรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2560 (ITA Award)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีและให้สัมภาษณ์ว่า ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment:ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 จากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 5 รางวัล ประกอบด้วย

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 รางวัล คือ รางวัลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment:ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐระดับกรมที่มีทั้งหมด 147 กรม และรางวัลหน่วยงานที่นำการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment:ITA) ไปขยายผลเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสจนประสบความสำเร็จ

ส่วนอีก 3 รางวัล ได้แก่ กรมการแพทย์มีคะแนนสูงอันดับ 9 กรมควบคุมโรคอันดับที่ 11 และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อันดับที่ 20

นพ.ยงยศ กล่าวต่อว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมประกาศจุดยืนในการไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ โดยใช้มาตรการ “3 ป. 1 ค.” คือ ปลูกและปลุกจิตสำนึก ป้องกัน ปราบปราม และเครือข่าย ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เข้มแข็ง ตามหลักธรรมาภิบาลการบริหารงานที่โปร่งใส ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญในการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข โดยมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ร่วมสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขอย่างจริงจัง โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ สร้างค่านิยมซื่อสัตย์สุจริต ลดความเสี่ยงในการทุจริต และทำหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตโดยมี ช่องทางรับเรื่อง/แจ้งเบาะแสทางตู้ไปรษณีย์ 9 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข หรือทางเว็บไซต์ https://www.stopcorruption.moph.go.th

Categories: Health

สบส.ชูนวัตกรรม ‘รถเข็นผู้ป่วยคุมการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ’

Mon, 12/11/2017 - 09:26

สบส.จัดทำนวัตกรรมรถเข็นผู้ป่วยควบคุมการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ด้วยชุดระบบการกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA FILTER) เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในการบริการผู้ป่วยของสถานพยาบาลที่เน้นความปลอดภัยและลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากผู้ป่วย

นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการต่อวันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคในผู้ป่วยโรคติดต่อและโรคติดเชื้อที่มารับการรักษาในโรงพยาบาล เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโรคที่ติดต่อได้จากการหายใจและการสัมผัส ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยหรือผู้มารอรับบริการ และบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกรม

สบส. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ และการส่งต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อทางอากาศระหว่างแผนก จึงมีแนวคิดในการจัดทำนวัตกรรม “ต้นแบบรถเข็นควบคุมการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ” (Isolation wheelchair) ด้วยชุดระบบการกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA FILTER) โดยออกแบบให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในการบริการผู้ป่วยของสถานพยาบาลที่เน้นความปลอดภัยและลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากผู้ป่วย

ที่ผ่านมาได้นำรถเข็นดังกล่าวไปทดสอบการใช้งานที่โรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ผลการทดสอบพบว่าผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นสามารถหายใจได้อย่างสะดวก ไม่อึดอัด สามารถคุมทิศทางการไหลของอากาศได้เป็นอย่างดี และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.ประภาส กล่าวต่อว่า รถเข็นผู้ป่วยควบคุมการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศแบบเคลื่อนที่ที่ได้ออกแบบโดยกองวิศวกรรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพป้องกันและลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรคจากผู้ป่วยได้เป็นอย่างดีและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มารับบริการและบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้โรงพยาบาลที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดรถเข็นผู้ป่วยควบคุมการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ได้ที่กองวิศวกรรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หมายเลขโทรศัพท์ 02 149 5680-91 ต่อ 1383 ในวันและเวลาราชการ

Categories: Health

ไทยกำจัดโรคเท้าช้างได้แล้ว แต่ยังพบในแรงงานข้ามชาติ ยันมีมาตรการคุมเข้มป้องกัน

Mon, 12/11/2017 - 09:21

กรมควบคุมโรค เผยประเทศไทยมีมาตรการเข้มในการป้องกันควบคุมโรคเท้าช้าง ทั้งการตรวจโรคในแรงงานข้ามชาติ การจ่ายยารักษา และการเฝ้าระวังด้วยการเจาะเลือด เพื่อไม่ให้คนไทยป่วยด้วยโรคนี้ และไม่ให้โรคเท้าช้างกลับมาแพร่ในประเทศไทยอีก โดยหากมีการตรวจพบแรงงานข้ามชาติ ที่เข้ามาประเทศไทยมีเชื้อพยาธิโรคเท้าช้าง ทุกรายจะได้รับการรักษาทันที

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวการตรวจพบแรงงานข้ามชาติ มีเชื้อพยาธิโรคเท้าช้าง นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้รับประกาศว่าสามารถกำจัดโรคเท้าช้างได้แล้ว แต่ในแรงงานข้ามชาติยังคงพบเป็นโรคเท้าช้างอยู่ และมีแนวโน้มลดลงอย่างเป็นลำดับ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านได้มีดำเนินการกำจัดโรคเช่นเดียวกัน

ข้อมูลล่าสุดในการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 กันยายน – 29 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งหนึ่งในการตรวจนั้นมีโรคเท้าช้างรวมอยู่ด้วย โดยมีแรงงานชาวเมียนมาร์ที่ตรวจสุขภาพ จำนวน 75,379 ราย (ใน 64 จังหวัด) พบผู้มีเชื้อพยาธิโรคเท้าช้างเพียง 10 ราย (ไม่ปรากฎอาการใดๆ) โดยคิดเป็นอัตราการพบเชื้อน้อยมากเพียงร้อยละ 0.01 ซึ่งทุกรายได้รับการรักษาทันที

ทั้งนี้ โรคเท้าช้างที่พบในเมียนมาร์กับของประเทศไทย แม้จะเป็นชนิดเดียวกัน แต่มียุงพาหะคนละชนิด ยุงพาหะของเชื้อพยาธิโรคเท้าช้างในประเทศเมียนมาร์นั้นเป็นยุงรำคาญ แต่จากการสำรวจยุงในหลายพื้นที่พบว่ายุงรำคาญในประเทศไทยยังไม่ได้เป็นพาหะที่จะแพร่โรคเท้าช้างที่มากับชาวเมียนมาร์ อย่างไรก็ตาม ได้มีการติดตามรักษา เพื่อลดจำนวนเชื้อในกลุ่มแรงงานต่างด้าว และมีการเฝ้าระวังป้องกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีการเคลื่อนย้ายกลับไปประเทศ จึงมีโอกาสรับเชื้อเท้าช้างจากประเทศตนเองกลับมาอีก

นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้มีดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยติดโรคเท้าช้างที่มากับแรงงานข้ามชาติ และไม่ให้โรคเท้าช้างกลับมาแพร่ในประเทศไทยอีก ดังนี้ 1.ตรวจโรคเท้าช้างในแรงงานข้ามชาติ ที่ขึ้นทะเบียนและให้การรักษาในรายที่ตรวจพบพยาธิโรคเท้าช้าง 2.จ่ายยาแก่กลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่อยู่ในประเทศไทย ด้วยยาดีอีซี (DEC–Diethycarbamazine citrate) ทุก 6 เดือน และ 3.มีการเฝ้าระวังด้วยการเจาะเลือดและศึกษาทางกีฏวิทยาในพื้นที่ตัวแทน

สำหรับโรคเท้าช้าง เป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิและมียุงเป็นพาหะ ส่วนใหญ่ผู้ที่รับเชื้อพยาธิจะไม่แสดงอาการใดๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะมีการอักเสบเฉียบพลัน เป็นๆ หายๆ ของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ จนกระทั่งมีความพิการแขน ขา อวัยวะเพศโตถาวร หลังจากได้รับเชื้อพยาธิไปแล้วประมาณ 3-5 ปี

หากมีข้อสงสัยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

Categories: Health

‘หมอจรัล’ ชี้หลักประกันสุขภาพไทยก้าวข้ามสิทธิ-ความยั่งยืน มุ่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน

Mon, 12/11/2017 - 09:10

“หมอจรัล” เผย “วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโลก” ก้าวย่างสำคัญของไทย มุ่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” สร้างความสมดุลผู้ให้และรับบริการ หลังก้าวข้ามประเด็น “สิทธิ” และ “ความยั่งยืน” ส่งผลการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยอยู่ระดับแถวหน้าของโลก

นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์

นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกล่าวเนื่องในวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโลก (Universal Health Coverage Day: UHC) วันที่ 12 ธันวาคม ว่า การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษา แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรกก่อนปี 2543 เป็นยุคของการเดินหน้าให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า นำมาสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขมูลฐานเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค อาทิ การพัฒนาสุขาภิบาลในด้านต่างๆ เช่น น้ำ อาหาร และพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งในด้านการรักษาพยาบาลในช่วงนี้มีความพยายามเพื่อช่วยเหลือคนยากจนที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพโดยใช้ระบบอนาถา ช่วงต่อมาเป็นการพัฒนาระบบประกันสุขภาพเพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรักษาในกลุ่มที่มีอุปสรรค โดยมีโครงการบัตรสุขภาพ 500 บาทให้กับประชาชนที่สนใจ ก่อนเข้าสู่ในช่วงที่ 3 ยุคการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศคือการมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และจัดตั้ง “กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” กำหนดให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น

นพ.จรัล กล่าวว่า การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงที่ 3 ไม่เพียงทำให้คนไทย 48 ล้านคนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพรองรับเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง แต่ยังช่วยสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพ เพราะทำให้คนยากจนได้รับการดูแลรักษาจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพที่ใกล้เคียงกับระบบสวัสดิการข้าราชการและระบบประกันสังคม ขณะเดียวกันช่วยให้คนไทยไม่ต้องล้มละลายจากภาวะความเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะจากกลุ่มโรคค่าใช้จ่ายสูง ทำให้วันนี้สิทธิการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของคนไทย หากเปรียบเทียบกับนานาประเทศถือว่าเราอยู่ในระดับแถวหน้าของโลก

อย่างไรก็ตามแม้ว่าในช่วง 15 ปี ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะทำให้คนไทยมีสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพได้ แต่ที่อภิปรายกันมากคืองบประมาณสนับสนุน ซึ่งเชื่อว่าจะไม่กระทบจนถึงขั้นทำให้การเดินหน้าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีปัญหาได้ เพราะคนไทย 48 ล้านคนได้ประโยชน์จากระบบนี้ จากการเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุข ดังนั้นก้าวต่อไปคือต้องจัดโครงสร้างระบบให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการสุขภาพ โดยใช้กลไกใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 การรับฟังความเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่จะนำสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงการยกระดับการให้และรับบริการ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ต่างๆ นำมาสู่ความยั่งยืนของระบบ

“เชื่อว่าวันนี้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่มีวันยกเลิกได้ เพราะเป็นนโยบายที่ประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนอย่างแท้จริงและมากที่สุด เป็นหลักประกันชีวิตมั่นคงและยั่งยืนที่รัฐให้กับประชาชน ทั้งยังเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินงานกองทุน ขณะเดียวกันประชาชนมองว่าเรื่องนี้เป็นสวัสดิการที่ต้องได้รับจากภาครัฐ เพียงแต่ต้องร่วมกันพัฒนายกระดับโดยใช้กลไกการรับฟังความเห็นเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน” นพ.จรัล กล่าว

นพ.จรัล กล่าวต่อว่ สำหรับวัน UHC Day นับเป็นก้าวย่างสำคัญ แม้ว่าวันนี้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยได้ก้าวข้ามประแด็นการมีสิทธิและความยั่งยืนของระบบแล้ว เพียงแต่ทำอย่างไรให้การมีสิทธิและความยั่งยืนนี้ดำเนินไปอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน เกิดความสมดุลระหว่างผู้ให้และรับบริการในระบบ ซึ่งจากการทำหน้าที่ในฐานะประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ จากการรับฟังความเห็นในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายต่างต้องการยกระดับและพัฒนาให้ระบบมีคุณภาพและมาตรฐานเช่นเดียวกัน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันจากนี้ต่อไป

Categories: Health

‘5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง’

Sun, 12/10/2017 - 14:01

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ แนะจำหลักง่ายๆ 5 ทำ 5 ไม่ห่างไกลมะเร็ง พร้อมเตือนประชาชนทุกวัยควรตรวจสุขภาพทุกปี

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคมะเร็งนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 สถิติล่าสุดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบผู้ป่วยรายใหม่ 112,392 คนต่อปี โดยมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมะเร็งที่พบบ่อยในเพศชาย 3 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ส่วนในเพศหญิง 3 อันดับแรก คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี

ซึ่งในวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ขอเน้นให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย หมั่นใส่ใจดูแลสุขภาพและตรวจสุขภาพเป็นประจำแม้ยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง แนะนำให้ประชาชนใช้หลักการป้องกันโรคมะเร็ง 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดย 5 ทำ ประกอบด้วย

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละอย่างน้อย 3ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป

2. ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด

3. กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่บริโภคแต่ละมื้อ

4. รับประทานอาหารหลากหลายประเภท อย่ากินอาหารซ้ำๆ เป็นประจำ

5. ตรวจร่างกายเป็นประจำ แม้ว่าตนเองจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่เคยเจ็บป่วยก็ตาม

ส่วน 5 ไม่ ประกอบด้วย

1. ไม่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่

2. ไม่มั่วเซ็กซ์

3. ไม่ดื่มสุรา

4. ไม่ตากแดดจ้า

5. ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ

เพื่อลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้มีอาการของโรคก่อน ควรมาตรวจสุขภาพเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

Categories: Health

สบส.เตือนอย่าแชร์ชวนขายอสุจิทำเครื่องสำอาง ผิด กม.อุ้มบุญ ตกเป็นผู้ต้องหาไม่รู้ตัว

Thu, 12/07/2017 - 21:09

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แนะประชาชนตั้งสติให้ดีก่อนโพสต์/แชร์อาจตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว ย้ำกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์มีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ใดเสนอ หรือชักชวนให้มีการซื้อ ขาย อสุจิ มีโทษหนัก ทั้งจำทั้งปรับ

จากกรณี ที่มีการแชร์ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลชักชวนให้จำหน่ายอสุจิ เพื่อนำไปใช้ทำเครื่องสำอาง และหากเป็นเชื้อที่มีคุณภาพดีจะนำเข้าธนาคารอสุจิ โดยอ้างว่าเป็นธนาคารอสุจิรายแรกของประเทศไทย นั้น

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเก่าที่มีการแชร์ผ่านสื่อโซเชียลครั้งแรกในปี พ.ศ.2557 ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 เพื่อช่วยให้คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีบุตรยากได้มีบุตรตามต้องการโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ และควบคุมการศึกษาวิจัย มิให้มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2558 ส่งผลให้การโพสต์ หรือแชร์ข้อความเชิญชวนให้มีการซื้อ ขาย อสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการก่อตั้งธนาคารอสุจิ รวมทั้งอสุจิ ไข่ ที่นำมาดำเนินการในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์จะมาจากการบริจาค ไม่มีการรับซื้อแต่อย่างใด ดังนั้น หากพบเห็นการโฆษณารับซื้อเชื้ออสุจิในลักษณะดังกล่าว อย่าได้หลงเชื่อ และขอความร่วมมือให้แจ้งเบาะแสมาที่กลุ่มคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18419, เฟซบุ๊คสารวัตรสถานพยาบาลออนไลน์ และกองกฎหมาย หมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18830, เฟซบุ๊คมือปราบสถานพยาบาลเถื่อน ในวันและเวลาราชการ เพื่อดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า สำหรับ คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ต้องการจะมีบุตรโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สามารถขอคำปรึกษาจากสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ จากกรม สบส.ซึ่งขณะนี้มีทั้งสิ้น จำนวน 74 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน 14 จังหวัด ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ 2.ปทุมธานี 3.สมุทรสาคร 4.เชียงใหม่ 5.เชียงราย 6.พิษณุโลก 7.นครนายก 8.ชลบุรี 9.ขอนแก่น 10.นครราชสีมา 11.อุดรธานี 12.นครศรีธรรมราช 13.ภูเก็ต 14.สงขลา โดยก่อนรับบริการ ให้ตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เว็บไซต์สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (http://mrd-hss.moph.go.th) เพื่อความมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

Categories: Health

หญิงท้องติดเชื้อไวรัสซิกา รพ.ศรีธัญญา มี 1 ราย ยังไม่พบความผิดปกติของทารกในครรภ์

Thu, 12/07/2017 - 20:58

กรมควบคุมโรคแจงกรณีหญิงท้องติดเชื้อไวรัสซิกา รพ.ศรีธัญญา มี 1 ราย ยังไม่พบความผิดปกติของทารกในครรภ์ ยันสามารถป้องกันและควบคุมได้ แนะการป้องกันที่ดีสุด คือ ระวังไม่ให้ยุงกัด และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายโดยยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ให้เฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค กรณีมีรายงานข่าวพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโรคไวรัสซิกาในโรงพยาบาลศรีธัญญา ใกล้กระทรวงสาธารณสุข จากการสอบสวนโรคโดยทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) พบว่า มีผู้ป่วยมารับการตรวจรักษาด้วยอาการไข้ออกผื่น ผลการตรวจเลือดพบติดเชื้อไวรัสซิกา และกรมควบคุมโรคได้เร่งค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกเพิ่มเติม ปรากฎว่ามีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ 1 ราย ซึ่งขณะนี้ ผู้ติดเชื้อยังตรวจไม่พบความผิดปกติของทารกในครรภ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง ในกลุ่มเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยที่เข้ารับการบริการ เพื่อปัองกันการระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โรคดังกล่าวถือเป็นโรคประจำถิ่น ที่สามารถพบได้ในประเทศไทยเช่นเดียวกับนานาประเทศ เมื่อคนถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกากัด อาจเริ่มปรากฎอาการใน 4 - 7 วัน อาการที่พบบ่อย คือ มีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ ข้อบวม ปวดหลัง และอาจมีอาการอื่นๆได้ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง และหายได้เอง

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเฉพาะ การรักษาจึงต้องรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาการเจ็บป่วย การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกาที่ดีสุด คือ การระวังไม่ให้ยุงกัด ด้วยการนอนในมุ้งและทายากันยุง รวมทั้งการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1.เก็บบ้าน ให้สะอาด โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน โดยทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา

ถ้ามีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ให้รีบปรึกษาแพทย์ ในกรณีมีไข้ แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามรับประทานยาแอสไฟริน หรือยาแก้ปวดลดไข้กลุ่มอื่น

หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

Categories: Health

คนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง 14 ชม./วัน เสี่ยงเจ็บป่วย เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

Thu, 12/07/2017 - 20:49

กรมอนามัย เผยคนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง 14 ชม./วัน จัดทำข้อแนะนำการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กระตุ้นคนไทยเคลื่อนไหวร่างกายลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และพักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยในงานแถลงข่าวการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับประชาชนณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจกรมอนามัย ว่า จากผลสำรวจสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชาชนไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน 1 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นจำนวนถึง 2 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอแต่กลับมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งพฤติกรรมเนือยนิ่งหรือการนั่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจและสมอง

การแก้ไขปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอของประชาชนไทยที่ผ่านมานั้นกรมอนามัยร่วมกับภาคีวิชาการได้ศึกษาพัฒนาข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายในประชาชนแต่ละกลุ่มวัย ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์และหลังคลอดเด็กปฐมวัย วัยเรียนวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยการทบทวนหลักฐานทางวิชาการทั้งในและนอกประเทศ และประชุมผู้เชี่ยวชาญ จนได้ข้อแนะนำที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนไทย และสื่อสารเผยแพร่ให้ประชาชนนำไปปรับใช้เพื่อสุขภาพที่ดี

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การมีกิจกรรมทางกายของประชาชนแต่ละกลุ่มวัยมีความแตกต่างกันโดยกลุ่มหญิงตั้งครรภ์สามารถมีกิจกรรมทางกายได้เหมือนคนปกติ แต่มีข้อควรระวังในบางไตรมาส ในขณะที่เด็กปฐมวัย 0-5 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายหนักเบาผสมผสานกันอย่างน้อย 180 นาที ต่อวัน เด็กวัยเรียนวัยรุ่น ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาที ต่อวัน

วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อาทิ การเดินไปตลาด การปั่นจักรยานไปทำงาน การทำงานบ้าน อย่างน้อย 150 นาที หรือระดับหนัก อาทิ การวิ่ง การว่ายน้ำรำวงย้อนยุค อย่างน้อย 75 นาที สัปดาห์รวมทั้งฝึกสมดุลร่างกายเพิ่มเติมในผู้สูงวัย และลดการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือการดูโทรทัศน์ ให้น้อยที่สุด

ผศ.ดร.สิริพร ศศิมณฑลกุล คณะบดีคณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายสำหรับอาชีพต่างๆ ของคนไทย มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาในการวิเคราะห์โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพหลักของคนไทย อาทิ ชาวนา ชาวประมง พนักงานบริษัท และผู้ทำงานขับรถ ซึ่งมีลักษณะการทำงานและบริบทที่แตกต่างกัน เช่น ฤดูกาลเตรียมดิน หว่านข้าว เกี่ยวข้าว ของชาวนา เป็นต้น เพื่อให้คนไทยมีการขยับเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและมีสุขภาพดี

ทพญ.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ์ นักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า การพัฒนาข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายของประเทศไทย มีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1.เป็นการสร้างนิยามใหม่ในสังคมไทย ว่าการสร้างเสริมสุขภาพได้ขยายความครอบคลุมจากการออกกำลังกายมาเป็นการ "ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย” ที่ครอบคลุมตลอดทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ประเด็นที่ 2 คู่มือนี้ ชี้ให้เห็นทั้งปัจจัยบวกคือการมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้นและการลดปัจจัยเสี่ยงคือการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง

และประเด็นที่ 3 คู่มือนี้เน้นย้ำเรื่องการนอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่หลายท่านอาจจะลืมไป และไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ

และสิ่งที่ยังต้องทำต่อคือ การเพิ่มเครือข่ายด้านกิจกรรมทางกายทั้งนักวิจัย นักวิชาการ นักสื่อสาร และผู้ปฏิบัติงาน และการกำหนดแผนการสื่อสารเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์สูงสุดให้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

Categories: Health

ครั้งแรกของไทย สธ.จับมือ 16 ราชวิทยาลัยพัฒนาระบบบริการ ผลิตบุคลากร รองรับแผนสาธารณสุขปี 61

Thu, 12/07/2017 - 20:35

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ 16 ราชวิทยาลัย ลงนามบันทึกความร่วมมือพัฒนาระบบบริการและการผลิตและพัฒนาบุคลากร นับเป็นครั้งแรกของความร่วมมือ รองรับแผนงานด้านสาธารณสุข ปี 2561

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับราชวิทยาลัยทุกแห่งของประเทศทั้ง 16 แห่ง เพื่อพัฒนาและเติมเต็มขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน ทั้งเรื่องระบบบริการ บุคลากร งานวิชาชีพ นวัตกรรม

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของวงการสาธารณสุขไทย ที่กระทรวงสาธารณสุข และ16 ราชวิทยาลัย ร่วมมือทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก ความร่วมมือครั้งนี้มี 2 ประเด็นหลัก คือ

1.การผลิตและพัฒนาบุคลากร เช่น การส่งเสริมการผลิตแพทย์ 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว สาขาระบาดวิทยาและสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รองรับการดำเนินงานคลินิกหมอครอบครัวศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข และการดูแลผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน (UCEP)

2.การพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เช่น โครงการรักษาพยาบาลแบบวันเดียวกลับบ้าน (One day surgery) และการผ่าตัดแผลเล็ก การพัฒนาระบบบริการ (Service Plan) และศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Excellence Center) เป็นต้น โดยจะมีการกำกับ ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในทุก 3 เดือน ทั้งนี้ เพื่อดำเนินงานตามกรอบการขับเคลื่อนด้านสาธารณสุข จากมติคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (Mini Cabinet) ระยะเร่งด่วน 1 – 3 ปี และรองรับแผนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในปีงบประมาณ 2561

สำหรับความร่วมมือการผลิตและพัฒนาบุคลากร มี 8 ราชวิทยาลัยรองรับ คือ

1.ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ผลิตแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางสาขาจักษุ

2.ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย จัดสรรทุนและเพิ่มการผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์

3.ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ผลิตและพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

4.ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย ผลิตสรรหาบุคลากร และการพัฒนาคุณภาพระบบบริการ

5.ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์

6.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย พัฒนากำลังคนด้านศัลยแพทย์

7.ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สร้างความร่วมมือในการผลิตบุคลากร

8.ราชวิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ฝึกอบรมเพิ่มการผลิตและธำรงรักษาแพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

สำหรับการพัฒนาระบบบริการ มี 8 ราชวิทยาลัยรองรับ คือ

1.ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยบูรณาการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัย วัยเรียน และวัยรุ่น

2.ราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย พัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาสุขภาพช่องปาก

3.ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย พัฒนาระบบเวชปฏิบัติด้านประสาทศัลยศาสตร์

4.ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย พัฒนาระบบบริการพยาธิวิทยากายวิภาค

5.ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย การฟื้นฟูในกลุ่มผู้ป่วยระยะกลาง

6.ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ด้านการป้องกันกระดูกหักซ้ำ ไปสู่โรงพยาบาลภูมิภาค

7.ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย การป้องกันมะเร็งปากมดลูกและการผ่าท้องคลอดโดยไม่จำเป็น

8.ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแห่งประเทศไทย ประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยด้านโสต ศอ นาสิก

การดำเนินการในครั้งนี้ จะทำให้เกิดความร่วมมือในการผลิตบุคลากรหลากหลายสาขา ที่มีความเชี่ยวชาญสูงและพัฒนามาตรฐานการให้บริการประชาชน ส่งผลดีในการดูแลรักษาประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

Categories: Health

ภาพข่าว: HITAP หารือ GAVI พันธมิตรทั่วโลกด้านวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

Thu, 12/07/2017 - 20:14

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ (ที่ 3 จากซ้าย) เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ พร้อมด้วยตัวแทนเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศของโครงการฯ มีโอกาสเข้าพบ ดร.เซธ เบิร์คลีย์ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Global Alliance for Vaccines and Immunization (พันธมิตรทั่วโลกด้านวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค) หรือ GAVI เพื่อพูดคุยถึงการทำงานของ HITAP ในด้านการวิจัยประเมินความคุ้มค่าทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านสาธารณสุขภายในประเทศ และการทำงานระดับนานาชาติ ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถทำและสร้างระบบประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพได้ด้วยตนเอง โดย ดร.เซธ ได้แสดงความชื่นชมต่อการทำงานของ HITAP อีกทั้งยังยินดีให้การสนับสนุนการทำงานในอนาคตอีกด้วย

Categories: Health

รณรงค์เทศกาลปีใหม่ ห้ามดื่มเหล้าในอุทยาน หวังหยุดผลกระทบจากน้ำเมา

Thu, 12/07/2017 - 19:52

กรมอุทยานฯ รณรงค์คุมเข้มมือรับเทศกาลปีใหม่ ห้ามดื่มเหล้าในอุทยานฯ หวังหยุดผลกระทบที่เกิดจากน้ำเมา คืนความสุขให้นักท่องเที่ยว วอนพบเหตุแจ้ง 1362 ฝ่าฝืนโทษทั้งจำทั้งปรับ ด้านสสส.เชื่อมาตรการนี้ช่วยลดอุบัติเหตุเจ็บตายได้จริง

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายลดอุบัติเหตุ แถลงข่าวรณรงค์ในแคมเปญ“ท่องเที่ยวสุขใจ ไม่นำเหล้าเข้าอุทยานฯ” ทั้งนี้มีการแสดงละครสั้น“เมื่อขาเมา นำเหล้าเข้าอุทยาน” จำลองสถานการณ์นักท่องเที่ยวและการปฏิบัติตามกฎหมาย จากนั้นรองอธิบดีและคณะร่วมเดินรณรงค์ แจกและติดสติกเกอร์กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดภายในพื้นที่กรมฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่และเครือข่าย

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่ากรมอุทยานฯได้ออกประกาศกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 กำหนดห้ามมิให้นำเข้า หรือจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทในอุทยาน ฝ่าฝืนมีความผิดตาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ให้เจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักท่องเที่ยว ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน ดีขึ้นเป็นลำดับ

“เทศกาลปีใหม่นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาใช้บริการสถานที่ ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติและวนอุทยานเป็นจำนวนมาก บางครั้งพบว่ามีการลักลอบนำ สุราเข้ามาดื่ม ซึ่งปัญหาที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่อง การส่งเสียงดังประพฤติตนไม่เหมาะสม รบกวนธรรมชาติและสัตว์ป่า ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินด้วย และข้อสำคัญคือการ เคารพสิทธิของคนที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติที่ต้องการความสงบ อยากสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง การได้สื่อสารประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ โดยมีป้ายแจ้งเตือนชัดเจน มีการกำชับเจ้าหน้าที่ ตรงจุดจำหน่ายตั๋วให้แจ้งเตือน เชื่อว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ และเคารพกฎกติกานี้ และ สามารถฝากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้กับจุดจำหน่ายตั๋วก่อนเข้าพื้นที่นั้นๆได้ด้วย ซึ่งถ้าหากตรวจ พบการลักลอบนำเหล้าเบียร์เข้าไป จะต้องถูกดำเนินการตามระเบียบ และกฎหมายที่กำหนด ขณะเดียวกันหากพบว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดก็ถือว่ามีความผิดด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากผู้ใดพบเห็นการกระทำผิดในเรื่องนี้และเหตุอื่นๆในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและวน อุทยาน สามารถโทรมาที่สายด่วน 1362 ได้ตลอด24ชั่วโมง” นายปิ่นสักก์ กล่าว

นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)กล่าวว่า ทาง ภาคีเครือข่ายและสสส. ได้สนับสนุนป้ายประชาสัมพันธ์ ห้ามนำเหล้าเบียร์เข้าอุทยาน ส่งไปยังอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน เป็นป้ายไวนิล2,000 ผืนและป้ายพลาสติกถาวรอีกกว่า 5,000 แผ่น ดังนั้นอยากขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว ให้ช่วยปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อป้องกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จากข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบว่า 1ใน 3 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่นี้ เนื่องจากมีพฤติกรรมดื่มหนัก ซึ่งมาตรการหนึ่งที่ใช้ได้ผลคือควบคุมการเข้าถึงสุรา ตลอดจนจำกัดสถานที่ขายหรือดื่มให้เหมาะสม เช่น การกำหนดห้ามนำเข้า ห้ามขายเหล้าของกรมอุทยาน

อย่างไรก็ตามเชื่อว่านักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเมืองไทย เลือกที่จะเที่ยวแหล่งธรรมชาติและวัฒนธรรมไทย สำนักงานสถิติสำรวจว่า คนไทยมีเพียง 30% เท่านั้นที่ยังดื่ม และส่วนใหญ่ไม่ได้ติดสุรา แม้มีการห้ามไม่ให้ดื่มในอุทยาน ก็เชื่อว่าเขาจะสนับสนุนมาตรการนี้ เพื่อให้การท่องเที่ยวปลอดภัย และได้ชื่นชมธรรมชาติโดยไม่มีเสียงดังรบกวน เคารพสิทธิของผู้อื่น เช่นเดียวกับหลายๆประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เช่น สกอตแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา และอาฟริกาใต้เป็นต้น ทั้งนี้ สคล.ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัดพร้อมร่วมสนับสนุน เป็นหน่วยเฝ้าระวังและทำงานร่วมกันกับกรมอุทยานฯอย่างเต็มที่

ด้านนางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรระมัดระวังให้มากขณะเดินทางไปอุทยาน เนื่องจากเป็นเส้นทางเลาะเลี้ยวผ่านธรรมชาติ บางเส้นทางขึ้นเขา เพื่อให้เดินทางอย่างปลอดภัย ควรปฏิบัติ 3 ประการ คือ

1.ขับรถด้วยความระมัดระวัง งดใช้ความเร็ว ง่วงไม่ขับอย่างเด็ดขาด

2.หลีกเลี่ยงโดยสารรถที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะรถทัวร์ 2 ชั้น เพราะทางเข้าอุทยานส่วนใหญ่เป็นทางลาดชัน รถ 2 ชั้นจะทำให้พลิกคว่ำได้ง่าย และควรคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ถึง 34% หากจำเป็นต้องใช้รถกระบะ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งท้ายกระบะ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะเกิดลักษณะการเทกระจาด ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต หรือหากจำเป็นต้องขับขี่มอเตอร์ไซต์ ต้องสวมหมวกนิรภัย ช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึง 43% สำหรับผู้ขับขี่ และ 58% สำหรับผู้ซ้อนท้าย

3.งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งคนขับและผู้โดยสาร ปัจจุบันไม่ใช่แค่เมาแล้วขับเท่านั้นที่มีความผิด การดื่มบนรถขณะอยู่บนทาง อยู่บนถนนของผู้โดยสารก็มีความผิดด้วยเช่นกัน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากอุทยานต่างๆมีการคุมเข้มเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ทั้งทางบก ทางทะเล ซึ่งรวมๆแล้วเกือบ 250 แห่งทั่วประเทศ จะยิ่งทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุลงไปได้

Categories: Health

ย้ำกำหนด 'นโยบายการค้าเสรี' ต้องคำนึงถึงการปกป้องระบบสุขภาพคนไทยด้วย

Thu, 12/07/2017 - 19:34

เวทีประชุมวิชาการการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพปี ๒๕๖๐ ประเมินนโยบายและสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศมีประเด็นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น และมีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน เสนอทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน ด้วยความไว้วางใจและเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย เพื่อการเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

คณะกรรมการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ (National Committee on International Trade and Health Studies: NCITHS) ร่วมกับ แผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ (International Trade and Health Programme: ITH) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัด การประชุมวิชาการการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ ประจำปี ๒๕๖๐ ภายใต้หัวข้อ “Looking into the Future, Assessing the Current Situation” ระหว่างวันที่ ๒๘-๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม เอกชน ทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า ๑๒๐ คน

ดร.ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา

ดร.ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนโยบายการพัฒนาประเทศได้ถูกกำหนดให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก อาทิ นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) การลดภาวะโลกร้อน ฯลฯ ทั้งหมดล้วนมีผลต่อท่าทีของประเทศไทยในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และระบบสุขภาพของประชาชน

“การประชุมจัดขึ้นเป็นปีที่ ๔ แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งคณะกรรมการฯ จะรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อเสนอไปยังคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์ในการเตรียมการทั้งด้านวิชาการและพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปกป้องสุขภาพของประชาชน”

Dr. Daniel Kertesz

Dr. Daniel Kertesz ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นทางด้านสุขภาพที่สำคัญในปัจจุบัน คือ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) การเข้าสู่สังคมผู้อายุ ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงยา นับเป็นความท้าทายของประเทศไทยในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งด้านการวิจัย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การค้าระบบออนไลน์ นโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศที่เกื้อหนุนระบบสุขภาพของประชาชน

ในช่วงการประชุมทั้ง ๒ วัน ได้มีการอภิปรายถึงสถานการณ์ และนโยบายสำคัญในปัจจุบันทั้งในระดับโลกและภายในประเทศซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศ การใช้กลไกความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายสุขภาพไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีในการรักษา ตรวจวินิจฉัย และคัดกรองเพื่อรองรับความต้องการการใช้บริการการรักษาพยาบาลที่สูงมากขึ้น รวมทั้งการหารือถึงการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อเตรียมการสำหรับรองรับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพมากขึ้น

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการจัดการประชุมฯ กล่าวเสริมว่า ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสะท้อนภาพรวมและวิสัยทัศน์นโยบายการค้าและสุขภาพ สรุปเนื้อหาได้ ๕ ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

๑.การส่งออกของประเทศยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

๒.เศรษฐกิจที่เติบโตย่อมส่งผลต่อระบบสุขภาพของประชาชน

๓.การมีนโยบายสาธารณะที่ดีช่วยให้การกระจายรายได้ของประชากรได้ทั่วถึงลดความเหลื่อมล้ำ

๔.การเจรจาการค้าต้องดำเนินการอย่างรอบคอบทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

และ ๕.การสร้างประสิทธิภาพนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการปกป้องสุขภาพประชาชน และประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างเคร่งครัด

“ประเทศที่มีเศรษฐกิจดี หมายถึงประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งการเปิดเสรีทางการค้าอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้การส่งออกเติบโตอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วย ดังนั้น หากจำเป็นต้องเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี ก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ผลดีที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน แต่ทราบถึงความสูญเสียว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนและระยะยาว ซึ่งผลบวกอาจไม่สามารถชดเชยผลเสียได้เพียงพอ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัวเรื่องความรู้ทั้งในประเทศและเปิดกว้างระดับสากล สร้างเครือข่าย และเข้าใจถึงความแตกต่างในบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานด้วย”

Categories: Health

ประกันสังคมชวนผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรี ปีละครั้งใน รพ.ที่เลือกไว้

Thu, 12/07/2017 - 19:21

สำนักงานประกันสังคม ให้สิทธิผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรีในสถานพยาบาล ที่เลือกไว้ ปีละ 1 ครั้ง ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ชวนผู้ประกันตนใช้สิทธิตรวจสุขภาพลดความเสี่ยงของโรค

นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตนด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ณ สถานพยาบาลตามที่ผู้ประกันตนได้เลือกไว้ หากพบความผิดปกติผู้ประกันตนจะได้รับการบำบัดตั้งแต่ระยะแรก อาทิ การตรวจเต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสารเคมีในเลือด เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด และการทำงานของไต เพื่อหาความเสี่ยงโรคเรื้อรังที่พบบ่อยไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดอุดตันฯลฯ

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ประกันตน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 30 กันยายน 2560 มีผู้ประกันตนเข้ารับบริการแล้วกว่า 451,611 คน อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกันตนได้ตระหนักถึงสุขภาพตนเอง จึงขอเชิญชวนให้มาใช้สิทธิในการตรวจสุขภาพ เพียงผู้ประกันตนยื่นบัตรประจำตัวประชาชนในการใช้สิทธิเข้ารับบริการได้ปีละ 1 ครั้ง ณ สถานพยาบาลตามที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

เลขาธิการ สปส.กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบในเรื่องของการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสถานพยาบาล เพื่อให้สถานพยาบาลให้ความสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับผู้ประกันตน โดยมีเป้าหมายสำคัญให้ผู้ประกันตนได้เข้าถึงบริการการรักษาที่มีคุณภาพให้มากที่สุด อันส่งผลให้ผู้ประกันตนมีสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศมีการขับเคลื่อนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

Categories: Health

ประกันสังคมชวนผู้ประกันตนทำฟัน 900 บ./คน/ปี ภายใน 31 ธ.ค.นี้ ก่อนเสียสิทธิปี 60

Thu, 12/07/2017 - 19:14

สำนักงานประกันสังคมชวนผู้ประกันตนใช้สิทธิทำฟัน กรณีถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด ปีละ 900 บาท/คน/ปี ภายใน 31 ธ.ค. นี้ ก่อนเสียสิทธิปี 60 เลขาธิการ สปส.ย้ำ ผู้ประกันตนใช้สิทธิทำฟันได้ปีต่อปี หากไม่ใช้สิทธิในปีนี้เท่ากับเสียโอกาสในการดูแลสุขภาพในช่องปาก

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เล็งเห็นปัญหาสุขภาพในช่องปาก เป็นปัจจัยสำคัญในการลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพทางกาย และบุคลิกภาพของผู้ประกันตน โดยได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มอัตราค่าบริการทางการแพทย์กรณี อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ให้แก่ผู้ประกันตน เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี (จากเดิม 600 บาทต่อคนต่อปี)

สำนักงานประกันสังคมขอย้ำเตือนผู้ประกันตนที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิกรณีทันตกรรม กรณีอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ประจำปี 2560 สามารถขอรับบริการในคลินิกหรือสถานพยาบาลเอกชน หรือสถานพยาบาลของรัฐ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เนื่องจากสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรมเป็นสิทธิปีต่อปี หากไม่ใช้สิทธิในปีนี้เท่ากับเสียโอกาสในการดูแลสุขภาพในช่องปาก อีกทั้งเพื่อสุขภาพในช่องปากที่ดีควรพบทันตแพทย์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอปีละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้ผู้ประกันตนสามารถใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐานเข้ารับบริการกรณีทันตกรรมกับสถานพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน วงเงินไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี แยกเป็นสถานพยาบาลเอกชน/คลินิก จำนวน 1,143 แห่ง สถานพยาบาลรัฐทั่วประเทศ โดยสังเกตป้ายสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า สถานพยาบาลแห่งนี้ให้บริการผู้ประกันตนกรณีทันตกรรม “ทำฟัน” ไม่ต้องสำรองจ่าย

นพ.สุรเดช กล่าวว่า ส่วนกรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการ กรณีทันตกรรมในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการเบิกจ่าย ผู้ประกันตนสามารถนำหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน มายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ / จังหวัด / สาขา ทั่วประเทศ มายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายประกันสังคมได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่เข้ารับบริการที่ระบุไว้ในใบรับรองแพทย์

Categories: Health

แนะ สปสช.เขต 11 ทำโครงการพร้อมใช้สอดคล้องบริบทพื้นที่ ให้ท้องถิ่นตัดสินใจทำเอง

Thu, 12/07/2017 - 15:29

เลขาธิการ สปสช.แนะเขต 11 พัฒนา “โครงการพร้อมใช้” ให้ท้องถิ่นเลือกหยิบไปดำเนินการถ้าคิดโครงการไม่ออก หลังพบเงินกองทุนสุขภาพตำบลค้างท่อกว่า 500 ล้านบาท ย้ำจุดสำคัญต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่และให้ท้องถิ่นตัดสินใจทำเองโดยไม่มีการยัดเยียด

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงพื้นที่เขต 11 สุราษฎร์ธานีเพื่อตรวจเยี่ยมติดตามงานปีงบประมาณ 2561 เมื่อวันที่ 20-21 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา โดยพบว่าปัญหาของการดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลของเขต 11 คือคณะกรรมการบริหารกองทุนตำบลและผู้รับผิดชอบงานขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการกองทุน ขาดความมั่นใจในการใช้งบประมาณ เกรงว่าจะถูก สตง.เอาผิด

ขณะที่ในส่วนของภาคประชาชนและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็ยังขาดความรู้หรือไม่ทราบแนวทางปฏิบัติ/แนวทางการจัดทำแผนงานโครงการ ทำให้มีเงินงบประมาณเหลือสะสมทุกปี โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2560 จำนวน 513 ล้านบาท

นพ.ศักดิ์ชัย ได้ให้นโยบายว่าจุดชี้ขาดในการแก้ปัญหาน่าจะมีการผลิตเมนูหรือรายการโครงการในลักษณะที่เฉพาะหน้าและเป็นไปตามบริบทของท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้สามารถนำไปใช้ได้เลย แต่ประเด็นหลักคือต้องให้ท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกทำหรือไม่ สปสช.จะไม่ยัดเยียดให้ทำ เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกในระยะเริ่มต้น

“อย่างกระทรวงสาธารณสุขก็มีเรื่อง Service Plan และงาน PP&P ในบางท้องที่ก็มีธรรมนูญสุขภาพตำบล มี Health Need ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้คือความสอดคล้องในพื้นที่ ลักษณะของโครงการต้องเป็นโครงการที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านและผู้ตรวจสอบยอมรับว่าถูกต้อง ก็ให้ทำเป็นโครงการไว้ว่าใช้งบเท่าไหร่ ต้องทำอะไร พื้นที่ไหนที่คิดโครงการไม่ออกก็คุยกันว่ามีแบบนี้ๆ ถ้าสนใจก็เอาไปทำ คล้ายๆ กับเป็นโครงการสำเร็จรูปพร้อมให้ชุมชนหยิบเอาไปใช้” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า หากสามารถผลิตเมนูโครงการในลักษณะนี้ ก็จะทำให้เกิดการทำงานในพื้นที่ได้จริงและสามารถทำให้เม็ดเงินกองทุนสุขภาพตำบลกระจายออกไป โดยตัวชี้วัดน่าจะมี 2 ด้านคือในส่วนของงานคือมีการเลือกใช้เมนูโครงการที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และเรื่องเม็ดเงินกองทุนฯ ที่ดีที่สุดคือได้มากเท่าไหร่ก็ต้องใช้ให้หมดหรือยิ่งเหลือน้อยยิ่งดี

“วัตถุประสงค์คือทำให้เกิดการทำงานในพื้นที่ พอมีการทำงาน เม็ดเงินมันก็จะกระจายออกไป ไม่อย่างนั้นทุกๆ ปีก็จะมีเงินสะสมเพิ่มขึ้นๆ ปีละประมาณ 80 ล้านบาท ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหมือนน้ำท่วม เราก็ต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าเราเปิดทางน้ำให้ไหลออกมันก็จะไม่ท่วม ส่วนเรื่องงานก็เหมือนคุณภาพน้ำว่าจะเอาไปใช้อย่างไร บริโภคเท่าไหร่ ทำการเกษตรเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับบริบทพื้นที่ว่าเน้นเรื่องอะไร แต่ในระยะยาวเราก็ต้องส่งเสริมให้ท้องถิ่นคิดโครงการขึ้นมาเอง หรือพอทำโครงการที่เตรียมไว้ให้แล้วเริ่มมั่นใจขึ้นก็สามารถนำไปพัฒนาต่อได้” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

Categories: Health

Pages