HFocus

Subscribe to HFocus feed
HealthFocus.in.th
Updated: 17 hours 21 min ago

ชงรัฐคลอดนโยบายพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ หลังพบถูกทำร้ายจิตใจ ขาดการดูแล ถูกหลอกหลวงเพิ่ม 10 เท่า

Thu, 02/22/2018 - 21:54

สสส.-มส.ผส. ชงรัฐคลอดนโยบาย “พิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ” ป้องกันถูกละเมิด สกัดความรุนแรง หลังพบ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุ ถูกทำร้ายจิตใจ ปัญหาขาดการดูแล หลอกหลวงเพิ่ม 10 เท่า พร้อมเสนอระบบพิทักษ์คุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ โดยครอบครัว มั่นใจช่วยปูรากฐานก่อนเข้าสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่โรงแรมแมนดาริน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวปัจฉิมกถา เรื่อง สิทธิของผู้สูงอายุไทยต้องก้าวไกลให้ทันการเปลี่ยนแปลง ในเวทีเสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง สิทธิของผู้สูงอายุไทยในสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ว่า จากการศึกษาวิจัยสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิต่อผู้สูงอายุไทย พบว่าปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งคือ ปัญหาความรุนแรงด้านจิตใจ โดย 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุให้ข้อมูลว่า เคยถูกกระทำรุนแรงด้านจิตใจ เช่น พูดไม่ดี ทะเลาะ ทำให้เสียใจ น้อยใจ อันดับที่ 2 คือ การทอดทิ้ง ไม่ดูแล สอดคล้องกับข้อมูลสถิติจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) พบปัญหาผู้สูงอายุขาดผู้ดูแล เพิ่มเป็น 10 เท่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งปัญหาลูกหลานดูแลผู้สูงอายุไม่ไหว และสถานสงเคราะห์ของผู้สูงอายุมีจำนวนจำกัด

สำหรับปัญหาความรุนแรงอันดับ 3 คือการเอาประโยชน์ในด้านทรัพย์สิน โดยคนในครอบครัวหรือคนภายนอก หรือถูกหลอกให้ทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ถูกหลอกให้ซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หลอกให้ทำธุรกรรม จาก 70 ราย ในปี 2548 เพิ่มเป็น 700 ราย ในปี 2559 จะเห็นได้ว่าขนาดของปัญหาเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า

พล.อ.อนันตพร กล่าวต่อว่า อันดับที่ 4 คือปัญหาความรุนแรงในการทำร้ายร่างกาย ซึ่งมักพบปัญหานี้จากการนำเสนอของสื่อ คนที่ทำร้ายร่างกายมักเป็นคนใกล้ตัว ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่พบว่าผู้ทำร้ายมีปัญหาสุขภาพจิต หรือติดสุรา สารเสพติด เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรง และอันดับ 5 คือความรุนแรงทางเพศ ถูกล่วงละเมิดทางเพศซึ่งถูกกระทำโดยคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือในชุมชน และมักเกิดกับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวลำพัง นอกจากนี้การศึกษาปัญหาและความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุพบว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้สูงอายุ คือ เมื่อสูญเสียคู่ครองหรือสมาชิกในครอบครัว เมื่อเจ็บป่วยจนต้องอยู่ในสภาวะพึ่งพิง และเมื่อเกิดอาการโรคสมองเสื่อม

นางภรณี ภู่ประเสริฐ

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์การเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในการเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งการสร้างความรู้ ทำให้สังคมเกิดความตระหนักรู้และเกิดการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เกิดข้อเสนอ แนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ ตลอดจนเกิดการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ ทั้งในการด้านสภาวะทางกายและใจ และการจัดการทรัพย์สินตลอดจนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำไปสู่การรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และสังคมสูงอายุระดับสุดยอดของประเทศไทยในอนาคต

ซึ่งการจัดเวทีครั้งนี้ได้นำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์และความจำเป็นในการสร้างระบบ มาตรการ กลไกเพื่อการคุ้มครอง พิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนแนวทาง/ ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุถูกละเมิดสิทธิจากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ภัทรพร คงบุญ

ดร.ภัทรพร คงบุญ ผู้จัดการชุดโครงการการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มสผส.) กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อป้องกันปัญหาผู้สูงอายุถูกละเมิด และการจัดการทรัพย์สินของผู้สูงอายุ จากผลวิจัย“การศึกษาปัญหาและความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิ และประเมินสถานการณ์เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ” ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ พบว่า เหตุผลที่ไทยจำเป็นต้องมีผู้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์คุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ มาจากการที่ผู้สูงอายุจำนวนมากถูกละเมิดสิทธิ์ ผู้พิทักษ์คุ้มครองสิทธิฯสามารถจะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดในอนาคต สำหรับนิยามของผู้พิทักษ์คุ้มครองสิทธิฯ คือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ ให้สามารถดำเนินกิจกรรมประจำวันได้ปรกติตามอัตภาพ คุ้มครองไม่ให้ถูกละเมิด หรือได้รับประโยชน์ตามสิทธิที่ควรได้ ทั้งสิทธิส่วนบุคคล การรักษาพยาบาล

เบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การให้สมาชิกครอบครัวทำหน้าที่นี้เป็นลำดับแรก เพราะเชื่อว่าผู้สูงอายุต่างต้องการอยู่ร่วมกับครอบครัว เพื่อใช้ชีวิตในช่วงท้ายอย่างมีความสุข โดยผลวิจัยเสนอให้เกิดระบบการพิทักษ์คุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ ควรดำเนินการไปพร้อมกับการป้องกันอันตราย และการรักษาผลประโยชน์ ขณะเดียวกันควรมีการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิ กฎหมาย และการถูกละเมิดสิทธิผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งจะทำให้เพื่อนบ้านเข้าใจการถูกละเมิดสิทธิและสามารถทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ผู้สูงอายุ รวมถึงควรจัดบุคลากรรัฐไปให้คำปรึกษาด้านสิทธิและกฎหมาย ป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบด้านทรัพย์สิน

Categories: Health

นำร่อง 6 รพ.กรมการแพทย์ใช้แอพนัดผู้ป่วย ลดรอคิวนาน คาดเริ่มได้ภายใน 3 เดือน

Thu, 02/22/2018 - 12:55

กรมการแพทย์ นำเทคโนโลยีบริหารจัดการเป็น Smart Hospital พัฒนา Application ลดระยะเวลารอคอย ทดลองใช้ในโรงพยาบาล 6 แห่งภายใน 3 เดือน

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมกรมการแพทย์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญ

นพ.ปิยะสกล ให้สัมภาษณ์ว่า กรมการแพทย์เป็นกรมวิชาการ มีโรงพยาบาลและสถาบันที่เป็นศูนย์เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ตามชื่อของโรงพยาบาลหรือสถาบัน เช่น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำในการค้นหาสาเหตุการเกิดโรค การป้องกันให้เกิดโรคน้อยลง หรือสถาบันโรคผิวหนังที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เป็นแหล่งข้อมูลด้านผิวหนังที่สำคัญของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลที่ได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารในรูปแบบ Big Data ถ้าเรารู้ข้อมูลจะนำไปใช้ในการควบคุมป้องกันโรคได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ นอกจากจะพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลเทียบเท่าโรงเรียนแพทย์แล้ว งานที่ต้องทำควบคู่กันคือ งานวิจัย งานวิชาการ และบริการวิชาการ สิ่งที่ต้องพัฒนาเป็นอันดับแรก คือการเป็น Smart Hospital ใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการ ช่วยให้งานบริการผู้ป่วยรวดเร็วขึ้น สิ่งที่ประชาชนจะได้คือ ลดระยะเวลาการรอคอย

“ขอให้กรมการแพทย์นำเทคโนโลยีนวัตกรรมความเป็นเลิศ ลงไปประสานให้เกิดประโยชน์กับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขนำไปพัฒนางาน การทำงานต้องมองภาพรวมทั้งประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ที่ดำเนินการได้ถึงระดับปฐมภูมิหรือทุติยภูมิได้ เช่น เรื่องคลินิกดูแลผู้ป่วยโรคไตวาย (CKD Clinic) ที่ขณะนี้มีกระจายไปในโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางแห่งที่มีความพร้อม” นพ.ปิยะสกล กล่าว

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์วางแผนนำเทคโนโลยี Digital มาใช้ในโรงพยาบาล เช่น การจัดทำระบบนัดหมายล่วงหน้า การจัดระบบพบแพทย์เป็นรอบ 1 ชั่วโมง แทนที่การให้ประชาชนรอนานถึง 4 ชั่วโมง โดยในอนาคตจะพัฒนา Application ผู้ป่วยจะทราบว่า อีกกี่นาทีจะได้พบแพทย์ สามารถบริหารจัดการเวลาระหว่างรอพบแพทย์ได้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน โดยจะทดลองใช้ใน 6 โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), สถาบันโรคทรวงอก, สถาบันโรคผิวหนัง, สถาบันทันตกรรม, สถาบันประสาทวิทยา และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

Categories: Health

สธ.เล็งพัฒนา รพ. เป็น Smart Hospital เริ่มจากสังกัดกรมการแพทย์ ก่อนขยาย รพศ./รพท.

Thu, 02/22/2018 - 12:34

สธ.พัฒนา รพ.ในสังกัดเป็น Smart Hospital นำระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพิ่มคุณภาพระบบบริการ การตรวจวินิจฉัย การรักษา และการเข้าถึงข้อมูลผู้รับการรักษา เริ่มจาก รพ.สังกัดกรมการแพทย์ และขยายผลไปยัง รพศ./รพท.ทั่วประเทศ

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่โรงพยาบาลราชวิถี นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี ครั้งที่ 29 ประจำปี 2561 และปาฐกถาพิเศษเรื่อง Smart Healthcare โดยมีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมประชุมจำนวน 1,500 คน

นพ.เจษฎา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาความเป็นเลิศด้านระบบบริการ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาล สมาร์ท ฮอสพิทัล (Smart Hospital) โดยนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาใช้ ด้วยนโยบาย สมาร์ท เฮลท์แคร์ (Smart Healthcare) นำระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาจัดเก็บระบบข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพ ระบบยา ห้องปฏิบัติการ การเงินการคลัง การพัสดุ และบุคลากร เพื่อเชื่อมโยงเป็น Big Data สามารถนำมาวิเคราะห์ ประมวลผล และสังเคราะห์เป็นแผนการบริหารจัดการของโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Ehealth) เพิ่มคุณภาพการรักษา อาทิ การนัดหมาย การจัดคิว การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง การจัดยา การส่งต่อผู้ป่วยไปต่างโรงพยาบาล เป็นต้น เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการเข้าถึงข้อมูลผู้รับการรักษา เพื่อลดความแออัด ลดการรอคอย มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ โดยเริ่มจากโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และขยายผลไปยังโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ

ในอนาคตได้วางแผนพัฒนานวัตกรรมการรักษา เช่น Nanotechnology Genome Editing Biotechnology การผ่าตัดโดยใช้การฉายภาพ 3 มิติ (3 D Visualization) การทำเฝือกด้วย 3 D printing การลดความเจ็บปวดโดยใช้ความจริงเสมือน (Virtual reality) รวมทั้งพัฒนาการเรียนการสอนให้เป็น Smart Education and Training และพัฒนาการวิจัย ด้วย Smart Research สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งใช้ระบบสุขภาพทางไกล (Telehealth) โดยใช้ระบบการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตออนไลน์ เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

“การขับเคลื่อน Smart Hospital ในระยะแรก ผู้ป่วยจะสามารถลงทะเบียนประวัติใหม่แบบออนไลน์ นัดพบแพทย์ในเวลาที่กำหนด รู้คิวการรักษา ซึ่งโรงพยาบาลจะต้องเตรียมพร้อมระบบดิจิทัลรองรับการเชื่อมต่อ จัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยยึดหลักผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ผู้ทำงานมีความสุข” นพ.เจษฎากล่าว

Categories: Health

สถานการณ์ละเมิดสิทธิผู้สูงอายุในไทยส่อวิกฤต ‘ลูกหลาน-คนใกล้ชิด’ ภัยใกล้ตัว

Thu, 02/22/2018 - 12:14

ผลวิจัยชี้สถานการณ์ละเมิดสิทธิผู้สูงอายุในไทยส่อวิกฤต เผยสถิติน่าเศร้าลูกหลาน-คนใกล้ชิด ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งภัยใกล้ตัวผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจการดูแลผู้สูงอายุ ซ้ำทอดทิ้ง ทำร้ายร่างกาย หลอกเอาทรัพย์สิน ขณะที่สถิติคดีข่มขืนในหญิงชราเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าห่วง แนะครอบครัว ชุมชน สังคม ต้องร่วมประสานสร้างเกราะกันเฝ้าระวังคนชรา

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) เปิดเผยผลงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิต่อผู้สูงอายุในไทย” โดย รศ.ดร.จิราพร เกศพิชยวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ สนับสนุนโดย มส.ผส.และสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สำหรับงานวิจัยดังกล่าว ได้ศึกษาถึงเหตุความรุนแรงและการละเมิดสิทธิในผู้สูงอายุ ทั้งจากสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้บริบทสังคมไทยทุกภาคส่วน พร้อมเก็บรวบรวมสถิติความรุนแรงและการละเมิดที่เกิดจากการนำเสนอในหน้าข่าวของสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ บุคลากร ที่มีส่วนในการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

รายงานการวิจัย ระบุว่า ปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิในผู้สูงอายุที่เกิดมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง คือการที่ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้ดูแลที่เหมาะสม พบทั้งประเภทที่มีลูกหลานแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ประเภทที่มีลูกหลานแต่ถูกทอดทิ้ง บางรายมีสภาพที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสม ทั้งยังต้องเลี้ยงดูหลานไปด้วย

นอกจากนี้ยังพบการทอดทอดทิ้งผู้สูงอายุให้ต้องอยู่ตัวคนเดียว จากความพิการร่างกายที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ความพิการทางสมอง ที่ร้ายสุดคือการที่ผู้สูงอายุถูกลูกหลานนำมาปล่อยไว้ในสถานที่สาธารณะ เหตุทั้งหมดนี้เมื่อปรากฏข่าวสารทางหน้าสื่อ ก็มักจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลเป็นกรณีๆไป

ปัญหาต่อมาคือ การถูกทำร้ายร่างกาย ที่พบว่าผู้กระทำส่วนใหญ่มักเป็นคนในครอบครัว และเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ จากการวิเคราะห์พบว่าส่วนใหญ่ผู้กระทำมีความเครียด บ้างบกพร่องทางสติปัญญา ติดสารเสพติด บางครั้งพบผู้สูงอายุถูกทำร้ายร่างกายโดยบุตรหลานที่ต้องการทรัพย์สินมาเป็นของตัวเอง ส่วนการถูกทำร้ายจากบุคคลภายนอกนั้นรายงานวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคดีอาชญากรรมที่ผู้กระทำมุ่งต่อทรัพย์สินผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว มิจฉาชีพเลือกลงมือเพราะเห็นเหยื่อไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

ที่น่าเศร้าคือ การข่มขืนและคุกคามทางเพศ ที่เริ่มพบมากขึ้นและปรากฏบ่อยในสื่อสาธารณะ รายงานวิจัย ระบุว่า ผู้กระทำมักเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นหลาน แต่เหตุที่เกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกก็มีให้เห็น น่าสังเกตคือผู้ที่กระทำทั้งหมดจะอ้างว่าเมาสุรา แล้วเห็นผู้สูงอายุหญิงอยู่คนเดียวไม่สามารถป้องกันตัวเองได้จึงเป็นเหยื่อให้เลือกที่จะลงมือเป็นอันดับแรก แต่อีกปัญหาที่น่าห่วงไม่แพ้กัน คือการละเมิดด้วยการเอารัดเอาเปรียบหลอกลวงผู้สูงอายุให้เสียทรัพย์สิน ที่ส่วนใหญ่เกิดจากบุตรหลานและบุคคลในครอบครัวและคนใกล้ชิดเช่นเคย รูปแบบการละเมิดมีทั้งการหลอกให้หลงเชื่อทำธุรกรรมทางการเงิน หลอกให้ลงนามสัญญากู้ยืม นอกจากนี้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังถูกหลอกลวงโดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือล่อให้ซื้อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งพบว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมาการเอารัดเอาเปรียบผู้สูงอายุในลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง

“จากการวิจัยภาคสนามพบสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดผู้สูงอายุในชุมชน ส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว คู่สมรส เพื่อนบ้านใกล้เคียง นอกจากจะมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีลักษณะซ่อนเร้นปัญหา ปัจจัยสำคัญของการละเมิดคือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจในครอบครัวบุตรหลานต้องย้ายถิ่นไปหางานทำ ถ้ามีรายได้ไม่พอที่จะเอาตัวรอด ก็จะไม่สามารถส่งเสียดูแลผู้สูงอายุได้จนนำมาสู่การถูกทอดทิ้ง ประกอบกับความเครียดในครอบครัวที่มาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็จะนำมาสู่การกระทบกระทั่ง ทะเลาะรุนแรง คาดการณ์ว่า ยังมีปัญหาผู้สูงอายุที่ยังถูกปิดบังซ่อนเร้นอยู่ในสังคมอีกไม่น้อย เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล ให้เกิดปัญหากับลูกหลาน และบุคคลในครอบครัว” รายงานวิจัย ระบุ

งานวิจัยยังได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาความรุนแรงและการละเมิดในผู้สูงอายุเอาว่า ต้องเริ่มจากระดับบุคคล ที่ควรช่วยกันปลูกฝังทัศนคติ ส่งเสริมพฤติกรรมเกื้อกูลเลี้ยงดูบุพการี รวมทั้งค่านิยมต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ส่วนในระดับครอบครัวจะต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ยกค่านิยมดีงามของวัฒนธรรมไทยที่ให้เกียรติยกย่องผู้อาวุโส เช่นเดียวกันการดำเนินการในระดับชุมชน ที่จะต้องมีการจัดกิจกรรมให้ชุมชนตระหนักถึงภัยความรุนแรงในผู้สูงอายุ จัดระบบเฝ้าระวังหรืออาสาสมัคร ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความเสี่ยง สำหรับมาตรการป้องกันในระดับสังคม คือการให้ความรู้เพื่อเท่าทันกับระดับปัญหาความรุนแรงที่เกิดและสามารถหาหนทางแก้ มอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบที่น่าจะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังต้องขับเคลื่อนนโยบาย ทั้งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกำหนดมาตรการบังคับใช้ให้สังคมต้องปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมียุทธศาสตร์หรือแผนงานให้สอดคล้อง สุดท้ายคือการขับเคลื่อนสังคม เช่นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การทำให้ผู้สูงอายุเป็นพลังในเชิงบวกให้กับประเทศ

Categories: Health

‘หมอเสรี’ ย้ำนโยบายปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เน้นพัฒนา ‘ระบบบริการปฐมภูมิ’

Thu, 02/22/2018 - 12:01

“นพ.เสรี ตู้จินดา” ย้ำปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข พัฒนาระบบแพทย์ปฐมภูมิ ประชาชนทุกคนมีหมอประจำตัว โรงพยาบาลใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ลดระยะเวลาการรอคอย พร้อมผลักดันผักปลอดสารพิษ เครื่องสำอางและอาหารเสริมจากสมุนไพร รวมทั้งพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้ได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ร่วมแถลงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศไทย หัวข้อ “สุขภาพดี สังคมแข็งแรง สื่อสร้างสรรค์” โดยกล่าวถึงความคืบหน้าแผนการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ว่า คณะกรรมการฯ ได้สรุปแนวทางปฏิรูปไว้ 4 ด้าน 10 ประเด็น ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่จะขอกล่าวถึงคือนโยบายการสร้างระบบบริการปฐมภูมิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยจะขยายการมีแพทย์ลงไปประจำถึงระดับชุมชน ครอบครัว และในระดับรายบุคคล หรือที่เรียกว่าหมอครอบครัวบวกด้วยทีมสหวิชาชีพที่ลงไปดูแลประชาชนถึงบ้าน ประชาชนทุกคนจะมีหมอประจำตัวเมื่อเจ็บป่วยก็สามารถปรึกษาหมอประจำตัวได้ ถ้ารักษาได้ก็รักษา แต่ถ้ารักษาไม่ได้ก็จะส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล โดยเป็นระบบการส่งต่อแบบไร้รอยต่อ ส่วนทีมสหวิชาชีพก็จะช่วยให้คำปรึกษา ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน

“สิ่งที่เราต้องการคือให้หมอครอบครัวบวกด้วยทีมสหวิชาชีพไปดูแลประชาชนถึงบ้านเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น คนไข้ติดเตียง ก็เป็นติดบ้าน ติดบ้านเป็นติดสังคม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ โดยคาดว่าจะสามารถเติมเต็มบุคลากรได้ครบภายใน 10 ปี” นพ.เสรี กล่าว

ขณะเดียวกัน ในส่วนของโรงพยาบาล จะมีระบบ Electronic Medical Record และ Electronic Personal Record บันทึกสุขภาพในระบบตลอดเวลา และคนไข้สามารถขอดูได้ เมื่อมีการนำระบบสารสนเทศมาใช้ก็จะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยที่โรงพยาบาลผู้ป่วยสามารถติดต่อโรงพยาบาลว่าจะมาตรวจ จะตรวจกับแพทย์คนไหน ตรวจเวลาไหน ซึ่งการลดเวลาการรอคอยในโรงพยาบาลก็ทำให้ผู้ป่วยและญาติที่มาส่งเอาเวลาไปทำงานได้ ไม่ต้องเสียเวลามารอคิวตั้งแต่เช้าตรู่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปฏิรูปแพทย์แผนไทย ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีประเด็นย่อยที่ต้องทำคือการพัฒนาสมุนไพรให้ครบห่วงโซ่ สามารถสู่เวทีโลกได้โดยเฉพาะสมุนไพรและอาหารเสริม อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ยังมีปัญหาคือสมุนไพรที่ปลูกได้แต่ละพื้นที่คุณภาพไม่เท่ากัน บางชนิดปลูกได้ในบางภาค ถ้าไปปลูกภาคอื่นแล้วสารสกัดที่ได้จะไม่มีคุณภาพ

“ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกระทรวงสาธารณสุขที่จะบูรณาการให้ความรู้ประชาชนว่าปลูกอะไรในพื้นที่ไหน” นพ.เสรี กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นเรื่องการผลักดันผักและผลไม้ปลอดสารพิษ โดยขณะนี้เริ่มต้นจากการให้โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซื้อผักปลอดสารพิษจากประชาชน โดยกำหนดความต้องการล่วงหน้าว่าต้องการผักชนิดไหน ปริมาณเท่าใด และในระยะเวลาอีกกี่วัน ประชาชนก็สามารถวางแผนการปลูกแล้วนำมาขายให้โรงพยาบาลโดยตรงตามราคาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งก็จะเป็นราคาที่แพงกว่าราคาตลาดอีกด้วย

“การทำงานเรื่องนี้ต้องบูรณาการ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวเรือใหญ่ กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงต้นน้ำในการดูแลเรื่องปลอดสารพิษ กระทรวงพาณิชย์กำหนดราคา และกระทรวงสาธารณสุขเป็นปลายน้ำ ส่วนประชาชนก็ได้ประโยชน์ ผักสวย-ไม่สวยก็ซื้อราคาเดียวกัน เรื่องนี้ตอนแรกๆ โรงพยาบาลก็อึดอัดเพราะต้องซื้อผักราคาแพงกว่าตลาด ถ้ารัฐบาลเข้ามาสนับสนุนเงินให้โรงพยาบาลสำหรับซื้อผักจากประชาชนก็จะเป็นสิ่งที่ดี” นพ.เสรี กล่าว

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ กำลังคิดอีกว่าในโรงพยาบาลที่มีพื้นที่ว่างก็ให้ประชาชนมาปลูกผักในโรงพยาบาลแล้วขายให้โรงพยาบาลเลยหรือไม่ เช่น คนจน 11 ล้านคน ให้มาทำได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องไปศึกษาระเบียบต่างๆ ดู ถ้าทำได้ก็จะช่วยให้คนจนอาชีพเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เป้าหมายที่คณะกรรมการฯ ต้องการเห็นในระยะ 5 ปีข้างหน้าคือโรคที่เกิดจากการใช้สารเคมีลดลง โรคเบาหวาน ความดันลดลงเพราะประชาชนได้กินผักปลอดสาร ได้ออกกำลังกายจากการปลูกผัก

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับ ได้มาตรฐาน ซึ่งต้องมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับว่าสมุนไพรแต่ละตัวสามารถรักษาโรคนี้ได้หรือไม่ เป็นต้น

อนึ่ง การปฏิรูปด้านสาธารณสุข 4 ด้าน 10 ประเด็น ประกอบด้วย ด้านระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ แบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ ความมีเอกภาพของระบบสุขภาพ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพและเรื่องกำลังคนสุขภาพ

ด้านระบบบริการสาธารณสุข มี 4 ประเด็น คือ ระบบบริการปฐมภูมิ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยเพื่อเศรษฐกิจ ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค

ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค มี 2 ประเด็น คือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ

และด้านความยั่งยืนและเพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพ คือประเด็นระบบสุขภาพมีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและมีความยั่งยืน

Categories: Health

‘นอนไม่พอก่อโรค’ รพ.จุฬาฯ จัดงานวันนอนหลับโลก ชี้การนอนสำคัญช่วยพิชิตโรคร้าย

Wed, 02/21/2018 - 14:18

รพ.จุฬาลงกรณ์ ตอกย้ำการนอนสำคัญพิชิตโรคร้าย จัดกิจกรรมสัปดาห์ “วันนอนหลับโลก” ระบุ การนอนที่ไม่เพียงพอทำให้การเรียนรู้ ความจำ และสมาธิในการทำงานลดลง หากนอนไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพติดต่อกันเป็นเวลานานยังส่งผลต่อการดำเนินโรคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะโรคอ้วน ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะเครียด โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยศูนย์นิทราเวช ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรคจากการนอนหลับแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวการจัดกิจกรรม “วันนอนหลับโลก World Sleep Day 2018” สร้างความตระหนักเรื่องการนอนหลับอย่างถูกวิธีพิชิตโรคร้าย ณ ชั้น 14 ระเบียงรมณีย์ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ร่างกายของคนเราจะได้หยุดพักและฟื้นฟู ซ่อมแซม และปรับสมดุลต่างๆ แต่หลายคนกลับมองข้าม การพักผ่อนไม่เพียงพอและปัญหาจากการนอนหลับในเวลากลางคืนที่เราไม่รู้ตัวนั้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับชีวิตได้

สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก (The World Association of Sleep Medicine : WASM) จึงได้กำหนดจัดกิจกรรม “วันนอนหลับโลก : World Sleep Day ขึ้นในวันศุกร์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมในทุกๆ ปี เพื่อให้ประชากรโลกได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาการนอนหลับ หากไม่เร่งแก้ไขก็อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้

สืบเนื่องจากปี พ.ศ.2546 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานเครื่องตรวจวิเคราะห์การนอนหลับจำนวน 2 เครื่อง พร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการตรวจเพื่อใช้ในงานด้านการรักษาพยาบาล ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการจัดตั้งเป็น “ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านความผิดปกติจากการนอนหลับ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ทรงประทานชื่อศูนย์ฯ ว่า "ศูนย์นิทราเวช" มีความหมายว่า ศูนย์รักษาโรคที่เกิดจากการนอนหลับ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ศูนย์ฯ เป็นขวัญกำลังใจแก่คณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และผู้ป่วยสืบไป

นพ.วิญญู ชะนะกุล รองผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า 45 % ของประชากรโลกเคยมีอาการผิดปกติอย่างใดย่างหนึ่งเกี่ยวกับการนอน โดยที่ 35 % จะเป็นอาการนอนไม่หลับเป็นสำคัญ และพบว่าในผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับนั้นจะมีปัญหาขาดงานหรือทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหานอนไม่หลับถึงสามเท่า

นอกจากนั้นพบว่าการนอนที่ไม่เพียงพอทำให้การเรียนรู้ ความจำ และสมาธิในการทำงานต่างๆ ลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีปัญหาการนอน การนอนที่ไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพติดต่อกันเป็นเวลานานยังส่งผลต่อการดำเนินโรคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะโรคอ้วน ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะเครียด โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า อีกด้วย การส่งเสริมให้มีการนอนที่เพียงพอและมีคุณภาพสามารถกระทำได้โดยการปฏิบัติตามสุขนิสัยของการนอนและการฝึกทักษะคลายเครียดในรูปแบบต่างๆ

ศ.พญ.อรุณวรรณ พฤทธิพันธุ์ นายกสมาคมโรคจากการนอนหลับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนอนหลับโลก คือ วันที่จัดงานเกี่ยวกับการนอนหลับเป็นประจำทุกปี โดยการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้านการหลับจากทั่วโลก มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญ และปัญหาของการหลับ เป็นการสื่อสารสู่ประชาชนในความพยายามที่จะป้องกัน และการรักษาโรคจากการหลับ

วันนอนหลับโลกจัดขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยมี Slogan “Sleep Well, Live Fully Awake” หรือเป็นคำขวัญว่า “หลับสนิทชีวิตตื่นตัว” โดยจัดในวันศุกร์ก่อนฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม และมีการจัดงานเป็นประจำทุกปีต่อมา งานวันนอนหลับโลกได้จัดกิจกรรมขึ้นในทั่วโลก ในขณะนี้มีประเทศที่เข้าร่วมทั้งหมด 67 ประเทศ และสถานที่จัดงานจะปรากฏใน www.worldsleepday.org โดยตัวแทนวันนอนหลับโลกในแต่ละประเทศ จะทำงานเพื่อส่งเสริมความตระหนักถึงปัญหาจากการหลับ ในรูปแบบต่างๆ

ประเทศไทยได้มีการจัดวันนอนหลับโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทยได้ส่งกิจกรรมเข้าไปเผยแพร่ในเว็บไซต์นี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ในปี พ.ศ. 2560 สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดงานวันนอนหลับโลกที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลรามาธิบดี เครือข่ายของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศและได้มีการออกสื่อนิทรรศการ โทรทัศน์และวิทยุ จากการจัดกิจกรรมในครั้งนั้นประเทศไทยจึงได้รับรางวัล “2017 Distinguished Activity Award” โดยมีผู้ที่ได้รับรางวัล 6 ประเทศ คือ El Salvador, Egypt, Peru, Italy, Spain และประเทศไทย โดยคำนิยมจาก Dr. Perrino ประธานคณะกรรมการวันนอนหลับโลกถึงผู้ที่ได้รับรางวัล คือ เป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน สร้างสรรค์และจัดแพร่หลายไปทั่วประเทศ

ในปีนี้ World Sleep Day 2018 Slogan “Join the Sleep World, Preserve Your Rhythms to Enjoy Life” สำหรับประเทศไทย จัดให้มีการประกวด คำขวัญวันนอนหลับโลก พ.ศ. 2561 “หลับเป็นเวลา ตามนาฬิกาชีวิต พิชิตโรคร้าย ร่างกายแข็งแรง” โดยคำขวัญนี้จะเน้นในความสำคัญของนาฬิกาชีวิตอันนำไปสู่สุขอนามัยการนอนที่ดี สุขภาพที่ดี ในคำขวัญนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนักวิจัย 3 ท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลทางด้านสรีรวิทยา จากการอุทิศตนศึกษาการทำงานของนาฬิกาชีวิต

ในปีนี้สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมสุขภาพจิต และศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จัดสัปดาห์วันนอนหลับโลกขึ้น โดยสมาคมโรคจากการหลับนั้นเป็นการรวมตัวกันของสหวิชาชีพในสาขาเวชศาสตร์การนอนหลับ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคจากการหลับจากสหสาขาต่าง ๆ ทั้งทางอายุรศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ และ โสต ศอ นาสิก และเจ้าหน้าที่ตรวจการนอนหลับเพื่อส่งเสริมการศึกษา และการฝึกอบรมรวมทั้งเผยแพร่วิทยาการเกี่ยวกับความผิดปกติจากการหลับ

ทางด้าน รศ.นพ.ณัฐพงษ์ เจียมจริยธรรม โรคทางการหายใจและภาวะวิกฤตทางการหายใจ / หัวหน้าศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวต่อว่า การจัดงาน “วันนอนหลับโลก “World Sleep Day” ของศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คำขวัญ “หลับเป็นเวลา ตามนาฬิกาชีวิต พิชิตโรคร้าย ร่างกายแข็งแรง” ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น “World Sleep Week” ก็ได้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ทางศูนย์นิทราเวช จัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายตลอดทั้งสัปดาห์

เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับการนอนที่ถูกสุขภาวะ สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากความผิดปกติของการนอนหลับ อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการจัดการปัญหาภาวะการนอนหลับอย่างตรงจุดด้วย โดยกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์วันนอนหลับโลก ได้แก่ กิจกรรม “รักษ์การนอน Walk Rally” ในวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2561 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 09.00 น. ณ บริเวณสวนปาล์ม สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร และมีการจัด “นิทรรศการวันนอนหลับโลก” ตลอดทั้งสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 9 มีนาคม 2561 ณ โถงชั้น G อาคาร ภปร และในวันนอนหลับโลกประจำปีซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561 จัดให้มีกิจกรรม “อบรมให้ความรู้เรื่องโรคความผิดปกติจากการนอนหลับสำหรับประชาชน” ภายใต้หัวข้อ World Sleep Day, Join the sleep world, Preserve your rhythms to enjoy life. เวลา 08.30 – 16.00 น. ณ ห้องประชุม 1301 ชั้น 13 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์

ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 อาคารผู้ป่วยในพิเศษ 14 ชั้น มีความโดดเด่นด้านการบริการผู้ป่วยด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบสหสาขา มีแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาโรคความผิดปกติทางการนอนหลับ การให้บริการของศูนย์จะประกอบด้วย คลินิกผู้ป่วยนอก (OPD) เปิดให้บริการในวันจันทร์-อังคาร เวลา 13.00 16.00 น. ห้องปฏิบัติการตรวจการนอนหลับ (Sleep Laboratory) เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 20.00 -07.00 น. นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ฝึกสอนแพทย์ประจำบ้านต่อยอดอีกด้วย

Categories: Health

รพ.น่านเจ๋งคิดค้น “คิวรับยาด้วย QR Code” ช่วยผู้ป่วยมั่นใจ รู้สถานะยารอรับผ่านมือถือ

Tue, 02/20/2018 - 16:09

รพ.น่าน เจ๋ง คิดค้น “นวัตกรรมคิวรับยาด้วยระบบ QR Code” ช่วยผู้ป่วยมั่นใจ รู้สถานะยารอรับผ่านมือถือ แถมทำธุระอื่นระหว่างรอได้ ไม่ต้องคอยนานหน้าช่องจ่ายยา เผยอยู่ระหว่างประเมินผล หลังเริ่มทดลองใช้ ม.ค. 61 เบื้องต้นผู้ป่วยและญาติพึงพอใจ ช่วยตอบโจทย์ได้

ภก.ชาญวิทย์ วัฒนพันธุ์ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า โรงพยาบาลน่านเป็นโรงพยาบาลทั่วไปเพียงแห่งเดียวในจังหวัดน่าน แต่ละวันมีผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการ 1,000-1,500 ราย นั่นหมายถึงจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรับยาเช่นกัน โรงพยาบาลมีห้องจ่ายยา 2 ห้อง ทำให้เกิดความหนาแน่นในการรอรับยา โดยเฉพาะเวลา 10:00-13:00 น. ซึ่งจะมีผู้ป่วยรอรับยามากเป็นพิเศษ โดยในระหว่างการรอรับยาที่ต้องใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที ผู้ป่วยจะมีปัญหาคือไม่รู้สถานะการรอรับยาของตนเองว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว และยังต้องใช้เวลารอนานแค่ไหน ทั้งการจ่ายยาแต่ละกลุ่มเจ้าหน้าที่และเภสัชกรอาจต้องใช้เวลาจัดยาที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้กลุ่มงานเภสัชกรรมจึงได้ร่วมกับศูนย์สารสนเทศของโรงพยาบาลพัฒนา “นวัตกรรมคิวรับยาด้วยระบบ QR Code” ขึ้น โดยพัฒนาซอฟแวร์ใหม่ขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้ป่วยและผู้มารอรับยา สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือ

วิธีการโดยหลังจากที่มีการยื่นใบสั่งยาที่ห้องยาแล้ว เจ้าหน้าที่ห้องยาจะให้ใบคิวรับยาที่มีเลขที่รอรับยาและ QR Code ให้กับผู้รับบริการ นอกจากจะดูสถานะการรอจ่ายยาได้จากจอภาพแสดงสถานะการรอรับยาหน้าห้องจ่ายยาแล้ว ผู้ป่วยและญาติยังสามารถใช้ QR Code ดูผ่านแอพพลิเคชั่น line ในโทรศัพท์มือถือได้ด้วย ซึ่งนอกจากทำให้รู้ถึงสถานะของยาที่รอรับว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว เช่น อยู่ระหว่างการคีย์ข้อมูลยา การรอเช็คยาในคลังยา การเตรียมจัดยา และสถานะที่รอพร้อมจ่ายยาแล้ว เป็นต้น ผู้รับบริการในกรณีที่มีธุระอื่นหรือในระหว่างที่รออาจจะไปซื้อน้ำ กินข้าว หรือเข้าห้องน้ำ จะสามารถเช็คสถานะยาที่รอรับได้โดยตลอดผ่าน QR Code นี้ได้ และเมื่อยาเข้าสู่หมวดพร้อมจ่ายยาแล้ว ผู้รับบริการสามารถเดินมารับยาที่ช่องรับยาได้ทันที เป็นการอำนวยความสะดวกในการรับยาและช่วยลดความกังวลในการรอให้กับผู้ป่วยและญาติได้

“การรอคอยการจ่ายยาของผู้ป่วยเป็นโจทย์ที่กลุ่มงานเภสัชกรรมมีแนวคิดเพื่อแก้ปัญหา ช่วยลดการรอคิวรับยา โดยเฉพาะช่วงเวลาคอขวด คิวรับยาหนาแน่น ก่อนที่จะมีการใช้ระบบ QR Code นี้ เราได้มีการจัดแบ่งกลุ่มยาเป็น A B C และ D เพื่อแบ่งกลุ่มยาที่ต้องใช้เวลาในการจัดเตรียม ขณะเดียวกันผู้ป่วยจะได้ทราบระยะเวลาที่ต้องรอคอย ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ยังคงมีผู้ป่วยและญาติเดินมาสอบถามที่ช่องจ่ายยาอยู่ ดังนั้นจึงคิดหาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยทราบถึงสถานะยาที่รอรับ นำมาสู่การจัดคิวรับยาด้วยระบบ QR Code นี้ โดยหารือกับศูนย์สารสนเทศ ใช้เวลาพัฒนาซอฟแวร์ประมาณ 3เดือน” หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม กล่าวและว่า สำหรับปัญหาอุปสรรคคงเป็นเรื่องฐานข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งในส่วนของยา ผู้รับยา ซึ่งอาจทำให้ระบบเกิดความล่าช้าไปบ้าง

ภก.ชาญวิทย์ กล่าวว่า จากที่ได้นำร่องทดลองใช้ระบบคิวรับยาด้วย QR Code ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้แม้ว่ายังอยู่ระหว่างการประเมินผล โดยทำการเก็บข้อมูลทั้งก่อนและหลังทดลองใช้ ทั้งในส่วนผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ เภสัชกรผู้ให้บริการเอง แต่จากการสอบถามผู้ป่วยและญาติที่ทดลองใช้ต่างรู้สึกพอใจเพราะช่วยเพิ่มความสะดวกนอกจากรู้สถานะยาที่รอรับแล้ว ยังสามารถไปทำธุระอย่างอื่นก่อนได้ ขณะเดียวกันในส่วนของด้านเจ้าหน้าที่และเภสัชกรห้องจ่ายยา ช่วงเริ่มต้นระบบอาจต้องมีการทำความเข้าใจและปรับปรุงการทำงานบ้างเล็กน้อย ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ภาพรวมถือว่าดี เพราะนอกจากช่วยลดการชี้แจงสถานะการจ่ายยาจากการสอบถามของญาติและผู้ป่วยแล้ว ในการทำงานยังมีการคีย์ข้อมูล มีการบันทึกลงเวลาอย่างเป็นระบบที่ส่งผลดีต่อการทำงาน

ส่วนงบลงทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมคิวรับยาด้วยระบบ QR Code นั้น ภก.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้อุปกรณ์เดิมที่มีอยู่ เพียงแต่ต้องจัดซื้อเครื่องสแกนบาร์โคดเพิ่มเติมเท่านั้น เพราะในการจ่ายยาในทุกขั้นตอนต้องมีการยิงรหัสทั้งหมด และเพิ่มเติมในส่วนของจอภาพ ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์ เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกับศูนย์สารสนเทศของโรงพยาบาลเอง นักโปรแกรมเมอร์เป็นคนของโรงพยาบาลเอง จึงไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ส่วนหลังจากนี้อาจมีการต่อยอดไปยังการจ่ายยาในส่วนผู้ป่วยใน หากโรงพยาบาลใดสนใจ ยินดีที่จะถ่ายทอด เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วย

ภก.ชาญวิทย์ กล่าวว่า นอกจากการใช้ QR Code ในการจัดคิวรับยาแล้ว ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลน่านยังได้ร่วมดำเนินโครงการแอปพลิแคชั่น RDU รู้เรื่องยา ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลยาบนซองยาโดยใช้ QR Code เช่นกัน เป็นโครงการที่ร่วมกันทำทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องรับการรักษายังต่างโรงพยาบาล แพทย์จะทราบได้ว่า ผู้ป่วยได้รับยาอะไร จำนวณเท่าไหร่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการักษาและดูแลผู้ป่วยต่อไป

ทั้งนี้สามารถเข้าดูคลิปการใช้งานได้ ที่นี่


Categories: Health

คนไทยตายจาก “ไส้ติ่งอักเสบ” อันดับ 5 ของโลก เหตุรู้โรคช้า รพ.เล็กไม่กล้าผ่าตัด

Tue, 02/20/2018 - 15:36

ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานฯ เขต 7 ขอนแก่น ชี้คนไทยตายจาก “ไส้ติ่งอักเสบ” มากเป็นอันดับ 5 ของโลก เหตุรู้โรคช้า และโรงพยาบาลเล็กไม่กล้าผ่าตัด แนะจัดระบบการรักษาใหม่ทั้งระบบ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ณ โรงพยาบาลท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ รศ.นพ.วัชรพงศ์ พุทธิสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับเขตพื้นที่ (ขอนแก่น) และคณะอนุกรรมการฯ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานโรงพยาบาลท่าคันโท โดยมี ดร.วิมลรัตน์ ภูผาสุข รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์, นพ.พุทธรักษ์ ดีสิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าคันโท และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ

รศ.นพ.วัชรพงศ์ กล่าวว่า จากสถิติล่าสุดพบว่าคนไทยเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบเป็นอันดับ 5 ของโลก ทั้งนี้สาเหตุเกิดจากการวินิจฉัยโรคได้ช้า ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างการตรวจรักษา ซึ่งถือว่าอันดับในเรื่องนี้ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาในแถบแอฟริกา สถานการณ์ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบที่มารักษาที่โรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอ จะถูกส่งไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเกือบทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องจากโรงพยาบาลประจำอำเภอไม่สามารถผ่าตัดได้ ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งกลับไปเหมือนเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบจะถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ทั้งหมด จึงควรมีการจัดระบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และโรงพยาบาล ในระบบสาธารณสุข เพื่อลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงให้ได้มากที่สุด

นพ.พุทธรักษ์ กล่าวชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน การจัดการเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ว่า โรงพยาบาลท่าคันโทเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง และมีพื้นฐานที่มาจากการเป็นโรงพยาบาลของประชาชน มีตึกที่สร้างขึ้นมาด้วยเงินบริจาคของประชาชน 15 ล้านบาท เป็นโรงพยาบาลที่ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันสร้างขึ้นโดยไม่มีผู้รับเหมา และมีผลงานเด่น เช่น เป็นพื้นที่ต้นแบบในการร่วมจัดระบบบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ติดบ้านติดเตียงได้รับการดูแลอย่างมีมาตรฐาน

สำหรับการดำเนินงานด้านการจัดการข้อร้องเรียน ร้องทุกข์นั้น ทางโรงพยาบาลมีการทบทวน และพัฒนาระบบงานเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ได้รับเรื่องร้องเรียน มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มหน่วยงานกลางในโรงพยาบาลเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการส่งต่อ เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกับ ขอนแก่นและอุดรธานี หากคิดตามระยะทางนั้นควรจะมีการส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอุดรธานี และ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน การเพิ่มช่องทางด่วนให้กับผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ 7 โรค การจัดเจ้าหน้าที่เข้าเวรตลอดทุกช่วงเวลาไม่มีเวลาพักเที่ยง เพื่อให้บริการกับประชาชนได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน และประชาชนมีความพึงพอใจ.

Categories: Health

ทพ.ชาญชัย ทนต์ประเสริฐเวช : ข้อเสนอแก้ กม.นิวเคลียร์ ลดผลกระทบกรณีเครื่องเอกซเรย์การแพทย์

Tue, 02/20/2018 - 07:55

ตามที่ คณะกรรมาธิการสาธารณสุขสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับทราบและเห็นความสำคัญของผลกระทบต่อการรักษาด้านทันตกรรมของประชาชนอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างจากการที่มีการเรียกร้องขอความเป็นธรรมของวิชาชีพทันตแพทย์ แพทย์และรวมถึงวิชาชีพการแพทย์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้งาน และเกี่ยวข้องกับเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ที่ใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคเพื่อการรักษาโรคให้ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอันเนื่องมาจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.๒๕๕๙ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดตั้งแต่ขั้นตอนการร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่ง ทันตแพทยสภาในฐานะสภาวิชาชีพ ในขณะนั้นยังไม่มีโอกาสได้รับทราบ และไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมและไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมถึงการถูกลิดรอนสิทธิตาม มาตรา ๗๗ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นที่มาของการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นถึงผลกระทบต่อกฎหมายฉบับนี้ ในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมาที่โรงแรมมิราเคิลโดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้จัดมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก ๔ ครั้งตามต่างจังหวัดและภูมิภาค (กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี พิษณุโลก ขอนแก่น สงขลา) ซึ่งมีกลุ่มวิชาชีพการแพทย์ กลุ่มโรงพยาบาล มาร่วมแสดงความคิดเห็น และแจ้งถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของกระบวนการแก้ปัญหาหลักๆ นั้น จะเห็นว่ามีความคืบหน้าเป็นอันมาก โดยเฉพาะในร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ มาตรา ๔ ที่ให้ยกเว้นเครื่องเอกซเรย์วินิจฉัยทางการแพทย์ที่ไม่มีวัสดุกัมมันตรังสีเป็นส่วนประกอบ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งหากสามารถดำเนินการ ตามร่างแก้ไขดังกล่าวได้ จะถือเป็นการหาทางออกที่ดีและ แก้ปัญหาผลกระทบได้ตรงจุด และสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขที่ตอนนี้ มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนไปในทิศทางเดียวกัน

โดยล่าสุด รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำกฎหมายรอง โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ และ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ ๒๕๓๔ จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งมั่นใจและเห็นได้ว่า การควบคุมกำกับการใช้เครื่องเอกซเรย์ ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นไปอย่างครบวงจร เป็นไปตามมาตรฐาน IAEA และไม่ด้อยไปกว่า ปส. ซึ่งเรื่องนี้จะมีการนำเข้าพิจารณาในกระบวนแก้กฎหมายของ สนช. ต่อไป

ขณะที่ในส่วนของกระบวนการแก้กฎหมาย โดยประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนกว่า ๒๐ ราย ยื่นเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยเสนอร่างแก้ไขต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ จุดนึ้จึงถือได้ว่า กระบวนการแก้กฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ กลุ่มวิชาชีพทันตแพทย์ และกลุ่มการแพทย์หลายๆ ส่วนยังมีกังวลต่อร่างแก้ไขฉบับนี้ ในส่วนของ มาตรา ๑๑, ๑๒, ๑๓ ที่มีการเขียนเพิ่มขึ้นมา เพราะจากภาพรวมของร่างแก้ไขกฎหมายนั้นในส่วนเนื้อหาหลักที่สร้างผลกระทบในส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ มีแนวทางที่ตรงกันจากหลายฝ่ายที่จะกำหนดให้ไม่อยู่ใต้การบังคับของพ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.๒๕๕๙

หลายฝ่ายจึงเสนอให้ตัดเนื้อหาในส่วน ร่างมาตรา ๑๑, ๑๒, ๑๓ ออก เนื่องจากหากพิจารณาเนื้อหาแล้ว ร่างเนื้อหาในส่วนนี้ มีความขัดแย้งกับส่วนอื่น และขัดแย้งกับแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบอย่างชัดเจน ตามรายละเอียดดังนี้

"มาตรา ๑๑ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับใช้ในทางการแพทย์ ให้เครื่องกำเนิดรังสีที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับใช้เพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ และไม่มีวัสดุกัมมันตรังสี เป็นส่วนประกอบ และใช้งานในสถานพยาบาล ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ แห่งพระราชพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

เป็นเครื่องกำเนิดรังสีที่ต้องแจ้งการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีต่อเลขาธิการ และให้นำมาตรา ๒๖/๑ วรรคสาม แห่งพระราชพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๙๑ แห่ง พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ และบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับไปพลางก่อน

มาตรา ๑๒ ให้ใบอนุญาตเกี่ยวกับการใช้พลังงานปรมาณูจากเครื่องกำเนิดรังสีที่ ที่ได้ให้ไว้ตามพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองและใช้เครื่องกำเนิดรังสีที่ได้ให้ไว้ตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ สำหรับเครื่องกำเนิดรังสีที่มีลักษณะตามมาตรา ๑๑ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังมีผลใช้บังคับอยู่ เป็นการแจ้งการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีตามมาตรา ๑๑

มาตรา ๑๓ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๒๖/๑ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๙๑ แห่งพระราชพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อใช้บังคับกับเครื่องกำเนิดรังสีตามมาตรา ๑๑

ขอยกตัวอย่างปัญหา เช่น ตรงส่วนท้ายร่างมาตรา ๑๑ ที่เขียนว่า "เป็นเครื่องกำเนิดรังสีที่ต้องแจ้งการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีต่อเลขาธิการและ ให้นำมาตรา ๒๖/๑ วรรคสามแห่ง พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.มาตรา ๙๑ แห่ง พ.ร.บ. พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ และบทกำหนดลงโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับไปพลางก่อน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่มีเห็นพ้องกันว่า นอกจากจะไม่ได้ชะลอปัญหาผลกระทบ และปัญหาความเป็นธรรมแล้ว กลับทำให้ปัญหาและผลกระทบรวมถึงข้อติดขัดต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ รุนแรงมากขึ้น เพราะแทนที่จะชะลอปัญหากลับกลายเป็นการบีบให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ต้องเข้าเผชิญปัญหาอย่างรีบเร่งแทน เพราะเป็นการบังคับ ให้ผู้ร้องและได้รับผลกระทบ ถูกบังคับให้ต้องรีบดำเนินการต่างๆ ในเวลาที่รีบเร่งและจำกัดมากขึ้น

เนื่องจากหากอ้างถึงช่วงเวลาระหว่างการแก้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่นานมากนัก ซึ่งไม่น่าทำ เพราะโดยทั่วไปน่าจะให้มีการปฏิบัติตามเดิมไปก่อนระหว่างการแก้ไ ขพ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งทาง ปธ.กมธ.สธ.สนช.ได้เคยได้ให้ความเห็นว่าไม่น่าจะใช้เวลานานนัก เช่นการดำเนินการตรวจมาตรฐานและสถานที่ก็สามารถทยอยตรวจโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามเดิมซึ่งจะเหมาะสมกว่า เพราะเป็นแนวทางเดิมที่ปฏิบัติและดีอยู่แล้ว และภายใต้ความรีบเร่งยังบีบให้เกิดความวิตกกังวลที่จะต้องมาเสี่ยงรับโทษอย่างที่ไม่ควรเป็นเพราะเป็นการใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อช่วยรักษาและเป็นประโยชน์ต่อคนไข้และปลอดภัยเสมอมา โทษที่รุนแรง ไม่เหมาะสมกับเหตุที่นำการควบคุมมาใช้กับเครื่องมือแพทย์อย่างเครื่องเอกซเรย์ฟันและเอกซเรย์ทางการแพทย์ เช่น โทษจำคุก ๒ ปีหรือ ๕ ปี จนถึง ๑๐ ปี และโทษปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท

การที่สินบน นำจับ อยู่ในอัตราสูงสุดถึง 80% ซึ่งง่ายและเกิดแรงจูงใจสูง สุ่มเสี่ยงต่อการแอบอ้างเพื่อหาประโยชน์มิชอบเป็นอย่างมาก (ทั้งยังไม่น่าจะเหมาะสมและผิดหลักธรรมาภิบาลเป็นอย่างยิ่ง) ฉะนั้น หลายๆ ส่วนจึงมีความกังวลว่าการมีมาตรา ๑๑ จะยิ่งทำให้สภาวะการแก้ปัญหาเลวร้ายขึ้น และกลับไปอยู่ในวังวนเหมือนเดิม

ในส่วนมาตรา ๑๒ หลายคนตีความแล้ว พิจารณาได้ว่าเป็นการ สำทับว่าใบอนุญาตเก่า ก่อนหน้า พ.ร.บ.ประกาศใช้ ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ เช่นเดียวกับเครื่องกำเนิดรังสีที่ยังไม่ได้เข้าขออนุญาตก่อนหน้านี้ตามพ.ร.บ.นิวเคลียร์ฉบับใหมี่เป็นปัญหาก่อนหน้านี้ ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการทยอยตรวจเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมและสถานที่โดยอิงรอบการขอต่ออายุของคลินิกหรือสถานบริการ และคลินิกที่เปิดใหม่ก็จะทยอยตรวจจนครบตามเกณฑ์เช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเห็นชัดว่านอกจากไม่ได้แก้ผลกระทบอะไรเลย ยังตีความได้ว่าต้องถูกบีบอย่างรีบเร่งที่จะต้องให้ยอมรับสภาพปัญหาและบทลงโทษที่ไม่เป็นธรรมเร็วขึ้น และรุนแรงขึ้นไปอีก

ส่วนร่างตาม มาตรา ๑๓ นั้นหลายๆ ท่านพยายามแปลความหมายที่ชัดเจน หากอ่านคร่าวๆ จะเหมือนให้ทั้ง รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ รมว.กระทรวงสาธารณสุขรักษาการร่วมกัน แต่การปฏิบัติ ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้ เนื่องจากท้ายของมาตรา ๑๓ กลับเขียนว่า "ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน" ซึ่งตรงนี้ ในกฎหมายแต่ละฉบับก็มักจะมีความชัดเจนอยู่แล้ว ในการกำหนดให้ใครหรือ รมต.ท่านไหนเป็นผู้มีอำนาจบังคับกฎหมายฉบับนั้น ๆ อยู่แล้วอย่างชัดเจน

เช่นใน พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ฉบับนี้ก็เช่นกัน เช่น ในมาตรา ๕ ให้ รัฐมนตรีว่าการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรักษาการพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ ลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือกำหนดกิจกรรมอื่น ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ......

ดังนั้น การร่างแก้ไขตาม มาตรา ๑๓ จึงไม่น่าจะมีประโยชน์หรือ กำหนดอำนาจหน้าที่อะไรได้เพิ่มเติมเลย

เพราะในแต่ พระราชบัญญัติก็จะมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ข้อร่างนี้จึงไม่น่ามีประโยชน์ในการแก้ปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติมมากนัก

จากข้อกังวลที่กล่าวมานั้น และจากการพิจารณาร่างเนื้อหาในร่างมาตรา ๑๑, ๑๒, ๑๓ หลายฝ่ายจึงขอให้ทางคณะกรรมาธิการสาธารณสุขสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ตัดส่วนนี้ออก (ร่าง มาตรา ๑๑ ,๑๒ และ ๑๓) เพื่อไม่ให้กลับมามีผลกระทบเป็นวังวน ทั้งที่มีการแก้ไขร่างกฎหมายพระราชบัญญัติแล้ว

ผม และเพื่อนทันตแพทย์ รวมถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพทางการแพทย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะมีความจริงใจ ในการช่วยกันแก้ไขปัญหานี้อย่างรอบคอบที่สุดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งปัญหานี้ ทางสมาชิก สนช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เคยให้ข่าวไว้แต่แรกแล้วว่า ในขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายนั้น ไม่มีเจตนาหรือใครทราบว่า จะนำ พ.ร.บ.นิวเคลียร์ฉบับนี้มาบังคับกับเครื่องกำเนิดรังสี หรือ เอกซเรย์ทางการแพทย์ ดังข่าวใน Health Focus ตั้งแต่เดือน มีนาคม ๒๕๖๐

ทั้งนี้ผมและกลุ่มเพื่อนวิชาชีพทางการแพทย์ ขอขอบคุณ ปธ.กมธ.สธ.สนช นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ และสมาชิก สนช.ทุกท่านที่กรุณารับฟังผลกระทบ ข้อปัญหา ตลอดจนความเดือดร้อน ความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพวกเราทุกคนเป็นอย่างดี และ ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาจนมีความคืบหน้า ชัดเจน จนถึงขั้นตอนการลงชื่อ สมาชิก สนช. ๒๐ ท่าน ร่วมลงชื่อเพื่อขอแก้ไข พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙

ขอให้กำลังใจทุกท่านและขอให้การแก้ไข พ.ร.บ.นี้ สำเร็จเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดครับ ทุกคนจะได้เร่งเดินหน้าพัฒนางานอื่น ๆ เพื่อส่วนรวมและประชาชนต่อไป

ขอบคุณครับ

ทันตแพทย์ชาญชัย ทนต์ประเสริฐเวช ๑๖/๒/๒๕๖๑

ทันตแพทย์ชาญชัย ทนต์ประเสริฐเวช

Categories: Health

เปิดตัว ‘คู่มือกู้ชีพ’ เล่มแรกไทย หวัง ปชช.รู้วิธีช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินรอดพ้นภาวะวิกฤติ

Tue, 02/20/2018 - 07:24

สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิน เปิดตัว “คู่มือกู้ชีพองค์รวม” เล่มแรกในประเทศไทย หวังอาสาสมัครกู้ชีพ-ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย เกิดความรู้ ปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เชื่อมต่อกระบวนการช่วยชีวิตให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการอบรมหลักสูตรการกู้ชีพองค์รวม หรือ CLS โดยมี ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย เปินประธานในพิธีเปิดการอบรม และมีอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป กว่า40 คนเข้าร่วมการอบรม

ศ.นพ.สันต์ กล่าวว่า ในการอบรมครั้งนี้ทางสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ ได้จัดทำคู่มือ “กู้ชีพองค์รวม (CLS) สำหรับอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป” ขึ้นมา ซึ่งได้ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านการกู้ชีพฉุกเฉินมานานกว่า 10 ปีโดยพัฒนาขึ้นมาใช้กับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ก่อนที่จะพัฒนามาทำในระดับอาสาสมัครและประชาชนเพื่อให้ผู้ที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ที่สุดสามารถช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินที่อยู่ในภาวะคุกคามชีวิตให้รอดพ้นภาวะวิกฤตได้ ก่อนที่หน่วยกู้ชีพจะเดินทางไปถึงและดูแลรักษาต่อ

การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่อยู่ในภาวะคุกคามชีวิตนั้น หากมีความล่าช้าหรือให้การดูแลรักษา ที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือพิการโดยไม่สมควร ในทางตรงกันข้าม หากผู้ช่วยเหลือที่อยู่ใกล้เคียง สามารถตรวจพบภาวะฉุกเฉินที่คุกคามต่อชีวิตได้รวดเร็ว และสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมตามระดับความสามารถ และมีวิธีการช่วยเหลือที่ต่อเนื่องไปจนกระทั่งผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่เหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วยนั้นมีโอกาสรอดชีวิตและลดความพิการได้สูง

ศ.นพ.สันต์ กล่าวว่า คู่มือ “การกู้ชีพองค์รวมสำหรับอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป” เป็นชุดความรู้และปฏิบัติการให้ความรู้และความสามารถตรวจพบ การวิเคราะห์ และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างชัดเจน ด้วยเพียง 5 ขั้นตอน มีวิธีปฏิบัติที่ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายเพื่อช่วยชีวิต และมีรูปภาพประกอบที่เข้าใจได้ง่าย

“จากการอบรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากอาสาสมัครและประชาชนว่า มีความสามารถและมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่า สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง และควรจัดให้มีการอบรมในลักษณะนี้เพื่อขยายผลไปสู่อาสาสมัครและประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งการช่วยเหลือเบื้องต้นจะเป็นการเชื่อมต่อให้ลูกโซ่ของกระบวนการช่วยชีวิตเชื่อมต่อกัน ในทางตรงกันข้ามเมื่อตรวจไม่พบภาวะฉุกเฉินคุกคามต่อชีวิตก็สามารถให้การช่วยเหลือตามแนวทาง “การปฐมพยาบาล” ได้ตามปกติ” ศ.นพ.สันต์ กล่าว

ด้าน นพ.สมชาย กาญจนสุต อุปนายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การอบรมและจัดทำคู่มือดังกล่าวขึ้นมา ทางสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ มีเป้าหมายที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในภาวะคุกคามชีวิตเป็นหลัก โดยปกติแล้วคนธรรมดาไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ป่วยแบบใดที่อยู่ในภาวะคุกคามต่อชีวิต หากอาสาสมัครหรือประชาชนสามารถปฏิบัติได้ตาม5ขั้นตอนตามคู่มือได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดอัตราพิการลงได้เป็นอันมาก และเป็นการช่วยต่อเติมส่วนที่ขาดในระบบการกู้ชีพฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“คู่มือกู้ชีพองค์รวมนี้ถือเป็นคู่มือเล่มแรกของไทยที่มีการจัดวิธีการช่วยเหลือตั้งแต่ การตรวจหา การพิจารณา การปฏิบัติ และการส่งต่อ เป็นการดึงเอาศักยภาพของอาสาสมัครและประชาชนเข้ามาเสริมต่อในระบบการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยในภาวะคุกคามชีวิต ได้ทันการณ์และมีประสิทธิภาพ แต่เดิมมา เรามีวิธีปฐมพยาบาลซึ่งไม่ได้ช่วยให้ผู้ช่วยเหลือแยกแยะภาวะคุกคามชีวิตออกมาช่วยก่อนอาจทำให้ผู้ช่วยเหลือช่วยในส่วนที่ไม่วิกฤตก่อนและละเลยส่วนที่วิกฤต อัยจะทำให้การช่วยนั้นเสียเปล่าและโอกาสรอดของผู้เจ็บป่วยลดหรือหายไปได้ แนวคิดในการให้อาสาสมัคร “ตรวจหา” ภาวะคุกคามต่อชีวิตนี้ไม่ปรากฏในคู่มือปฐมพยาบาลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ

นพ.สมชาย กล่าวว่า สำหรับการอบรมในครั้งนี้ เป็นการจัดแนวทางปฏิบัติให้อาสาสมัครสามารถ “ตรวจหา”ภาวะคุกคามชีวิตได้ด้วยการตรวจแบบง่ายๆ ใช้เวลาที่สั้นมาก และสามารถแก้ไขภาวะวิกฤตของผู้ป่วยที่จัดลำดับให้ง่ายเพียง 5 ขั้นตอน จะทำอาสาสมัครมีความมั่นใจ และมีความรู้ความสามารถที่ติดตัวไปนาน

อย่างไรก็ตาม คู่มือกู้ชีพองค์รวมในเบื้องต้นจะแจกให้กับอาสาสมัครและประชาชนที่เข้าฝึกอบรมเพียงจำนวน 1,000 เล่ม และจะมีการเปิดอบรมให้กับภาคประชาชนต่อไป สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด “คู่มือกู้ชีพองค์รวมสำหรับอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป” สามารถใช้ดูและพกพาในโทรศัพท์มือถือและแทบเล็ต ได้ที่เพจของสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิน หรือ download ได้ที่นี่

Categories: Health

ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์หารือ สปสช. ชงผู้ติดเชื้อ HIV รับยาต้านไวรัสวันเดียวหลังผลตรวจยืนยัน

Mon, 02/19/2018 - 14:53

“หมอประพันธ์” หารือ สปสช.ชง 3 แนวทาง พัฒนาสิทธิประโยชน์เอดส์ หนุนผู้ป่วยรับยาต้านไวรัสวันเดียวหลังผลตรวจยืนยัน พร้อมเพิ่มเอกซเรย์ปอด/ตรวจค่าการทำงานไตก่อนเริ่มการรักษาที่หน่วยบริการเข้ารับการตรวจได้ การให้ยาป้องกันติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยง พร้อมปรับหลักเกณฑ์ขึ้นทะเบียนหน่วยตรวจและให้ศูนย์บริการด้านเอดส์ภาคประชาสังคมเบิกจ่ายค่าตรวจได้

นพ.ประพันธ์ ภานุภาค

นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าพบผู้บริหาร สปสช.เพื่อหารือ 3 แนวทางในการพัฒนาระบบดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามการณรงค์โครงการเอดส์สหประชาชาติ Getting to zero รวมถึงการป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นนโยบายสำคัญรัฐบาลในการยุติเอดส์ ไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ (Zero new infection) ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ (Zero death) และไม่มีการตีตราแบ่งแยกผู้ติดเชื้ออีกต่อไป (Zero stigma and discrimination)

เรื่องแรกคือการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีกับผู้ติดเชื้อหลังจากที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยยืนยันแบบทราบผลในวันเดียว (same day result) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดการเจ็บป่วย เพราะมีหลักฐานวิชาการยืนยันแล้วว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้าถึงยาได้เร็วจะเสียชีวิตช้ากว่าผู้ที่ได้รับยาช้า ขณะเดียวกันยังลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อ สอดคล้องกับนโยบายชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าการให้ยาต้านไวรัสไม่จำกัดค่า CD4 ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้การให้ยาต้านไวรัสผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ได้รับการตรวจยืนยัน ควรจะได้รับการเอกซเรย์ปอดและตรวจค่าการทำงานของไตก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลต่อสุขภาพ รวมถึงดูว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่เพื่อให้การรักษาก่อน โดยกรณีผู้ติดเชื้อเข้ารับการตรวจที่ไม่ใช่หน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนสิทธิโดยตรง จะไม่ได้รับการเอกซเรย์และตรวจค่าทำงานของไตในวันเดียวกัน เนื่องจากติดการเบิกจ่ายค่าบริการซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในงบกองทุนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ ทำให้ยังไม่สามารถเริ่มให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกันได้ แต่ในกรณีผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการตรวจยังหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนสิทธิโดยตรง จะได้รับการเอกซเรย์และตรวจค่าทำงานของไตพร้อมกับเริ่มให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกันได้ ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ โดยหน่วยบริการจะเบิกจ่ายจากงบเหมาจ่ายรายหัว

ดังนั้นจึงขอให้ สปสช.ปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย เพื่อทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสในวันเดียวกัน หลังรับผลตรวจยืนยันเชื้อเอชไอวี และขอให้เอกซเรย์ปอดและตรวจค่าการทำงานของไต ณ หน่วยบริการที่ให้บริการได้เลยโดยไม่ต้องกลับหน่วยบริการต้นสังกัด ซึ่งหน่วยบริการส่วนใหญ่มีความพร้อมอยู่แล้ว

“จากการนำร่องโครงการวิจัยที่คลินิกนิรนาม 6 เดือน ตรวจพบผู้ติดเชื้อ 900 คน ได้เอกซเรย์ปอด ตรวจค่าทำงานของไตและให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกัน ซึ่งได้ผลที่ดี ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาทั้งหมดจึงได้เสนอ หาก สปสช.ให้ปลดล็อกเกณฑ์การเบิกจ่ายให้มีความหยืดหยุ่น นอกจากดูแลผู้ป่วยให้ได้รับยาโดยเร็วแล้ว ยังทำให้ผู้ติดเชื้อไม่หลุดหายออกไปจากระบบ” นพ.ประพันธ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้คลินิกนิรนามปัจจุบันไม่ได้เป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเอกซเรย์และการตรวจค่าการทำงานของไต รวมทั้งจ่ายยาต้านไวรัสให้กับผู้ติดเชื้อ เบิกได้เฉพาะค่าตรวจเอชไอวีเท่านั้น

นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์การให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี(PrEP: Pre-Exposure Prophylaxis) กับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กลุ่มชายรักชาย กลุ่มผู้ให้บริการ เป็นต้น เป็นมาตรการเสริมจากการป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยให้มีเกราะป้องกันชั้นที่ 2 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้เกือบ 100% ขณะนี้ได้มีการนำร่องแล้วภายใต้โครงการการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ก่อนการสัมผัสเชื้อ เพื่อความยั่งยืน จึงเสนอให้ สปสช.นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้หรือไม่ เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

เรื่องที่ 3 การสนับสนุนค่าตรวจเอชไอวีให้กับศูนย์บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพ จากที่สภากาชาดไทยร่วมกับกรมควบคุมโรค จัดอบรมแกนนำชุมชน ให้เป็นที่ปรึกษาและคำแนะนำกับกลุ่มเสี่ยง ทั้งด้านการป้องกันและการเข้าสู่ระบบรักษาหากติดเชื้อเอชไอวี พร้อมการจัดบริการตรวจเชื้อเอชไอวีในศูนย์บริการ ซึ่งจากข้อมูลบริการการตรวจเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศ พบว่า 1 ใน 3 เป็นการตรวจโดยศูนย์บริการเหล่านี้ ทั้งมีความแม่นยำเพราะจากการส่งผลการตรวจมายืนยันที่คลินิกนิรนาม มีความถูกต้อง 100% ซึ่งงบที่ใช้ในการตรวจปัจจุบันมาจากกองทุนโลก และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จึงอยากให้เบิกจ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.ได้รับข้อเสนอทั้ง 3 แนวทาง จากการหารือร่วมกับศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยไปพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั้งนี้เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเอชไอวีในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการดูแลและเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น เป็นไปตามนโยบายของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินอย่างมีประสิทธิผลมาแล้วจนองค์การอนามัยโลกมอบเกียรติบัตรรับรองความสำเร็จของประเทศไทย ยุติเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกขยายผลไปสู่การดูแลผู้มีสิทธิได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเสียงสะท้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบร่วมกัน

Categories: Health

สธ.เพิกถอนทะเบียนตำรับยา เหตุอาจทำให้เกิดโรคตับอักเสบ

Sun, 02/18/2018 - 18:01

สธ.เพิกถอนทะเบียนตำรับยาเดี่ยวอะเซตฟีโนลิเซทิน (Acetphenolisatin) หรือออกซีเฟนิเซติน (Oxyphenisatine) ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 347/31 ชื่อการค้า Satin ผลิตโดยบริษัท เอเชี่ยนยูเนี่ยนแล็บบอราตอรี่ ระบุไม่มีสรรพคุณตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ และอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ยา เนื่องจากอาจทำให้เกิดโรคตับอักเสบ

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1807/2560 เรื่องเพิกถอนทะเบียนตำรับยา สั่ง ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2560 โดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ด้วยปรากฎว่ายาอะเซตฟีดนลิเซทิน (Acetphenolisatin) หรือออกซีเฟนิเซติน (Oxyphenisatine) ที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ในรูปแบบของยาเดี่ยว ชริดรับประทาน ในข้อบ่งใช้เป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูก ไม่มีข้อมูลสนับสนุนประสิทธิภาพของยา หรือไม่มีสรรพคุณตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ และอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ยา เนื่องจากอาจทำให้เกิดโรคตับอักเสบ (hepatitis)

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 86 แห่ง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการยาในการประชุม ครั้งที่ 374-7/2560 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 จึงสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยาชนิดรับประทานตำรับยาเดี่ยวอะเซตฟีโนลิเซทิน (Acetphenolisatin) หรือออกซีเฟนิเซติน (Oxyphenisatine) ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 347/31 ชื่อการค้า Satin ผลิตโดยบริษัท เอเชี่ยนยูเนี่ยนแล็บบอราตอรี่ จำกัด จำนวน 1 ตำรับ

อนึ่ง หากผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ สามารถใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ โดยให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้

ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

Categories: Health

ข้อมูลวิชาการชี้ทั่วโลกพบปัญหา ‘หมันหลุด’ คุมกำเนิดทุกวิธียังมีโอกาสตั้งครรภ์

Sun, 02/18/2018 - 17:16

ผู้แทนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ เปิดข้อมูลวิชาการยืนยันแม้ทำหมันแต่มีโอกาสท้อง ส่วนยาเม็ดคุมกำเนิดในทางทฤษฎีได้ผลเฉียบ แต่พบหลายปัจจัยที่กระทบต่อประสิทธิภาพการใช้งาน

รศ.นพ.อรรณพ ใจสำราญ ผู้แทนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ “การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 กรณีการเกิดภาวะอันไม่พึงประสงค์ภายหลังการคุมกำเนิด” ซึ่งอยู่ภายใต้งาน Policy Dialogue คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ & คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้วิธีการคุมกำเนิดมีด้วยกันหลากหลายวิธี สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ การใช้ฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด และการไม่ใช้ฮอร์โมน เช่น การทำหมัน

รศ.นพ.อรรณพ กล่าวว่า กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นยากิน ยาฉีด ยาฝัง แผ่นแปะผิวหนัง คือระงับการตกไข่ เปลี่ยนแปลงสภาพปากมดลูกและเยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว โดยประเทศไทยนิยมใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมากที่สุด ซึ่งมีประสิทธิภาพในทางทฤษฎีคือโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่า 1% แต่ก็ยังเกิดปัญหาเรื่องการรับประทานไม่ถูกต้อง รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น น้ำหนักตัวของผู้รับประทาน

สำหรับการไม่ใช้ฮอร์โมนรวมถึงการทำหมันนั้น ปัจจุบันมีหลากหลายเทคโนโลยี แต่อยู่ภายใต้หลักการเดียวกันคือการทำให้ท่อรังไข่อุดตันทั้งสองข้าง โดยวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการทำศัลยกรรมด้วยการผูกท่อรังไข่แล้วก็ตัด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการทำหมันไปแล้วก็ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ โดยมักพบใน 2 กรณี ได้แก่ 1.แพทย์ที่ทำหมันไปตัดหรือผูกส่วนอื่นที่ไม่ใช่ท่อรังไข่ แต่ปัจจุบันมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก 2.ท่อรังไข่ไปเชื่อมต่อกันเอง หรือมีรูที่เข้าไปในช่องท้องจนทำให้สามารถตั้งครรภ์ได้ทั้งในและนอกมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุนี้

“ไม่ว่าจะคุมกำเนิดด้วยการใช้ฮอร์โมนหรือการผ่าตัดทำหมันก็ยังมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นได้” รศ.นพ.อรรณพ กล่าว

รศ.นพ.อรรณพ กล่าวว่า ผลการศึกษาของสหรัฐอเมริกาพบว่าโอกาสการตั้งครรภ์หลังจากการคุมกำเนิดในช่วง 5 ปี อยู่ที่ 13 ต่อ 1,000 ราย ขณะที่ในช่วง 10 ปี อัตราอยู่ที่ 18.5 ต่อ 1,000 ราย ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลไว้ว่ามีอัตราอยู่ที่ 5 ต่อ1,000 ราย ส่วนประเทศไทยทางโรงพยาบาลรามาธิบดีเคยเก็บสถิติและพบว่าอยู่ที่ 0.2-2 ต่อ 1,000 ราย ซึ่งความแตกต่างของข้อมูลเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดเก็บข้อมูลและเทคโนโลยีในการคุมกำเนิดของแต่ละประเทศ

อนึ่ง แม้ว่าปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จ่ายชดเชยตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้กับประชาชนที่ตั้งครรภ์ภายหลังทำหมันแล้ว แต่ยังมีความเห็นของแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินชดเชย เนื่องจากกรณีนี้เป็นเหตุสุดวิสัยทางการแพทย์ ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการให้บริการ ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่าสมควรที่จะต้องจ่ายชดเชยต่อไป เนื่องจากเจตนารมณ์ของมาตรา 44 คือการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ไม่ใช่การพิสูจน์ถูกผิดของผู้ให้บริการ ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันหารือเพื่อหาข้อสรุปในแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย

Categories: Health

นักวิชาการชงรัฐคลอดเกณฑ์คุมราคาค่ารักษา รพ.เอกชน

Sun, 02/18/2018 - 16:57

นักวิชาการ ระบุ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนฟาดกำไรมหาศาล จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน้อย 4 ด้าน เสนอรัฐเข้มกฎระเบียบควบคุมค่ารักษาพยาบาล

ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข

ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนาสภาผู้บริโภค ประเด็น “CSR ความรับผิดชอบต่อสังคมในโรงพยาบาลเอกชน” เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2561 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตอนหนึ่งว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนถือเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของบิ๊กทุนไทย โดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเคยลงข้อมูลเอาไว้ว่าช่วงปี 2558-2559 โรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กมีกำไรราวๆ ปีละ 40-75 ล้านบาท โรงพยาบาลระดับกลางๆ อยู่ที่ 100-150 ล้านบาท ขณะที่เครือโรงพยาบาลขนาดใหญ่กำไรถึง 3,400-3,600 ล้านบาท หรือเครือยักษ์ใหญ่ 7,900-8,300 ล้านบาท

ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า ในขณะที่ธุรกิจอื่นมีความเสี่ยง แต่ธุรกิจโรงพยาบาลกลับเป็นโอกาสที่บิ๊กทุนจากธุรกิจอื่นๆ กำลังมองหาและเข้ามาดำเนินการ ฉะนั้นเมื่อนี่คือทิศทางก็ถึงเวลาที่สังคมควรจะช่วยกันตรวจสอบว่าแท้ที่จริงแล้วโรงพยาบาลเอกชนควรจะมีบทบาทอย่างไร เพราะเขาได้รับผลกำไรจากการทำธุรกิจมาพอสมควรแล้ว

ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า จริงๆ แล้วคำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทเอกชน โดยพื้นฐานแล้วมีด้วยกัน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.ความรับผิดชอบต่อธุรกิจ คือความรับผิดชอบทางการเงินที่ต้องทำธุรกิจภายใต้การทำกำไรที่สังคมยอมรับได้ ไม่เบียดเบียนคนในสังคม แต่ปัจจุบันนี้กลับพบว่าธุรกิจมุ่งไปสู่การทำกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

2.ความรับผิดชอบต่อกฎหมาย คือต้องทำกำไรตามกรอบที่กฎหมายกำหนด แต่ถามว่าทุกวันนี้ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมเรื่องราคาค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ ถามต่อว่าแล้วหน่วยงานรัฐควรจะต้องเข้ามาควบคุมดูแลเรื่องนี้หรือไม่

3.ความรับผิดชอบต่อหลักจริยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมจะเรียกร้องต่อไปให้โรงพยาบาลทำเพื่อรักษาสิทธิของประชาชน

4.หลักเมตตาธรรม

“ทุกวันนี้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมสินค้าทุกอย่าง แม้แต่ผ้าอนามัยยังต้องแจกแจงว่าใช้วัสดุอะไร ใช้งบประชาสัมพันธ์เท่าไร มีโครงสร้างราคาเป็นอย่างไร จากนั้นจึงถึงกำหนดราคาและขายได้ แต่ธุรกิจพยาบาลกลับไม่มีกฎหมายใดควบคุม และไม่เคยมีราคาต้นทุนมาแสดง นั่นจึงเป็นที่มาของการไม่มีการกำหนดราคาของโรงพยาบาลเอกชน” ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าว

ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าวอีกว่า ในหลายประเทศไม่อนุญาตให้ธุรกิจพยาบาลเอกชนเป็นธุรกิจที่ทำกำไร คือผลกำไรที่ได้มานั้นต้องนำไปพัฒนาบริการให้กับคนไข้ต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการคือธุรกิจเอกชนต้องเป็นธุรกิจภายใต้การควบคุม ซึ่งรัฐจำเป็นต้องออกกฎระเบียบกติกาต่างๆ ที่เข้มแข็งมาควบคุมให้ชัดเจน ขณะที่แพทยสภาซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องประชาชนก็ควรมีบทบาทในการควบคุมราคาด้วย

“ความสัมพันธ์ระหว่างวิชาชีพกับคนไข้ที่ผูกพันกันมันขาดหายไปหมดแล้ว นั่นเพราะความสัมพันธ์มันกลายเป็นเรื่องเงินเรื่องธุรกิจ จึงไม่แปลกที่มีคดีความฟ้องร้องกันเยอะ” ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าว

Categories: Health

เหยื่อ รพ.เอกชน สุดช้ำ ถูกรีดค่ารักษาจากความผิดพลาดของ รพ.เอง

Sun, 02/18/2018 - 16:51

เหยื่อ รพ.เอกชน เปลือยความทุกข์ ถูกรีดค่ารักษาจากความผิดพลาดของโรงพยาบาลเอง ระบุ พยายามขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่กลับถูกปฏิเสธ สุดท้ายถูกฟ้องคดีซ้ำ

นายคมเดช โพธิ์สุวรรณ ผู้ร้องเรียนโรงพยาบาลเอกชน กล่าวในเวทีเสวนาสภาผู้บริโภค ประเด็น “CSR ความรับผิดชอบต่อสังคมในโรงพยาบาลเอกชน” เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2561 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตอนหนึ่งว่า ได้รับผลกระทบจากการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นความผิดพลาดของโรงพยาบาล แต่ตัวเองต้องมาชำระค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก และยังถูกโรงพยาบาลเอกชนฟ้องร้องคดีด้วย

นายคมเดช กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีอาการปวดคอและชาซีกขวา พอไปตรวจและทำ MRI ก็พบว่าหมอนรองกระดูกคอแตกไปทับเส้นประสาท และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ผ่าตัด ส่วนตัวมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว จึงลองให้โรงพยาบาลประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดดู พบว่าอยู่ที่ประมาณ 4.7 แสนบาท ซึ่งประกันครอบคลุมเพียง 2.4 แสนบาทเท่านั้น

“ผมจึงลองเช็คดูว่าแพทย์คนนี้รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอื่นอีกหรือไม่ จากนั้นก็ไปเช็คราคากับ call center โรงพยาบาลเหล่านั้น 2-3 แห่ง พบว่าค่ารักษาอยู่ที่ 3-4 แสนบาท คือประหยัดเงินได้อีกราวๆ 7 หมื่นบาท ขณะที่โรงพยาบาลเดิมก็ต่อรองว่าถ้าลดราคาเหลือสัก 4 แสนบาทถ้วนจะยอมรักษาหรือไม่ ซึ่งเราก็ตัดสินใจว่าย้ายโรงพยาบาลที่ถูกกว่าชัวร์ๆ ดีกว่า” นายคมเดช กล่าว

นายคมเดช กล่าวอีกว่า เมื่อย้ายไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง เราคิดว่าเมื่อเช็คราคามาแล้วก็น่าจะเป็นไปตามนั้น จึงไม่มีการประเมินราคาค่ารักษาใดๆ อีก และก็ได้เซ็นต์ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด ปรากฏว่าหลังการผ่าตัดออกมาสักครู่เริ่มรู้สึกปวดหัว จึงขอยาแก้ปวดแบบฉีดเพื่อจะได้นอนพักฟื้นยาวๆ ไม่ต้องคอยกินยาตลอดคืน เมื่อได้รับยาฉีดก็เริ่มคั่นเนื้อคั่นตัว จากนั้นแผลที่ผ่าตัดเริ่มบวม มีอาการไอ และไอเป็นเลือด สุดท้ายหายใจไม่ได้ หมดสติ และต้องเข้าไอซียู ซึ่งระหว่างที่มีอาการเบาไปจนถึงหนักนั้นพยายามของความช่วยเหลือจากแพทย์แล้ว แต่มีเพียงพยาบาลเท่านั้นที่มาดูอาการ

“ต้องเข้าไอซียูอีก 4-5 วันหลังผ่าตัด สรุปแล้วเรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งสิ้นกว่า 6 แสนบาท ซึ่งน่าตกใจมาก เมื่อสอบถามรายละเอียดค่ารักษาก็ไม่รับความร่วมมือ ไม่มีการแจกแจงรายละเอียดค่ารักษาใดๆ และเราก็คิดว่าทางโรงพยาบาลจะช่วยรับผิดชอบกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากเขาด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทั้งๆ ที่เราคือผู้เสียหาย ผมจึงยื่นคำขาดว่าขอดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายก่อนจึงจะยอมจ่าย จากนั้นก็ขึ้นมาพักที่ห้องพัก แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาคุยว่าผมมีเงินเท่าไร ผมก็บอกว่ามีเงินเก็บอยู่ 1.5 แ สนบาท เขาจึงยื่นข้อเสนอมาว่างั้นเคลียร์กันก่อน 1.5 แสนบาท ที่เหลือค่อยไปเบิกจากประกัน แล้วเหลืออีกเท่าไรค่อยกลับมาว่ากัน” นายคมเดช กล่เาว

นายคมเดช กล่าวต่อไปว่า เมื่อเคลียร์ค่าใช้จ่าย 1.5 แสนบาทแล้ว เขาก็มีเอกสารใบรับสภาพหนี้ที่เหลือทั้งหมดให้เซ็น เมื่อเรากลับมาถึงบ้านทางโรงพยาบาลก็โทรมาตามทวงค่ารักษา ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นผู้เสียหายจากการรักษา และผมก็จ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลไปแล้วรวมทั้งสิ้น 4.3 แสนบาท แต่ก็ยังมีส่วนที่โรงพยาบาลตามทวงอยู่ ส่วนตัวก็พยายามต่อรองและพยายามขอดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการรักษา แต่ทางโรงพยาบาลก็บ่ายเบี่ยงและยืนกรานที่จะไม่มอบให้

“โรงพยาบาลให้เวลา 1 เดือนในการจัดการค่ารักษา หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็จะฟ้องร้อง และที่สุดแล้วทางโรงพยาบาลก็ฟ้องร้อง ประเด็นก็คือผมคือผมเสียหายจากการรักษาที่ผิดพลาด และการรักษาก็แพงเกินกว่าที่โรงพยาบาลให้ข้อมูล คือเฉพาะค่าผ่าตัดก็เกินตัวเลขที่สอบถามกับ call center แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือโรงพยาบาลไม่สามารถอธิบายได้ว่าค่ารักษาเหล่านั้นเป็นค่าอะไรบ้าง มีรายการอะไรบ้าง คือแจ้งเฉพาะยอดรวมเท่านั้น ถ้าเราไม่จ่ายก็จะฟ้อง” นายคมเดช กล่าว

Categories: Health

‘แปรงฟันให้ลูกรักตั้งแต่ซี่แรก’ แก้วิกฤตเด็กไทย ฟันผุเกินครึ่ง

Sun, 02/18/2018 - 12:36

สสส. ร่วมกับ เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE รณรงค์ “การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก” สร้างกระแส แปรงฟันให้ลูกรักตั้งแต่ฟันซี่แรก วิกฤตเด็กไทย ฟันผุเกินครึ่ง อายุ 9 เดือนก็ฟันผุได้ เหตุพ่อแม่ ไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากให้ลูก ทันตแพทย์แนะ 7 วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง หวังเด็กไทยยิ้มสดใส

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ลานสานฝัน อุทยานการเรียนรู้ TK PARK ชั้น 7 CENTRAL WORLD สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE จัดกิจกรรม “การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก” เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กให้ความสำคัญกับการแปรงฟันในเด็กเล็กตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดีต่อการแปรงฟันแก่เด็กว่าเป็นเรื่องสนุก น่าทำและมีประโยชน์

โดย รศ.ทพ.จรินทร์ ปภังกรกิจ ผู้จัดการเครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กไทยอายุ 3 ปี ฟันผุ ร้อยละ 52 ที่น่าตกใจคือ เริ่มมีฟันผุตั้งแต่อายุ 9 เดือน สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟันน้ำนมในเด็กเล็กผุ เกิดจากผู้ปกครองเริ่มแปรงฟันให้เด็กช้า ทำให้สุขภาพช่องปากของเด็กไม่สะอาด มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่ายมากขึ้น ปัญหาฟันผุในเด็กเล็ก ส่งผลทำให้เด็กมีพัฒนาการการเจริญเติบโตช้ากว่าเด็กที่สุขภาพฟันดี

ซึ่งในปีนี้ เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี ฯ ร่วมกับ สสส. ได้เร่งรณรงค์ส่งเสริมให้แม่แปรงฟันให้ลูกตั้งแต่ฟันน้ำนมเริ่มขึ้นซี่แรก และฝึกทักษะการแปรงฟันให้แก่ผู้ปกครองในพื้นที่นำร่อง 11 พื้นที่ ผลปรากฏว่า ผู้ปกครองเด็ก ร้อยละ 80 มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการแปรงฟันให้ลูกที่ถูกต้องตามคำแนะนำมากขึ้น โดยเครือข่ายเด็กเล็กฟันดีฯ เตรียมพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบและขยายแนวทางการทำงานทั่วประเทศในระยะต่อไป

ศ.พิเศษ.ทพญ.ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเด็ก กล่าวว่า การแปรงฟันถือเป็นการรักษาสุขอนามัยทางช่องปากและเป็นวิธีการป้องกันโรคในช่องปากที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด โดยวิธีป้องกันฟันผุในเด็กเล็กที่ดีที่สุด คือ ผู้ปกครองควรแปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มขึ้น และแปรงฟันให้ต่อเนื่องจนกว่าเด็กมีพัฒนาการข้อมือที่แข็งแรง ใช้สายตากับมือประสานกันได้ดี ประมาณอายุ 7-8 ปี เด็กจึงจะสามารถแปรงฟันได้เอง แต่ผู้ปกครองดูแลให้แปรงฟันให้สะอาด และกระตุ้นให้เด็กแปรงฟันเป็นประจำจนเป็นนิสัย โดยเคล็ดลับในการแปรงฟันที่ถูกต้องคือ

1.สร้างความคุ้นเคยให้เด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุก เช็ดทำความสะอาดสันเหงือกทุกวัน

2.แปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น โดยใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ จะช่วยลดโอกาสฟันผุได้ถึง ร้อยละ 15-30

3.เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่ม หน้าตัดเรียบ หัวเล็กมีด้ามจับใหญ่จับถนัดมือ

4.ใช้ยาสีฟันเล็กน้อยที่ปลายขนแปรงพอชื้น

5.ให้เด็กอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน หรือนอนบนตัก เพื่อให้เด็กอยู่นิ่ง ทำให้มองเห็นและแปรงฟันได้ง่ายขึ้น

6.สร้างบรรยากาศในการแปรงฟัน เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง หรือใช้แปรงมีสีสัน มีตัวการ์ตูน

7.แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาบน้ำเช้า และเย็น หลังแปรงสามารถเช็ดฟองออกด้วยผ้าสะอาด และอย่าลืมสำรวจความสะอาดหลังแปรงฟัน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้หลอดกาแฟสีเข้มตัดปลายให้มนแล้วขูดเช็คที่ผิวฟันเด็กว่าสะอาดหรือไม่

ด้าน ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และรองผู้จัดการเครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE กล่าวว่า เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดีต่อการแปรงฟันแก่เด็กว่าเป็นเรื่องสนุก น่าทำและมีประโยชน์ ประกอบด้วย

1.จัดกิจกรรม Capture & Post กิจกรรมถ่ายภาพรอยยิ้มพร้อมฟันซี่แรก แล้วโพสต์บนเพจ “เด็กเล็กฟันดี วิถี Self Care” ภายใต้แนวคิด “รักแรกยิ้ม” Love at First Cheese

2.กิจกรรม Shoot & Share ถ่ายภาพคู่กับ Mascot NooNoo (สัญลักษณ์ของโครงการ)

3.กิจกรรม Hands On เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงกับวิธีการแปรงฟันเด็กเล็กที่ถูกต้อง

4.เกมเสริมทักษะและเกร็ดความรู้ในการดูแลฟันเด็กเล็ก เช่น “หลอดกายสิทธิ์” Magic Straw ฟันสะอาดง่ายๆ เหมือนเสกได้ และสนุกกับการทำความรู้จักฉลากแปรงสีฟันเด็กเล็กกับเกม “อะไรอยู่ข้างหลัง” What’s on The Back? เช็ดฟองยาสีฟันออกหลังแปรง

และ 5.การเล่านิทานประกอบเพลง “คุณฟองนักแปรงฟัน” ของครูชีวัน วิสาสะ เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแปรงฟันให้ลูกตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น

ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการมอบรางวัลนวัตกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กเล็กที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน อาทิ แอปพลิเคชัน ดูดวงฟันหนูน้อย หนังสือนิทานทะลุมิติเพื่อลูกรักฟันดี และ EZYgel สีย้อมฟันที่แสนจะใช้ง่ายให้กับทุกครอบครัว เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยกระตุ้นการแปรงฟันที่ให้ลูก โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมนี้ย้อนหลัง หรือกิจกรรมรณรงค์ดีๆที่จะมีต่อไปในอนาคตได้ที่ เพจโครงการ เด็กเล็กฟันดี วิถี Self Care

Categories: Health

ประกันสังคมเตรียมเพิ่มเงิน ‘ค่าคลอด-สงเคราะห์บุตร’ จูงใจเพิ่มประชากรวัยทำงาน

Sun, 02/18/2018 - 12:22

ประกันสังคมเตรียมเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรเป็น 600 บาท เบิกค่าคลอดได้ 13,000 บาท หวังจูงใจเพิ่มประชากรวัยทำงาน สร้างกำลังแรงงานในอนาคต สนับสนุนนโยบายรัฐ กับการปรับโครงสร้างประชากรของประเทศคาดประกาศเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรได้ภายในปีนี้

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 ส่งผลต่ออัตราส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลปัจจุบันจึงได้ให้ความสำคัญกับนโยบายสนับสนุนประชากรของประเทศ ให้มีบุตรเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรที่กำลังลดลงรวมถึงสร้างกำลังแรงงานในอนาคต สำนักงานประกันสังคมได้มีติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ จำนวนผู้ประกันตนหรือสถานประกอบการที่ลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม เป็นต้น

สำนักงานประกันสังคม จึงได้พัฒนาด้านสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้มีสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมสำหรับ ลูกจ้าง ผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้ เพิ่ม สิทธิกรณีคลอดบุตร จากเดิม ผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิได้รับไม่เกิน 2 ครั้ง เหมาจ่าย ครั้งละ 13,000 บาท + เงินสงเคราะห์ การหยุดงาน 90 วัน เป็น ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับไม่จำกัดจำนวนครั้งละ 13,000 บาท + เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน ไม่เกิน 2 ครั้ง

นอกจากนี้ ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร จากเดิม บุตรอายุ 0 – 6 ปี ได้คราวละไม่เกิน 2 คน เหมาจ่ายรายเดือน จากเดิมเดือนละ 400 บาท เป็น 600 บาท ให้มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร คราวละไม่เกิน 3 คน สำหรับกรณีเหมาจ่ายรายเดือนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเพื่อนำร่างกฎกระทรวงเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาและนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อประกาศใช้ต่อไป)

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อว่า การพัฒนาสิทธิประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มกำลังแรงงานในครั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมคาดว่าจะเป็นแรงจูงใจส่วนหนึ่งของผู้ประกันตนในการที่จะสร้างครอบครัว เพื่อเพิ่มประชากรวัยทำงาน รวมถึงเพิ่มกำลังแรงงานในอนาคต ซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างประชากรของประเทศให้มีความสมดุล ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุด ของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ให้ได้รับบริการ ที่ดีและเป็นที่พึ่งของลูกจ้าง ผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

Categories: Health

มาตรฐาน HA ของไทยได้รับการต่ออายุจากองค์กรระดับโลกต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 แล้ว

Sun, 02/18/2018 - 12:09

สรพ.เผย มาตรฐาน HA ของไทยได้รับการต่ออายุการรับรองจาก ISQua องค์กรระดับโลก ที่รับรององค์กรที่ประเมินคุณภาพของ รพ.ในประเทศต่างๆ ต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว สะท้อนมาตรฐาน HA ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล

นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี

นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) กล่าวว่ามาตรฐาน HA (Hospital Accreditation กลไกประเมิน เพื่อกระตุ้น ให้เกิดการพัฒนาระบบงานภายในของโรงพยาบาล โดยมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และพัฒนาทั้งองค์กร ท าให้องค์กร เกิดการเรียนรู้ มีการประเมินและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง) ที่ได้รับการต่ออายุการรับรองจาก ISQua หรือ International Society for Quality in Health Care คือมรดกของคนไทยที่พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ ในปี 2553

มาตรฐาน HA ได้รับการรับรองจาก ISQua เป็นครั้งแรกและได้รับการต่ออายุการรับรอง ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2557 และ ครั้งที่ 3 ในปี 2561 ซึ่งเป็นมาตรฐานฉบับปัจจุบัน ที่สรพ.ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาของมาตรฐานให้ขึ้นใหม่ เพื่อให้เกณฑ์ในการรับรองเป็นสากลและมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกในยุคปัจจุบันมากขึ้น เช่น ประเด็นทางจริยธรรมที่ยากลำบากในการตัดสินใจ ข้อกำหนดในกรณีที่มีการส่งข้อมูลของผู้ป่วยโดยสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย เป็นต้น มาตรฐานฉบับที่ปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ เป็นมาตรฐานที่ใช้ได้กับสถานพยาบาลในทุกระดับ โดย สรพ.จะเริ่มรับรองสถานพยาบาลด้วยมาตรฐานฉบับใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองกระบวนการคุณภาพมาตรฐาน HA จำนวน 782 แห่งคิดเป็นร้อยละ 66.04 % ของโรงพยาบาลทั้งหมด โดยแบ่งเป็นโรงพยาบาล ภาครัฐ 699 แห่ง และภาคเอกชน 83 แห่ง

Categories: Health

สนช.ผ่านร่าง กม.คืนสิทธิ 9.3 แสนคน กลับเป็นผู้ประกันตน ม.39 แล้ว

Sun, 02/18/2018 - 11:35

สนช.เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน คืนสิทธิให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพกว่า 9.3 แสนคนแล้ว เตรียมเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 61 ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระที่ 3 ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ... ซึ่งในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติการกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ... เพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพกว่า 9.3 แสนคนแล้ว สำหรับขั้นตอนต่อไปเตรียมเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป

โดยเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดให้ผู้สิ้นสุดเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เนื่องจากขาดส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน หรือส่งเงินไม่ครบจำนวน 9 เดือน ในระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งทำให้ขาดจากการเป็นผู้ประกันตน และไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ หากมีความประสงค์ที่จะกลับมาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 สามารถยื่นเรื่องจะต้องยื่นคำขอต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ โดยผู้ประกันตนสามารถ นำเอาบัตรประชนเพียงใบเดียวไปยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก ซึ่งผลความคืบหน้าในการประกาศใช้สำนักงานประกันสังคมจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

Categories: Health

นำร่องสร้างนักเรียนอาสาพยาบาล ปลูกจิตสำนึกจิตอาสาช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน

Sun, 02/18/2018 - 11:21

ในภาวะที่ผู้คนในสังคมอยู่กันอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด หากเกิดในสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินขึ้นมา กว่าจะเรียกรถฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุนั้น อาจจะสายเกินแก้ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกวิธีจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยการลดอัตราความพิการหรือเสียชีวิตในผู้ป่วยฉุกเฉินได้ และจะเป็นการดีหรือไม่ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยกันส่งเสริมให้มีอาสาพยาบาลกันทุกโรงเรียน

ที่โรงเรียนสิริรัตนาธร เขตบางนา สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่าย จัดโครงการฝึกอบรมผู้นำนักเรียนอาสาพยาบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนจิตอาสาพยาบาลในสถานศึกษาให้มีความรู้ในการช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นให้ปลอดภัยจากอาการเจ็บป่วยในภาวะฉุกเฉินก่อนนำส่งโรงพยาบาล เช่น ปฐมพยาบาล และประเมินความเสี่ยงอาการเจ็บป่วย ได้อย่างถูกวิธี รวมถึงการประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างมีสติเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างปลอดภัยทันท่วงที อีกทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้เยาวชน รู้รัก สามัคคีมีวินัย ช่วยเหลือกันและกันในสังคม

สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใน 3 วันที่น้องๆนักเรียนโรงเรียน โรงเรียนสิริรัตนาธรได้เรียนรู้เพื่อที่ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำอาสาพยาบาลได้นั้น จะต้องเรียนรู้เรื่องของการดูแลตนเองอย่างไรให้ตนเองและคนรอบข้างมีสุขภาพอนามัยที่ดี ,การประเมินความเสี่ยงและอันตรายกับสถานการณ์ต่างๆ พร้อมเรียนรู้ที่จะประสานกับหน่วยงานที่จะแจ้งเหตุได้ เช่น 1669

ส่วนเรื่องการปฐมพยาบาลยังเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้นำอาสาพยาบาลจะต้องเรียนรู้ โดยมีการจำลองสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น สิ่งของติดหรืออุดกั้นของทางเดินหายใจ, อาการชัก, คนเป็นลมหมดสติหรือหยุดหายใจ ซึ่งน้องๆเหล่านี้จะต้องฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และเรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวมาเป็นตัวช่วยในการปฐมพยาบาล เช่น การพันผ้าในลักษณะต่างๆ รวมถึงการใช้ยาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้นได้ นอกจากนี้ยังมีการสอนให้น้องๆได้เรียนรู้บทบาทและหน้าที่ของการเป็นจิตอสา

นางอาวรณ์ สายฉลาด

นางอาวรณ์ สายฉลาด ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานสุขภาพและอนามัยโรงเรียนสิริรัตนาธร อธิบายว่า กิจกรรมนี้เราต้องการดึงนักเรียนที่เป็นผู้นำของการปฐมพยาบาลเพื่อมาฝึกให้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และเด็กสมัครใจเข้าอบรม จริงๆเด็กสนใจมากกว่านี้ แต่เรารับได้แค่50คน ซึ่งผ่านพ้นไป3วัน บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เด็กสนใจเรียนรู้ และชอบฐานCPRเป็นอย่างมาก พอตกกลางคืนเด็กนำความรู้ที่เรียนมา มาสร้างเหตุการณ์สมมติ พร้อมทดสอบปฏิบัติ เขาได้รับความรู้จากวิทยากรมากมาย จึงเป็นไปตามวัถุประสงค์และได้ผลอย่างที่น่าพอใจ ซึ่งต้องขอบคุณโรงพยาบาลราชวิถี สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย และวิทยากร ทีมงานทุกคน

นายณัฐกฤต พรพิสุทธิ์ อายุ 17 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หนึ่งในนักเรียนอาสาพยาบาล โรงเรียนสิริรัตนาธร บอกว่า การได้ช่วยเหลือคนอื่นเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เพราะโดยส่วนตัวแล้วอยากเป็นแพทย์อาสาช่วยเหลือผู้อื่นในพื้นที่ห่างไกลจึงคิดว่าการได้มาเรียนรู้ในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์ตามที่ตั้งใจไว้จึงได้ชวนเพื่อนๆสมัครเข้ารับการอบรบในครั้งนี้ นอกจากนี้บรรยากาศในการเข้าค่ายยังทำให้นึกถึงค่ายลูกเสือสมัยเด็กทุกคนมีความสามัคคีกัน มีวินัย ช่วยเหลือกันและกันรู้สึกประทับใจมาก

ด้าน นางสาวภาณินลักษณ์ ฆนาศัยอนันต์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนสิริรันาธร บอกว่า ที่บ้านมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล การมาเข้าค่ายอบรมนักเรียนอาสาพยาบาลจะช่วยให้มีความรู้นำไปช่วยเหลือท่านได้ รวมถึงการดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ นอกจากนี้ยังได้เพื่อนใหม่ๆรู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น แม้บางกิจกรรมจะเหนื่อยบ้าง แต่ทุกคนก็เต็มที่ เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนว่าการอาสาพยาบาลทำอะไรบ้าง แต่พอมาอบรมจึงได้รู้ว่าการช่วยเหลือคนมันเหนื่อยมากทุกขั้นตอนต้องมีสติ แต่ก็ภูมิใจที่ทำได้

นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา

ด้าน นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี กล่าวว่า การจัดโครงการฯนี้เกิดจากความร่วมมือของโรงเรียนและเครือข่ายทีเกี่ยวข้องที่อยากปลูกฝังให้เด็กรู้จักดูแล ป้องกันตัวเองและช่วยเหลือคนอื่นจากภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง โดยการอบรมผ้นำอาสาพยาบาลในครั้งนี้เป็นการเปิดรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-5 ที่มีความสนใจเข้าร่วมอบรม ซึ่งมีเด็กให้ความสนใจสมัครจำนวน57คน แต่เข้าอบรมได้ 48 คน ซึ่งทางสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทยสนับสนุนวิทยากรมาให้ความรู้ ทั้งนี้เด็กที่เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ในการป้องกันตนเองจากโรคภัยต่างๆการช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นในภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน และการประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐอย่างมีสติ

"เด็กทั้ง 48 คนนี้ถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอาสาพยาบาลที่จะสามารถช่วยตัวเองและผู้อื่นในภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินได้จะมีการขยายผลต่อไปในโรงเรียนอื่นๆโดยจะพัฒนารูปแบบการสอนให้เหมาะกับวัยให้เด็กสามารถประเมินความเสี่ยงของของโรคได้ด้วยตัวเองก่อนให้ความช่วยเหลือ และจากการปะเมินเด็กที่เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ พบว่า มีความสนใจและให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมเป็นอย่างดี โดยจะเห็นว่าเด็กหลายคนสาธิตการปฐมพยาบาลช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นได้อย่างถูกต้อง" นพ.ไพโรจน์ กล่าว

สำหรับการจัดค่ายในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5แล้ว หลังจากนี้จะมีการรวบรวมจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนต่อไปเพื่อให้เด็กนำไปใช้ช่วยเหลือตัวเองและผู้ปกครอง ทั้งนี้โครงการฝึกอบรมผู้นำนักเรียนอาสาพยาบาลในครั้งนี้เป็นการจุดประกายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังให้นักเรียนได้เรียนรู้การช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกเวลา

Categories: Health

Pages